- 07 ม.ค. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
(7 ม.ค.) ที่ศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช นายกระจ่าง ทองคำ หรือ “ลุงจ่าง” อายุ 76 ปี อยู่บ้านเลขที่ 11 หมู่ 9 ต.ขนาบนาค อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ได้ร้องเรียนขอความเป็นธรรมและขอความช่วยเหลือกรณีที่ยื่นฟ้องกรมประมงต่อศาลปกครอง กรณีการเวนคืนก่อสร้างโครงการชลประทานน้ำเค็มเพื่อการเลี้ยงกุ้งทะเลบ้านบ่อคณที จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมอาชีพการเยงกุ้งกุลาดำในพื้นที่เขตรอยต่อ อ.ปากพนัง กับ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช โดยมีการเวนคืนที่ดินเพื่อดำเนินการก่อสร้าง แต่เมื่อมีการดำเนินการทางกรมประมงกลับถมคลองถนนเขต ซึ่งเป็นคลองสาธารณะเลียบถนนแบ่งเขตระหว่างหมู่หมู่ 9 อ.ปากพนัง กับหมู่ 4 แอและหมู่ 6 ต.เกาะเพชร อ.หัวไทร โดยเป็นลำคลองที่ประชาชนใช้ในการประกอบอาชีพมาอย่างยาวนาน มีความประมาณ 4 กม.จากถนนทางหลวงสาย 4013 เลียบชายทะเลปากพนัง-หัวไทร ไปบรรจบกับแม่น้ำปากพนัง ซึ่งทางกรมประมงได้ทำการถมลำคลองช่วงตรงกลางระยะทางยาว 1.5 กม. ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของประชาชนสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนจำนวนมาก
ตนพร้อมชาวบาทนรวม 34 คนจึงยื่นฟ้องศาลปกครองสงขลาเมื่อปี 2546 ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีศาลปกครองนครศรีธรรมราช จนเมื่อศาลปกครองนครศรีธรรมราช เมื่อปลายปี 2546 ทางกรมประมงได้ยื่นคำร้องขอโอนคดีจากศาลปกครองสงขลามายังศาลปกครองนครศรีธรรมราช หลังจากต่อสู้และพิจารณาคดีกันนานเกือบ 2 ปี ศาลปกครองนครศรีธรรมราช ได้มีคำพิพากษายกคำร้องโดยขอให้ทางกรมประมงผู้ถูกฟ้องคดีไปดำเนินการเรื่องที่ดินให้ถูกต้องเป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ตนจึงยื่นอุทธรณ์ไปยังศาลปกครองสูงสุด และวันที่ 16 ตุลาคม 2550 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้กรมประมงผู้ถูกฟ้องคดีไปดำเนินการตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการเปลี่ยนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณะประโยชน์ของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จากการใช้เพื่อสาธารณะประโยชน์อย่างหนึ่งเป็นอีกอย่างหนึ่ง พ.ศ.2543 ภายใน 60 วันนับตั้งแต่วันที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา หากไม่ได้รับอนุมัติจากกระทรวงมหาดไทยขอให้มีการรื้อถอนคลองส่งน้ำดีในโครงการชลประทานน้ำเค็มบ้านบ่อคณทีที่พิพาทกันในคดีนี้ให้มีสภาพเป็นเขตทางของถนนเขตอันเป็นถนนสาธารณะประโยชน์ภายในหนึ่งร้อยปิดสิบวันนับตั้งแต่วันรับแจ้งไม่อนุมัติจากกระทรวงมหาดไทย แต่หลังศาลปกครองสูงสุดพิพากษามาจนถึงขณะนี้นานกว่า 10 ปีทางกรมประมงไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ไม่ยอมดำเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น
