- 26 ธ.ค. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
ที่จังหวัดยโสธร มีบุคคลเข้าไปตีสนิทเจ้าอาวาสวัด และบอกว่ามีโครงการพัฒนา และบูรณะวัดซึ่งจะมีงบประมาณจากทางราชการ มาให้จำนวนหลายล้านบาท แต่ทางวัดเองต้องทำเป็นโครงการเข้าไปยื่นพร้อมกับมีเงินกองทุนเอาไว้ก้อนหนึ่ง เพื่อเป็นหลักฐาน ให้ทางส่วนกลางเชื่อถือ เพื่อจะได้อนุมัติโครงการฯ เร็วขึ้น เจ้าอาวาสหลงเชื่อ จึงได้ถอนเงินสดทั้งหมดที่มีอยู่ จากธนาคาร จำนวน 90,000 บาท ให้ไปแต่หลังจากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย จนถึงขณะนี้
ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่วัดทรายงาม บ้านทรายงาม ตำบลกุดกุง อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร เพื่อพบกับพระครูโสภิต ชาคะระธรรม อายุ 73 ปี เจ้าอาวาสวัดทรายงาม ตำบลกุดกุงอำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร หลังจากที่ทราบว่าเจ้าอาวาสวัดดังกล่าวถูกถูกบุคคลเข้าไปตีสนิทและหลอกเอาเงินไป จำนวน 90,000 บาท แล้วหลบหนีไปและไม่สามารถติดต่อได้อีก
พระครูโสภิต ชาฆะระธรรม เจ้าอาวาสวัดทรายงาม บอกว่า ก่อนหน้านี้ได้มีชายสูงอายุแต่งตัวดีอายุประมาณ 60 ปี อ้างว่าเป็นคนในจังหวัดยโสธร และที่สำคัญจะชอบออกตระเวนทำบุญ เป็นชีวิตจิตใจ ขับรถยนต์เก๋งสีเขียวไม่ทราบยี่ห้อ และหมายเลขทะเบียนสภาพเก่าเข้าไปที่วัดของตน และเข้ามาตีสนิทกับตนพร้อมกับแจ้งว่า มีเจ้านายที่กำลังทำโครงการพัฒนา และบูรณะวัดทั่วประเทศ โดยขณะนี้กำลังมีการประชุมผู้เกี่ยวข้องเพื่ออนุมัติโครงการฯอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี จึงต้องการที่จะดึงโครงการฯดังกล่าว มาลงที่วัดทรายงามแห่งนี้เพื่อจะได้ทำซุ้มประตูทางเข้าวัด จำนวน 2 ซุ้ม ตนเห็นว่าเป็นโครงการที่ดีจึงเกิดความสนใจอยากจะได้โครงการมาพัฒนาวัดของตนบ้าง โดยบุคคลดังกล่าวได้เดินทางเข้าไปหาตนที่วัดเพื่อติดตามการทำโครงการพัฒนาวัดถึง 5 วันติดต่อกัน และเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2560 บุคคลดังกล่าวกลับเข้าไปหาตนอีกครั้ง พร้อมกับบอกว่า โครงการดังกล่าวกำลังจะอนุมัติแล้วแต่ทางวัดจะต้องมีเงินกองทุนนำไปแสดงให้ทางส่วนกลางเห็นก่อนเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ โดยบุคคลดังกล่าวอ้างว่าได้แจ้งส่วนกลางไปแล้วว่าทางวัดมีเงินกองทุนอยู่ จำนวน 300,000 บาท และถามตนกลับมาว่าตนมีเงินอยู่เท่าไรเพื่อจะได้นำเงินไปแสดงให้ครบตามจำนวน
หลังจากนั้น ตนจึงได้นำสมุดเงินฝากของตนที่เก็บสะสมมาให้บุคคลดังกล่าวตรวจดูว่า มีเงินอยู่เท่าไรเพราะตนก็ไม่ได้ตรวจดูสมุดเงินฝากว่ามียอดเงินอยู่เท่าไรเพราะปกติเงินฝากของตนจะเป็นเงินเดือนค่าตำแหน่ง และเงินที่มีญาติโยมนำฝากเข้าบัญชี ให้ หลังจากนั้นบุคคลดังกล่าวก็พาตนขึ้นรถเพื่อเข้าไปในตัวเมืองยโสธร และขับเข้าไปจอดที่ลานจอดรถศาลากลางจังหวัดยโสธร พร้อมกับบอกให้ตนนั่งรอในรถส่วนตัว เขาจะขึ้นไปคุยกับเจ้านายที่รออนุมัติโครงการฯอยู่บนศาลากลางจังหวัดยโสธร สักพักบุคคลดังกล่าวกลับมาและบอกว่าคุยกันเรียบร้อยแล้ว จากนี้เราต้องไปปรับสมุดเงินฝากที่ธนาคารกรุงไทย สาขายโสธร พอไปถึงธนาคาร บุคคลดังกล่าวก็นำสมุดบัญชีเงินฝากของตนไปปรับ และบอกว่ามียอดเงินอยู่ทั้งหมด 92,000 บาท ซึ่งบอกว่ามีแค่นี้ก็เอาเดี๋ยวตนจะออกเพิ่มให้อีก 230,000 บาท เพื่อให้ครบ จำนวน300,000 บาท ตนจึงตกลงและเขียนใบเบิกเงินกับทางธนาคาร จำนวน 90,000 บาท เหลือติดบัญชีไว้ 2,000 บาท เมื่อได้เงินแล้วบุคคลดังกล่าวจึงนำเงินเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกงแล้วพาตนกลับมาส่งที่วัด และบอกว่าอีกไม่กี่วันโครงการก็จะอนุมัติและจะมีเงินเข้าบัญชีของตน จำนวน 3 ล้านบาท ก่อนจะขับรถออกจากวัดไปทันที เมื่อกลับไปถึงวัดตนรู้สึกแปลกใจจึงได้นำเรื่องราวไปเล่าให้กับชาวบ้านฟังจึงมีชาวบ้านหลายคนบอกว่าตนถูกหลอกอย่างแน่นอนและหลังจากนั้นตนก็พยายามโทรศัพท์ติดต่อตามเบอร์ที่บุคคลดังกล่าวให้ไว้ก็ไม่สามารถติดต่อได้ ตนจึงมั่นใจว่าถูกหลอกอย่างแน่นอนจึงได้เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองยโสธร ซึ่งพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี บอกว่า หลังจากรับแจ้งความร้องทุกข์แล้วก็อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานและประสานขอภาพวงจรปิดจากธนาคารกรุงไทย สาขายโสธร เพื่อจะได้ทราบว่าบุคคลที่มาหลอกเอาเงินผู้เสียหายเป็นใครเพื่อจะได้สามารถออกหมายจับได้ต่อไป เพราะขณะนี้ยังไม่ทราบรายละเอียดเลยว่าผู้ก่อเหตุเป็นใครมีชื่อสกุลจริงว่าอย่างไรกันแน่
ข่าว/ภาพ ไพรทูล บุญมา ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.ยโสธร
