- 10 ม.ค. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
วันนี้(10 ม.ค. 61) ที่ ศูนย์เรียนรู้เศษรฐกิจพอเพียงชุมชน ต.บุแกรง อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ นางวันเพ็ญ หาญเสมอ ปลัดอวุธโส เปิดกิจกรรมรณรงค์ไถกลบตอซังพืชพร้อมกับหว่านเมล็ดถั่วพร้า ซึ่งรถไถกลบตอซังพืชแทนการเผา เพื่อปรับปรุงบำรุงดินเตรียมการเพาะปลูกในฤดูการผลิตต่อไป โดยมีเกษตรกรชาวตำบลบุแกรง 15 หมู่บ้าน ในเขตอำเภอจอมพระ เข้าร่วมในกิจกรรมเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้การเผาตอซังพืชไม่เพียงแต่สูญเสียทางระบบนิเวศวิทยาเท่านั้น แต่ยังนำมาซึ่งความเสื่อมสภาพของดิน ทำลายแมลงและจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดิน ที่เป็นหัวใจหลักในการผลิตพืชอาหารทางการเกษตรโดยเฉพาะพืช
ซึ่งจากนี้ไปจะเป็นช่วงของการเตรียมดินเพื่อทำการเพาะปลูกพืช ในปีถัดไปหรือเตรียมดินเพื่อทำการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งหลังการทำนา อย่างไรก็ตามในการเตรียมพื้นที่เพาะปลูกดังกล่าวก็ยังพบเห็นเกษตรกรในหลาย ๆ พื้นที่มีการเผาทำลายตอซัง และฟางข้าวทิ้ง ซึ่งวิธีดังกล่าวเกษตรกรอาจเห็นว่าเป็นวิธีจัดการเตรียมดินสำหรับการเพาะปลูกที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว สามารถกำจัดโรค และแมลงบางส่วนที่ตกค้างอยู่ในนาได้ แต่เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบ และความเสียหายในระยะยาวแล้ว พบว่าการเผาทำลายตอซังและฟางข้าวในแปลงนานั้น สร้างความสูญเสียต่อระบบนิเวศเกษตรเป็นอย่างมาก กล่าวคือ เป็นการทำลายอินทรียวัตถุ ธาตุอาหาร น้ำและความชื้นในดินลดลง เนื้อดินจะจับตัวกันแน่น ทำให้เก็บน้ำได้น้อยไม่ทนแล้ง สภาพดินแข็ง ทำให้ไถเตรียมดินได้ตื้น หน้าดินน้อยลง รากพืชแพร่กระจายได้น้อย การเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ได้ผลผลิตต่ำ เกิดการทำลายจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดิน ทำลายแมลง สัตว์เล็ก ๆ ที่เป็นประโยชน์ในไร่นา เกิดเขม่าควัน เศษฝุ่นละออง ก๊าชพิษ ส่งผลเสียต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เกิดภาวะเรือนกระจก ทำให้โลกร้อน ฝนแล้ง หรือฝนทิ้งช่วงมากขึ้น
จากสภาพปัญหาที่พบเห็นดังกล่าว สภาเกษตรกรจังหวัดสุรินทร์ สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดสุรินทร์ และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง พิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อเป็นการฟื้นฟู ปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่นยืน รักษาและสร้างจุลินทรีย์ในดินให้เพิ่มมากขึ้น จึงขอความร่วมมือมายังเกษตรกรในจังหวัดสุรินทร์ทุกท่าน ได้งดการเผาทำลายตอซัง ฟางข้าว ใบไม้ และเศษวัชพืชในทุกพื้นที่ และให้ปรับเปลี่ยนกิจกรรมจากที่เผาตอซังและฟางข้าวมาเป็นการไถกลบตอซัง ฟางข้าว หันมาปลูกพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วพร้า ถั่วเขียว ปอเทือง ต้นโสน เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะช่วยปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ และสร้างจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดินมากขึ้น เพิ่มผลผลิตข้าวในนา โดยไม่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมี และเป็นการลดต้นทุนการผลิตอีกด้วย
รมิตา สิงหเสรี ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จังหวัดสุรินทร์
