- 29 พ.ย. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 ที่บริเวณปากแม่น้ำเลย บ้านคกมาด ต.เชียงคาน อ.เชียงคาน จ.เลย คณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร นำโดยนางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เดินทางมาตรวจสอบการดำเนินโครงการประตูระบายน้ำศรีสองรัก ตามพระราชดำริ มีนายธเนศ กุลกรินีธรรม์ วิศวกรโธยา กรมชลประทาน ให้ข้อมูล นอกจากนี้ยังมี พ.อ.สมหมาย บุษบา เสธนาธิการมณฑลทหารบกที่ 28 ค่ายศรีสองรัก พร้อมกำลังพลเดินทางมารักษาความปลอดภัย และสังเกตการณ์ ท่ามกลางผู้นำชุมชนในพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากโครงการเข้าร่วมให้ข้อมูลแก่คณะอนุกรรมการสิทธิฯ
การเดินทางลงพื้นที่ของคณะนางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ดำเนินการตามที่เครือข่ายประชาสังคม ร่วมกับเครือข่ายอนุรักษ์ภูหินเหล็กไฟ และเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน จ.เลย รวมทั้งประชาชนชาวบ้านกลาง หมู่ 3 และหมู่ 8 ต.ปากตม อ.เชียงคาน ร้องเรียนว่าได้รับข้อมูลโครงการไม่ครบถ้วน เกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต แหล่งอาหาร สิ่งแวดล้อมแม่น้ำเลยตอนปลายอาจถูกน้ำท่วม ระบบนิเวศน์ถูกทำลาย ซึ่งโครงการนี้ไม่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่ อาจสร้างความขัดแย้งในชุมชนด้วย
นางเตือนใจกล่าวว่า จากการลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อเก็บข้อมูลการดำเนินโครงการมีกระบวนการครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ และจะนำเสนอต่อหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการตามขั้นตอน เช่น การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการศึกษาผลกระทบทางสังคม ส่วนข้อร้องเรียนว่ามีการละเมิดสิทธิประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ หรือมีส่วนได้เสียต่อโครงการนั้นยังต้องตรวจสอบต่อไป
สำหรับโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำศรีสองรัก เป็นส่วนหนึ่งของโครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง ดำเนินโครงการโดยกรมชลประทาน ใช้งบประมาณ 5,000 ล้านบาท โดยจะมีการวางระบบชลประทาน ผันน้ำจากแม่น้ำโขงส่งไปยังพื้นที่ทางการเกษตรในพื้นที่ภาคอีสานตอนบน ซึ่งจะมีการเวณคืนที่ดินบริเวณหัวงานก่อสร้างประมาณ 900 ไร่ จะสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานฤดูฝน 72,500 ไร่ และฤดูแล้ง 18,100 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 7 ตำบลของอำเภอเชียงคาน ได้แก่ ตำบลเชียงคาน ตำบลนาซ่าว ตำบลปากตม ตำบลหาดทรายขาว ตำบลเขาแก้ว ตำบลจอมศรี และตำบลธาตุ รวม 44 หมู่บ้าน 9,287 ครอบครัวและเป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค
ขณะเดียวกันจะสามารถบรรเทาอุทกภัยในฤดูน้ำหลาก และสามารถบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเลยตอนล่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิตด้านการเกษตรเพื่อสนับสนุนการค้า การลงทุน โดยเกษตรกรมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น 4,600 บาทต่อไร่ และส่งเสริมการท่องเที่ยวของอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่โครงการ 806,200 คนต่อปี ส่งผลให้มีรายได้จากการท่องเที่ยวเฉลี่ยปีละ 207 ล้านบาท.
ภัทราวุธ บุญประเสริฐ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.เลย
