- 09 ม.ค. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
วันที่ 9 ม.ค. 2561 นายสุนทร เข็มทอง ผู้อำนายการโรงเรียนสระหลวงพิทยาคม อ.เมือง จ.พิจิตร เล่าถึงนโยบายของโรงเรียนที่ใส่ใจดูแลนักเรียน ม.1-ม.6 ที่มีมากถึง 1,400 คน จึงได้ให้ครูประจำชั้นดำเนินโครงการเยี่ยมบ้านนักเรียน โดยใช้เวลาว่างช่วงเย็นหรือเสาร์-อาทิตย์ ซึ่ง อ.แสงอรุณ เปี่ยมงาม และ อ.ณิชกมล มีศิริ ครูประจำชั้น ม.4/1 รวมถึง อ.อัมพร สารวัตร ครูประจำชั้น ม.3/1 เปิดเผยว่าเมื่อช่วงต้นเดือน มกราคม 2561 ซึ่งเป็นช่วงที่มีอากาศหนาวเย็นมาก เด็กทุกคนต่างสวมเสื้อกันหนาวมาโรงเรียน แต่ได้สังเกตเห็นลูกศิษย์ 2 คนพี่น้อง คือ นางสาวนันทวัน กรุดอินทร์ “น้ำ” อายุ 16 ปี อยู่ชั้น ม.4/1 และ นางสาวปฑิตตา กรุดอินทร์ “นัท” อายุ 15 ปี อยู่ชั้น ม.3/1 ไม่มีเสื้อกันหนาวใส่เหมือนกับนักเรียนคนอื่นๆ ก็เข้าไปสอบถามว่าเธอทำไมไม่ใส่เสื้อกันหนาว ก็ได้รับคำตอบว่า “หนูไม่หนาวค่ะ” ซึ่งคำตอบน่าจะขัดกับความเป็นจริง ครูจึงเอาเสื้อกันหนาวของตนไปให้เด็ก 2 พี่นี้ นี้ได้ใส่ แต่ทั้งคู่ก็ปฏิเสธจึงเป็นจุดที่ทำให้ครูเกิดความเฉลียวใจว่าลูกศิษย์ของตนน่าจะมีปัญหาในครอบครัวหรือฐานะความเป็นอยู่...จากนั้นครูทั้ง 3 ท่านจึงลงพื้นที่ไปยังบ้านของ นางสาวนันทวัน “น้ำ” และ นางสาวปฑิตตา “นัท” ซึ่งบ้านอยู่ที่ 153 หมู่ 4 บ้านวังปลากรด ต.ไผ่ท่าโพ อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร ซึ่งบ้านอยู่ห่างจากโรงเรียนประมาณ 50 กม. จึงได้พบความจริงว่า ลูกศิษย์ 2 พี่น้อง คู่นี้เป็นเด็กกำพร้า พ่อแม่ พ่อแม่เสียชีวิต ทั้งคู่จึงอาศัยอยู่กับยาย ชื่อ นางสมบัติ วงค์ถึก อายุ 78 ปี จึงได้ซักถามพูดคุย นางสาวนันทวัน “น้ำ” ซึ่งเรียนอยู่ชั้น ม.4/1 จึงเล่าให้ฟังว่าเมื่อช่วงกลางปี 2558 แม่ของตนชื่อ นางพเยาว์ กรุดอินทร์ อายุ 48 ปี โดยมีอาชีพทำกับข้าวหรือแกงถุงขาย อยู่มาวันหนึ่งขณะที่แม่ทำกับข้าวอยู่มีผึ้งบินมาแม่เอามือไปปัดจึงโดนผึ้งต่อยที่บริเวณโคนแขนจึงทำให้มีอาการบวมไปทั้งตัว พ่อก็พาแม่ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลโพธิ์ประทับช้าง โดยหมอได้บอกว่าพิษของผึ้งที่ต่อยไปทำลายไตทำให้ไตรั่ว จากนั้นแม่ก็มีอาการทรุดลงแพทย์ของ รพ.โพธิ์ประทับช้างจึงส่งตัวไปรักษาต่อที่ รพ.พิจิตร แพทย์ก็วินิจฉัยว่าแม่เป็นมะเร็ง ซึ่งได้รับการรักษาแต่อาการก็ไม่ดีขึ้นแพทย์ รพ.พิจิตร จึงส่งไปรักษาต่อที่ รพ.สวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์ ได้รับการรักษาเป็นเวลา 2 เดือน ในที่สุดแพทย์ก็ยื้อชีวิตของแม่ไว้ไม่ได้จึงเสียชีวิตลง เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2558
