- 05 ธ.ค. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
ห้องริมบึง 2 สวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี ดร.อภิชาต ทองอยู่ ที่ปรึกษาเลขาธิการ EEC ได้เป็นประ ธานเปิดการสัมนาภาคีเครือข่ายประชาคมภาคตะวันออก 3 จังหวัด (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง) ภายใต้ความร่วมมือของ คณะกรรมการประสานงานพัฒนาท้องถิ่นระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (CAEC) ร่วมกับตัวแทนชุมชนภาคตะวันออกจาก 30 อำเภอ เปิดเวทีสัมมนา “สังคม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และการพัฒนาในเขต EEC” เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งจะเป็นโครงการหลักในการพัฒนาประเทศเพื่อฉุดไทยให้พ้นกับดักรายได้ปานกลาง
ดร.อภิชาต ทองอยู่ เลขาธิการฯได้กล่าวถึงการสะท้อนถึงภาพรวมประเทศไทยว่ากำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ หลังจากที่ติดกับดักรายได้ปานกลางเรื้อรังมากว่า 10 ปี ประกอบกับความวุ่นวายภายในประเทศ ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวไม่เกิน 5% มาตั้งแต่ปี 2553 หากยังหยุดนิ่ง ไม่เร่งสร้างจุดเปลี่ยนให้ประเทศส่งเป็นเมืองท่องเที่ยวนานาชาติ
นายกิตติเกษม ชำนิไกร ปลัดเทศบาลตำบลมะขามคู่ อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง และประธาน CAEC จังหวัดระยอง มั่นใจว่าโครงการ EEC จะเข้ามาต่อยอดด้านอุตสาหกรรมในระยองได้ทันที เพราะในพื้นที่มีนิคมอุตสาหกรรมที่เข้มแข็งอยู่แล้ว แต่ต้องเร่งสร้างความมั่นใจกับประชาชนว่าอุตสาหกรรม 4.0 จะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนเหมือนอย่างในอดีต ขณะที่ภาคการเกษตรของจังหวัดระยองก็จะได้รับโอกาสอันดีที่จะชูความเป็นเมืองผลไม้ต่อนานาชาติ
นายวัฒนชัย บุญมานะ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเสม็ดเหนือ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา และประธาน CAEC จังหวัดฉะเชิงเทรา มองว่าโครงการ EEC จะเข้ามาช่วยยกระดับจังหวัดฉะเชิงเทรา ให้เป็นเมืองคู่แฝดของกรุงเทพฯ มีความเจริญเทียบเท่าเมืองหลวง แต่มีสิ่งที่เหนือกว่าคือสภาพแวดล้อมที่ยังเป็นธรรมชาติ มีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ พร้อมรองรับการวางผังเมืองใหม่ที่มีคุณภาพ จังหวัดฉะเชิงเทราจะกลายเป็นเมืองอัจฉริยะสีเขียว ที่น่าท่องเที่ยวและพักอาศัยมากที่สุดแห่งหนึ่งของไทย
ขณะที่นายสาคร โพธิ์คำ ผู้ประสาน CAEC ระบุว่า ความจำเป็นเร่งด่วนเฉพาะหน้า คือรัฐบาลต้องเร่งสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความมั่นใจ ต่อประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคตะวันออกอย่างทั่วถึง ว่าโครงการ EEC มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพลิกโฉมหน้าประเทศไทยสู่ยุค 4.0 เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการพัฒนาของอาเซียน มีศักยภาพทัดเทียมนานาประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประชาชนยังมีภาพจำในด้านลบจากบางโครงการในอดีต ที่จะต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ โดยภาคีเครือข่ายประชาคมภาคตะวันออก 3 จังหวัด จะหนุน EEC พัฒนาพื้นที่เพื่อพลิกฟื้นประเทศจากการที่รัฐบาลประกาศนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยมีโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) เป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนประเทศ ในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคตะวันออก คือฉะเชิง เทรา ชลบุรี และระยอง ภาคีเครือข่ายประชาคมภาคตะวันออก 3 จังหวัด ภายใต้ความร่วมมือของคณะกรรมการประสานงานพัฒนาท้องถิ่นระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (CAEC) และตัวแทนชุมชนภาคตะวันออกจาก 30 อำเภอ ประกอบด้วยจังหวัดชลบุรี 11 อำเภอ จังหวัดฉะเชิงเทรา 11 อำเภอ และจังหวัดระยอง 8 อำเภอ ได้ติดตามและศึกษารายละเอียดโครงการ EEC มาตลอด เห็นว่าเป็นโครงการสำคัญที่จะมาพัฒนาพื้นที่ 3 จังหวัดภาคตะวันออก ให้มีความเจริญ เศรษฐกิจขยายตัวประชา ชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศในภาพรวม ภาคีเครือข่ายประชาคมภาคตะวันออก จึงพร้อมให้ความร่วมมือในการผลักดันโครงการ EEC เพื่อพลิกฟื้นประเทศไทยในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน อุตสาหกรรม การคมนาคมขนส่ง การเกษตร การท่องเที่ยว การศึกษา ฯลฯ ซึ่งทุกด้านต้องเดินไปด้วยกันอย่างสอดคล้อง เพื่อหนุนส่งประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาของภูมิภาคอาเซียน และก้าวไปสู่ระดับโลกในอนาคต
การสนับสนุนการปรับผังเมืองใหม่เพื่อรองรับการพัฒนาโครงการ EEC เนื่องจากผังเมืองเก่าล้าสมัย ไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต โดยเฉพาะการที่นายกฯ ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ม.44 ปลดล็อคเพื่อวางผังเมืองใหม่ใน 3 จังหวัด EEC จะช่วยให้ลดความยุ่งยาก ซ้ำซ้อน ของระบบราชการ ตอบโจทย์การขับเคลื่อนโครงการใหญ่ระดับประเทศ แต่ยังคงหลักเกณฑ์ด้านสิ่งแวด ล้อมไว้อย่างครบถ้วน
ความสำคัญของอุตสาหกรรม 4.0 ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หนึ่งในหัวใจสำคัญของโครงการ EEC เพื่อให้ภาคอุตสาห กรรมเติบโตควบคู่ไปกับสิ่งแวดล้อมที่ดี อุตสาหกรรม 4.0 ยังขับเคลื่อนด้วยนวัต กรรมสมัยใหม่ มีประสิทธิภาพสูง ใช้ทรัพยากรน้อยและคุ้มค่า ให้ผลผลิตคุณภาพสูง ตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่
ขอให้รัฐบาลให้คำมั่นและยึดแนวทางการพัฒนาพื้นที่โครงการ EEC โดยไม่กระทบสิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนควบคู่กันไป เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เกิดความมั่นใจว่าจะไม่เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมซ้ำรอยบางโครงการในอดีต จึงต้องเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจให้ทั่วถึง เพื่อไม่ให้ถูกบิดเบือนข้อมูลก่อให้เกิดแรงต่อต้านในพื้นที่
การสนับสนุนให้ภาคเอกชนที่มาลงทุนในโครงการ EEC มีส่วนร่วมในการยกระดับการศึกษา ผลิตบุคลากรคุณภาพ สร้างโอกาสในตลาดแรงงาน โดยเฉพาะการจับมือกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่เปิดโครง การความร่วมมือต่าง ๆ เพื่อให้เยาวชนไทยมีโอกาสได้สัมผัสนวัตกรรมใหม่ สั่งสมภูมิความรู้ รวมถึงการเรียนควบคู่ไปกับการทำงานหาเลี้ยงครอบครัว ได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย
ดังนั้นเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ภาคประชาชน EEC พื้นที่ภาคตะวันออก จึงได้เปิดเวทีระดมสมองคนในพื้นที่ระดมความคิดให้โครงการ EEC เกิดความมั่นใจว่าจะเกิดประโยชน์มหาศาล แต่ต้องบริหารจัดการให้ดี และต้องเร่งให้ความรู้ชาวบ้านเรื่องอุตสาหกรรม 4.0 เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อคลายความกังวลเรื่องมลพิษนั่นเอง
ภาพ/ข่าว อุดมเกียรติ ทิพย์ศรีกุล/นันทพล ทิพย์ศรี ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.ชลบุรี