ต่อมาผู้สื่อข่าวได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าโครงการดังกล่าวมีการเวนคืนที่ดินของชาวบ้านที่อยู่ติดกับถนนและลำคลองถนนเขต เพื่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ และทำรางปูนยาวไปตามแนวถนนเขต 1.5 กม. ทำการสูบน้ำโดยตรงจากทะเลเข้าไปกักเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำก่อนจะปล่อยน้ำจากอ่างเก็บน้ำให้ไหลไปตามรางปูนให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งสูบน้ำเข้าไปใช้ในบ่อเลี้ยงกุ้งของตัวเองได้ โดยพบว่าการดำเนินการไม่จำเป็นต้องถมลำคลองถนนเขตซึ่งเป็นลำคลองสาธารณะเดิมซึ่งมีความกวาง 6 เมตร เพราะมีพื้นที่ที่เวนคืนจากริมคลองกว้างหลายสิบเมตร สามารถขุดและสร้างรางปูนส่งน้ำดีไปให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งได้และดำเนินการได้ง่ายกว่า ประหยัดงบประมาณกว่าการถมลำคลอง แต่กรมประมงกลับเลือกที่จะถมลำคลองเขตช่วงตรงกลางปิดหัวปิดท้ายระยะทาง 1.5 กม.จากความยาวลำคลองทั้งสิ้น 4 กม. ทำให้ลำคลองไม่สามารถระบายน้ำได้อย่างสิ้นเชิง ที่สำคัญในปัจจุบันโครงการดังกล่าวจึงถูกทิ้งให้รกร้างแทบไม่มีประโยชน์ใด ๆ กลับเกษตรกร จึงเป็นการใช้งบประมาณดำเนินการไม่คุ้มค่า และส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพ ในช่วงฝนทำให้น้ำท่วมในพื้นที่อย่างหนักเพราะไม่สามารถระบายออกไปทางไหนได้ ส่งผลกระทบวิถีการดำรงชีวิตและสร้างความเดือนให้ประชาชนเป็นอย่างมาก
นายกระจ่าง หรือ “ลุงจ่าง” กล่าวว่า เดิมตนมีพื้นที่ 22 ไร่อยู่ทางฝั่งถนนเขตพื้นที่หมู่ 9 ต.ขนาบนาค อ.ปากพนัง และประกอบอาชีพทำนาข้าวมาตลอด จนกระทั้งการเลี้ยงกุ้งกุลลาดำในพื้นที่ข้างเคียงส่งผลให้น้ำเต็มซึมเข้ามาในพื้นที่นาข้าว ไม่สามารถทำนาข้างได้อีกต่อไป ตนจึงเปลี่ยนมาทำนากุ้งในพื้นที่เดิมโดยทำบ่อเลี้ยงกุ้ง 5 บ่อ ซึ่งลำคลองถนนเขตเป็นลำคลองที่เป็นสายเลือดของชาวบ้านมาอย่างยาวนาน ประชาชนใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพและเป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำ มีเรือพาย เรืองหางยาววิ่งผ่านไป อ.ปากพนัง แต่เมื่อชาวบานเปลี่ยนจากอาชีพทำนาข้าวมาทำนากุ้ง ส่วนใหญ่จะสูบน้ำจากคลองถนนเขต ซึ่งเชื่อมต่อกับแม่น้ำปากพนังมาใช้ในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ รวมทั้งการปล่อยน้ำเสียจากการเลี้ยงกุ้งไปตามลำคลองสายนี้เพื่อไหลไปสู่แม่น้ำปากพนังและออกสู่ทะเลต่อไป
เมื่อมีโครงการชลประทานน้ำเค็มส่งเสริมการเลี้ยงกุ้งทะเลตนก็เห็นด้วย แต่เมื่อมีการดำเนินการกันจริง ๆ กรมประมงกลับถมคลองคลองถนนเขตช่วงตรงกลางยาว 1.5 กม.พร้อมปิดหัวปิดท้ายลำคลองสายดังกล่าว แม้ตนและชาวบ้านจะรวมตัวคัดค้านเพราะมีพื้นที่เวนคืนกว้างขวางที่สามารถขุดและสร้างรางปูนส่งน้ำดีที่สูบขึ้นมาจากทะเลได้ โดยไม่จำเป็นต้องมาถมคลอง อีกทั้งทางกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทยก็ไม่อนุญาตให้ดำเนินการถมลำคลองดังกล่าวด้วย และหากไม่ถมคลองก็จะประหยัดงบประมาณในการซื้อดินมาถมลำคลองได้อีกไม่น้อย ตนและชาวบ้านรวม 34 คนจึงยื่นฟ้องศาลปกครองและมีการต่อสู้คดีจนถึงชั้นศาลปกครองสูงสุดก่อนที่ศาลปกครองสูงสุดจะมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2550 ให้กรมประมงดำเนินการให้ถูกต้องตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวกับเรื่องที่ดิน ภายใน 60 วัน หากไม่ได้รับการอนุมัติจากระทรวงมหาดไทยก็ให้รื้อรางส่งน้ำดีปรับสภาพให้เป็นลำคลองเหมือนเดิมภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หลังล่วงเลยระยะเวลาตามคำพิพากษา 60 วัน และ 180 วันตนสอบถามไปยังศาลปกครองสูงสุดได้รับคำตอบว่าเรื่องอยู่ในชั้นบังคับคดีแล้วถึงขณะนี้ผ่านมากว่า 10 ปีกรมประมงก็ยิ่งเฉยไม่ดำเนินการใด ๆ ตามคำสั่งศาล น่าจะเป็นคดีแรกที่ผู้ถูกฟ้องคดีดื้อดึงไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งศาลนานถึงกว่า 10 ปี
