- 14 ธ.ค. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
จากกรณีคนร้ายคนร้ายเป็นชายสวมเสื้อแขนยาว ใส่แว่นตาดำและหมวกผ้าใบใหญ่สีดำ พร้อมผ้าคาดปกปิดใบหน้า ขับรถ จยย.ฮอนด้า เวฟ สีแดงดำ จำเลขทะเบียนได้แค่ "26" มาจอดหน้าร้านก่อนจะควงปืนขนาด .357 บุกจี้ห้างทองจิราพร" เลขที่ 104/17 ถนนทุ่งใหญ่-พระแสง หมู่ 7 ต.บางรูป อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช โดยคนร้ายไม่สามารถเข้าไปถึงตู้โชว์ทองในร้านได้เพราะทางร้านติดลบูกกรงเหล็กดัดไว้อย่างแน่นหาและแข็งแรง จึงใช้ปืนเล็งผ่านลูกกรงเหล็กดัดไปที่พนักงานขาย 2 คนคนหนึ่งวิ่งหลบไปหลังเคาท์เตอร์ แต่อีกคนหนึ่งไม่กล้าวิ่งเพราะคนร้ายข่มขู่ว่าจะยิงให้ตาย พร้อมสั่งให้พนักงานสาวหยิงสร้อยคอทองคำหนักเส้นละ 1 บาทจำนวน 16 เส้น และเส้นละ 2 บาท อีก 2 เส้นรวมทองคำหนัก 20 บาทยื่นส่งให้คนร้ายอย่างง่ายดาย ก่อนับรถ จยย.หลบหนีทางไปทาสง อ.พระแสง จ.สุราษฏร์ธานี เหตุเกิดเมื่อเย็นวานนร้ (13 ธ.ค.) ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น
(14 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังเกิดเหตุ พ.ต.อ.ปรีชา ปัญญาเลิศ ผกก. สภ.ทุ่งใหญ่ ได้เรียกเจ้าหกหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง อาทิ พ.ต.ท.ดร.ก่อเกียรติ ทองนุ่น สวป. พ.ต.ต.สมนึก สุวรรณวงศ์ สว.สส.กำลังตำรวจชุดสืบสวน รวมทั้ง ร.ต.อ.ศุภวิทย์ ไชยประพันธ์ พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี มาประชุมวางแผนในการสอบสวนสืบสวนคลี่คลายคดีและติดตามจับกุมคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดีให้ได้ เพราะเป็นคดีที่คนร้ายก่อเหตุอย่างเย้ยกฎหมาย เป็นที่สนใจของประชาชาและผู้บังคับบัญชาเป็นอย่างมาก โดยได้เชิญนางจิรา เชิดชู อายุ 37 ปี เจ้าของร้านพร้อมพนักงานขายทองประจำร้าน 2 คนที่อยู่ในเหตุการณ์มาสอบสวนปากคำอย่างละเอียด
นอกจากนี้ยังนำภาพจากกล้องวงจรปิดที่จับภาพเหตุการณ์ทั้งหมดเอาไว้ได้ทั้งกล้องด้านหน้าและด้านหลังมาร่วมกันพิจารณาอย่างละเอียด ซึ่งจากภาพในกล้องวงจรปิดพบว่าก่อนเกิดเหตุพนักงาน 2 คนนั่งอยู่ในร้าน ซึ่งจัดแบ่งเป็น 2 ตอน ตอนด้านเป็นเคาท์เตอร์สำหรับนั่งต้อนรับลูกค้าด้านหน้าเคาท์เตอร์ติดตั้งเหล็กดัดสแตนเลสอย่างแน่นหนาและแข็งแรง ในขณะที่ด้านหลังเป็นเคาท์เตอร์อีกชั้นหนึ่งพร้อมตู้โชว์ทอง มีช่องว่างระหว่างเคาท์เตอร์หน้าและหลังประมาณ 2 เมตร ในขณะที่สองพนักงานนั่งรอต้อนรับลูกค้าคนละมุมเคาท์เตอร์ด้านหน้า และหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูด้วย จังหวะนั้นได้ยินเสียงรถ จยย.