นางสาวนันทวัน “น้ำ” เล่าถึงชะตาชีวิตที่อาภัพให้ฟังต่ออีกว่า เมื่อแม่เสียชีวิตก็เหลือเพียงพ่อคนเดียวที่เป็นเสาหลักของครอบครัว พ่อมีอาชีพรับจ้างขับรถบรรทุกต้องร่อนเร่ส่งสินค้าตาที่เจ้านายสั่งรายได้ก็ไม่พอจุนเจือครอบครัว ตั้งแต่ปี 58 ตนเองและน้องสาวจึงได้ออกหางานทำและไปรับจ้างทำทุกอย่างที่ได้เงิน โดยครั้งแรกได้ไปรับจ้างสอนหนังสือเด็ก-สอนทำการบ้าน ให้กับเด็ก ป.1 และ เด็ก ม.1 ได้ค่าตอบแทนชั่วโมงละ 30-50 บาท ซึ่งก็สอนเพียงแค่ 1-2 ชั่วโมงในบางวันเท่านั้น ช่วงที่ไปสอนเด็ก ม.1 พ่อแม่ของเด็กเป็นคนใจดีและมีโรงงานทำขวดพลาสติกมีคนงานวัยรุ่นชาย-หญิง ทำงานอยู่ด้วยหลายคน ตนเองและน้องสาวอยากได้เงินเพิ่มจึงขอเจ้าของโรงงาน ว่า ขอให้หนูและน้องสาวได้ทำงานในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือช่วงปิดเทอมได้ไหม เพื่อจะได้มีเงินเป็นค่าขนมไปโรงเรียนและแบ่งเบาภาระของพ่อที่ต้องหารายได้เพียงคนเดียวแต่ต้องดูแลถึง 3 ชีวิต คือ ตนเอง และน้องสาว รวมถึง ยาย เจ้าของโรงงานซึ่งใจดีอยู่แล้วก็ตอบรับและให้ทำงานในจุดที่เบาที่สุด ชีวิตดูเหมือนจะราบรื่นแม้ในครอบครัวไม่มีแม่ก็ตาม...แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดหรือชะตาชีวิตถูกกลั่นแกล้ง นายเว่า กรุดอินทร์ อายุ 51 ปี ผู้เป็นของ นางสาวนันทวัน “น้ำ” และ นางสาวปฑิตตา “นัท” ที่เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2560 ขณะที่พ่อของเด็กทั้งสองขี่มอเตอร์ไซด์จะไปที่ทำงานก็ประสบอุบัติเหตุถูกรถเก๋งชนเสียชีวิตที่บริเวณถนนพิจิตร-ตะพานหิน สามแยกหัวดง ตำรวจวินิจฉัยคดีว่าประมาทร่วม จึงได้ค่าชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการที่พ่อถูกรถเก๋งชนตายมาเป็นเงินเพียง 5,000 บาท เท่านั้น จากวันนั้นถึงวันนี้ชีวิตจึงต้องยากลำบากขาดที่พึ่งพิงในการศึกษาเล่าเรียน...อ.แสงอรุณ เปี่ยมงาม และ อ.ณิชกมล มีศิริ ครูประจำชั้น ม.4/1 รวมถึง อ.อัมพร สารวัตร ครูประจำชั้น ม.3/1 ที่ไปเยี่ยมบ้านของลูกศิษย์ได้ฟังเรื่องราวของ 2 พี่น้องคู่นี้ถึงกลับอึ้งทำเอาน้ำตาคลอเบ้าและยังพบว่าเด็กทั้งคู่มีเสื้อผ้าชุดนักเรียนเพียงแค่ 2 ชุดเท่านั้น มีชุดลำลองอื่นๆแค่ไม่กี่ตัว รองเท้านักเรียน รองเท้าผ้าใบ ก็เก่าๆ แต่สภาพบ้านเรือนมั่นคงสะอาดสะอ้าน
