- 29 พ.ย. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
วันที่ 29 พ.ย. 2560 ต.อ.พงษ์วุฒิ วุฒิพงษ์ รอง สว.สอบสวน สภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช เปิดเปผยว่า เมื่อเย็นวานนี้ (28 พ.ย.) ได้รับแจ้งจากนายภัทรพล เครือรัตน์ อายุ 30 ปี ชาวบ้าน ต.บางรูป อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราชว่า มีร้ายลักลอบตัดผลปาล์มในสวนของตนเกิดเหตุ ซึ่งปลูกในเนื้อที่ 20ไร่ในท้องที่ หมู่ 9 ต.บางรูป อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช จึงพร้อมด้วย ด.ต.พงศ์ธร ศรีสุกใส หัวหน้าสายตรวจตำบลบางรูป นำกำลังตำรวจไปตรวจสอบในที่เกิดเหตุ พบ นายจรัล แก้วกูล อายุ 35 ปี ชาวบ้านกลาง ต.คลองแห อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กำลังยืนเฝ้ารถยนต์กระบะอีซูซุตอนเดียวสภาพเก่า สีน้ำเงิน ทะเบียน น 1855 กระบี่ สวนปาล์มไม่สามารถนำขึ้นมาได้ โดยในกระบะด้านหลังมีทะลายปาล์มที่ลักลอบตัดจากในสวนของนายภัทรพล ผู้เสียหายจำนวน 50 ทะลาย จึงจับกุมตัวเอาไว้ได้ พร้อมยึดรถกระบะและทะลายปาล์มของกลางมาสอบสวนที่โรงพัก และจากการช่างน้ำหนักทะลายปาล์มของกลางหนักมาก 535 กก. มูลค่ากว่า 2,000 บาท
จากการนายจรัล แก้วกูล ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ได้ร่วมกับนายสุรเชษฐ์ คงดี และนายชินภัทร แก้วแกมจันทร์ นำรถยนต์กระบะเข้ามาลักตัดผลปาล์มของนายภัทรพล เครือรัตน์ ตั้งแต่ตอนเที่ยงวันที่27 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยนายสุรเชษฐ์ ทำหน้าที่ตัดผลปาล์ม ส่วนตนและนายชินภัทร ทำหน้าที่ช่วยกันขนผลปาล์มที่ตัดลงมาแล้วนำขึ้นรถกระบะจนเกือบเต็มกระบะ เพื่อนำออกไปขายแต่ในขณะที่ขับรถกระบะบรรทุกทะลายปาล์มออกจากสวน รถเกิดติดหล่มไม่สามารถขับต่อไปได้ “ส่วนนายสุรเชษฐ์ และนายชินภัทร ได้ขอตัวกลับบ้านโดยบอกว่าจะไปหารถมาช่วยชักลากจรกระบะบรรทุกทะลายปาล์มขึ้นจากหล่ม โดยให้ตนเฝ้าอยู่ที่รถ ตนรออยู่นานข้ามวันข้ามคืนนาย จนเที่ยงนายสุรเชษฐ์ และนายชินภัทร ก็ยังไม่กลับมาช่วย จนกระทั้งนายภัทรพล เจ้าของสวนมาพบเข้าพอดี จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมพร้อมของกลางดังกล่าว”
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำกำลังติดตามจับกุมตัวนายสุรเชษฐ์ และนายชินภัทรได้โดยละท่อม ควบคุมตัวมาสอบสวนที่โรงพัก เมื่อพบหน้านายจรัล นายสุรเชษฐ์ และนายชินภัทร ก็ชี้หน้าด่าทอนายจรัล อย่างไม่พอใจที่นายจรัล ให้การซัดทอดจนถูกตำรวจตามจับกุม ในขณะที่นายจรัล ก็โต้เถียงและชี้หน้าด่าตอบโต้ว่านายสุรเชษฐ์ และนายชินภัทร ทำให้ตัวเองถูกจับกุม หลอกให้เฝ้ารถที่บรรทุกทะลายปาล์มตกหล่มอ้างว่าจะรีบไปหารถมาชักลากเพื่อนำปาล์มไปขายแบ่งเงินกัน แต่กลับเงียบหายไปเฉย ๆ จนเจ้าของสวนมาพบแจ้งตำรวจจับกุมดังกล่าว หากหลบหนีไปพร้อมกันทั้ง 3 คนคงไม่ถูกจับกุมถูกจับกุม แต่ก่อนที่สามเกลอจะโต้เถียงบานปลาย เจ้าหน้าที่ตำรวจรีบแยกทั้งสองฝ่ายออกจากกัน และนำตัวมาสอบสวนปากคำทีละคนเพื่อไม่ต้องพบหน้าโต้เถียงกัน ก่อนจะตั้งข้อกล่าวข้อกล่าวหาร่วมกันลักทรัพย์ของผู้มีอาชีพเกษตรกรรมโดยใช้ยานพาหนะในการกระทำความผิด ก่อนจะแยกนำเข้าห้องควบคุมตัวบนโรงพักเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว นรศักดิ์ สานุจิตต์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.นครศรีธรรมราช