ขับเข้ามาจอดหน้าร้าน และคนร้ายเดินปรี่ตรงเข้ามาก่อนชักปืนออกมาเล็งลอดผ่านลูกกรงเหล็กดัด ทำให้สองพนักงานตกใจรีบวิ่งตรงไปยังเคาท์เตอร์ด้านหลังเพื่อหลบหลัวเคาเตอร์ โดยสามารถวิ่งหลบไปหลังเคาท์เตอร์ได้คนหนึ่ง แต่อีกคนยังไม่ทันพ้นเข้าหลังเคาท์เตอร์คนร้ายก็ตะคอกขู่ให้หยุด หากไม่หยุดจะยิงให้ตาย พนักงานสาวเกิดความกลัวจึงหยุดวิ่ง และคนร้ายใช้กระบอกปืนกระดกพร้อมสั่งให้หยิบสร้อยคอทองคำมาส่งให้
พนักงานสาวคนดังกล่าวจึงเอื้อมมือไปหญิงสร้อยคำทองคำมายื่นให้คนร้าย โดยคนร้ายตะคอกขู่ว่าให้ไปหยิบมาเพิ่มอีก ซึ่งในจังหวะนั้นคนร้ายและชักปืนกลับออกมาจากช่องลูกกรงเหล็กดัดและเดินมาทางด้านซ้ายมือก่อนจะชักปืนแหย่ผ่านช่องลูกกรงอีกช่องหนึ่ง โดยพนักงานขายหยิบสร้อยคำทองคำส่งให้คนร้ายต่อเนื่อง 4-5 เที่ยว จนคนร้ายพอใจและชักปืนกลับออกมาจากช่องลูกกรงเหล็กดัด ก่อนจะหันหลังกลับไปขับรถ จยย.หลบหนีไปอย่ารวดเร็ว จากการพิจารณาหากพนักงานสาวมาตกใจจนเกินไป หรือเป็นพนักงานผู้ชายน่าจะใช้ช่วงใดช่วงหนึ่งวิ่งหลบเข้าไปหลังเคาท์เตอร์ได้ไม่ยาก จะจากการพิจารณาอาวุธปืนขนาด .357 ที่คนร้ายถือมีความยาวลำกล้องผิดมาตรฐานและดูเหมือนจะเบาเกินไป จึงมีความเป็นไปได้สูงจะเป็นอาวุธปืนปลอมอย่างไรก็ตามในเบื้องต้นยังไม่พบพิรุธใด ๆ กับสาวพนักงานขาย จึงรวมรวบข้อมูลไว้เพื่อติดตามคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดีอย่างเร่งด่วนต่อไป
สำหรับร้านทองดังกล่าวนับเป็นร้านทองที่ตั้งอยู่ในจุดเปลี่ยว และอยู่ในพื้นที่ชนบทระดับตำบลเท่านั้น โดยเขตรอยต่อ ระหว่าง อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช กับ อ.พระแสง จ.สุราษฎร์ธานี ไม่เหมาะที่จะเปิดสถานประกอบการร้านทองแม้แต่น้อย และเสี่ยงที่จะเกิดการประทุษร้ายลัก วิ่งชิงปล้นร้านทองได้ และเมื่อปี 2559 เคยถูกคนร้ายเป็นแรงงานต่างด้าว ใช้ปืนจี้ชิงทองมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมตัวคนร้ายพร้อมของกลางได้ ทางร้านจึงป้องกันด้วยการติดลูกกรงเหล็กดัดและกล้องวงจรปิด แต่ไม้คนร้ายจะไม่สามารถเข้าไปภายในร้านไดทำได้แค่การชักปืนเล็งเข้าไปที่พนักงานในร้านและข่มขู่ให้พนักงานหยิบสร้อยคำทองคำให้ พนักงานก็หวาดกลัวจนสร้อยคอทองคำให้คนร้ายหนักรวม 20 บาทอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ.
ภาพ/ข่าว ยุทธนะ เตมะศิริ สำนักข่าวทีนิวส์ จ.นครศรีธรรมราช