นายกระจ่าง หรือ “ลุงจ่าง” กล่าวอีกว่า ในปี พ.ศ. 2558 ตนได้ทูลเกล้า ฯขอความช่วยเหลือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และได้รับหนังสือตอบรับจากสำนักพระราชวังว่าได้ประสานไปยังศาลปกครองสูงสุดแล้ว จนมีการประชุมชาวบ้านเพื่อลงมติว่าจะเห็นด้วยอย่างไรกับเรื่องนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็โหวตให้มีการรื้อถอนและปรับเปลี่ยนสภาพให้กลับมาเหมือนเดิม แต่ทางราชการกลับอ้างว่าคนมาร่วมประชุมลงมติน้อยจึงสรุปไม่ได้ และล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2560 ทางนายวิทยา เขียวรอด นายอำเภอหัวไทร ได้เรียกประชุมชาวบ้านหมู่ 4 และหมู่ 6 ต.เกาะเพชร อ.หัวไทร ซึ่งเป็นพื้นที่ดำเนินการโครงการชลประทานน้ำเค็มบ้านบ่อคณที เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และประชาชนที่เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่ยกมือโหวตให้กรมประมงรื้อถอนโครงการและปรับเปลี่ยนให้กลับสู่สภาพเดิม ทางเจ้าหน้าที่กลับอ้างเหมือนเดิมอีกว่าไม่สามารถใช้เป็นมติได้เพราะประชาชนมาร่วมประชุมน้อยอีกครั้ง
“ตนและชาวบ้านไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งหน่วยงานไหน หรือผู้ใดได้อีกแล้ว การต่อสู้ของตนตลอดระยะเวลา 15 ปี ท่ามกลางความอยากลำบากโดยญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงต่างเตือนด้วยความเป็นห่วงว่าตนจะมีอันเป็นไปอย่างใดอย่างหนัก เพราะเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา จบแค่ ป. 4 แต่กลับไปต่อสู้คดีกับผู้หลักผู้ใหญ่และหน่วยงานรัฐ แม้ถึงขั้นศาลปกครองสูงสุดพิพากษาชัดเจนแล้ว แต่กรมประมงกลับไม่ยอมดำเนินการใด ๆ ตามคำสั่งศาล ผ่านมากว่า 10 ปีเขาไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ ไม่ยอมรับ ไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งศาล แต่ยังพยามทุกวิถีทางที่จะเอาชนะตนและชาวบ้านให้ได้ ตนขอเรียกร้องเป็นครั้งสุดท้ายให้กรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกระดับยุติความพยายามที่จะเอาชนะตน กดดันตน ขอให้รีบเร่งดำเนินการตามคำสั่งศาล ตนสู้มาจนถึงขนาดนี้ 15 ปีหมดเนื้อหมดตัวต้องขอเงินลูกหลานใช้จ่าย ขอเพียงให้รื้อถอนและปรับสภาพให้ลำคลองถนนเขตกลับมาเหมือนเดิมเท่านั้น ตนจะไม่ฟ้องร้องทางแพ่งเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากกรมประมง แต่หากคิดจะเอาชนะตน และเอาชนะคำสั่งศาล ตนบอกได้คำเดียวว่าถึงวันนี้ตนไม่มีอะไรจะเสียทั้งอาชีพทั้งทำนาข้าว ทำนากุ้งเสียหายหมดสิ้น ตนจึงสู้ถวายชีวิตแน่นอน” นายกระจ่าง ผู้เฒ่านักสู้กล่าวอย่างหนักแน่นในที่สุด.
ภาพ/ศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช
ข่าว ยุทธนะ เตมะศิริ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.นครศรีธรรมราช