สำหรับเด็กทั้งคู่นี้เวลามาโรงเรียนก็ต้องโดยสารรถรับส่งนักเรียนที่คิดค่ารถเทอมละ 3,000 บาทต่อคน ส่วนรายได้ของเด็กทั้งคู่นี้ก็มีรายรับเพียงแค่ค่าแรงที่ไปทำงานในโรงงานทำขวดพลาสติกใกล้บ้าน 2 คนพี่น้อง ก็ได้เงินประมาณ 300-400 บาทต่อวัน เท่านั้นที่นำมาเป็นค่าใช้จ่ายและดูแลยายทั้งคู่มาโรงเรียนก็จะห่อข้าวและน้ำดื่มมากินที่โรงเรียน โดยไม่ได้มีเงินไปกินขนมเหมือนอย่างคนอื่นๆเค้า แต่ทั้งคู่กลับกลายเป็นว่าเรียนเก่งที่สุดในชั้นเรียน อาจเป็นเพราะความยากลำบากทำให้เกิดความมุมานะและพรากเพียรน่าเอาเป็นแบบอย่างอย่างยิ่ง...ในส่วนของ นางสาวนันทวัน “น้ำ” ได้พูดวอนขอความเมตตา ว่า สำหรับในวันเด็กปีนี้สิ่งที่เด็กอย่างหนูซึ่งเป็นเด็กที่ไม่มีทั้งพ่อและแม่แต่หนูมีความตั้งใจเรียนจะเรียนให้ดีที่สุด โตขึ้นจะขอเป็นคนดีของสังคมแต่วันนี้หนูขาดโอกาสเพราะไม่มีพ่อและแม่ที่จะมาส่งเสียให้เดล่าเรียน หนูจึงอยากขอความเมตตา จากผู้ใหญ่ใจดี ช่วยให้อนาคตหนูและน้องด้วยการช่วยเหลือให้หนูได้มีทุนการศึกษาต่อไปด้วย...เช่นเดียวกับ นายสุนทร เข็มทอง ผู้อำนายการโรงเรียนสระหลวงพิทยาคม กล่าวว่า อยากวิงวอนสังคมขอความเมตตาผู้ใจบุญให้ช่วยบริจาคเงินเพื่อเป็นทุนการศึกษาและค่าอาหารรวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ในชีวิตประจำที่เด็กทั้งคู่ต้องดูแลยายที่อายุ 78 ปีด้วย ร.ร.สระหลวง มีเด็กนักเรียน 1,400 คน แต่เหตุที่อยากช่วยลูกศิษย์ทั้งคู่นี้ เพราะเค้ากำพร้าพ่อ,แม่ฐานะยากลำบากแต่เรียนเก่งหากได้ผู้สนับสนุนก็จะได้มีอนาคตเป็นคนดีของสังคมต่อไป
สำหรับท่านใดที่มีจิตเมตตาสามารถโอนเงินช่วยเหลือได้ที่ ชื่อบัญชี นางแสงอรุณ เปี่ยมงาม และ น.ส.อัมพร สารวัตร และ น.ส.นันทวัน กรุดอินทร์ และ น.ส.ปฑิตตา กรุดอินทร์ ธนาคารกรุงไทย เลขบัญชี 610-0-77059-8 หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ อ.แสงอรุณ เปี่ยมงาม ครูประจำ ของ นางสาวนันทวัน “น้ำ” ชั้น ม.4/1 โทร 081-9620579 ( กรุณาโทรเวลาพักเที่ยงหรือเย็น )
ภาพ/ข่าว สิทธิพจน์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.พิจิตร
