- 15 ม.ค. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
จากกรณีที่นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้สั่งการให้นายตระกูล หนูนิล ป้องกันจังหวัดนครศรีธรรมราช รายงานเหตุการณ์ที่ประชาชนชาว อ.ปากพนัง ประกาศจะรวมตัวยืนหนังสือถึงร้องเรียนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และ คสช. ในวันที่ 16 ม.ค.2561 โดยมีการส่งขอความเชิญชวนประชาชไปรวมตัวกัน โพสต์ที่ บริเวณสามแยกศาลาสนทมิโน วันที่ 16 ม ค. 61 เวลา 10. 00 น. ที่บนกองหิน ใหญ่ เขต ต.ขนาบนาก อ. ปากพนัง จ. นครศรีธรรมราช (ถนน สายปากพนัง - หัวไทร ) โดยมีการวิพากวิจารณ์และแชร์ข้อความต่อ ๆ กันออกไปอย่างกว้างขวาง
โดย เวลา 10.30 น. วันที่ 15 ม.ค. 60 ที่ห้องปฏิบัติงานรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้มอบหมายให้นายสกล จันทรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานในการหารือร่วมระหว่างภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากโครงการก่อสร้างแนวเขื่อนหินใหญ่ ตลอดแนวทางถนนสาย 4013 ปากพนัง-หัวไทร และแนวหินใหญ่ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง เขตพื้นที่ตำบลขนาบนาก และตำบลท่าพญา อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งจังหวัดนครศรีธรรมราชโดยศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่าได้รับผลกระทบและเดือดร้อนจากการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งทางผู้ประกอบการได้นำกองหินมาวางไว้ข้างถนน ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นบ่อยครั้ง โดยในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นแล้วจำนวน 10 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บเล็กน้อย 4 คน บาดเจ็บสาหัสพิการ 9 คนและเสียชีวิต 5 คน นอกจากนี้ประชาชนที่เข้าร้องเรียนยังได้ระบุอีกว่า การจัดทำโครงการดังกล่าวไม่เป็นไปตามความต้องการของประชาชน ไม่เป็นไปตามแบบทำให้รัฐและประชาชนเสียประโยชน์
นายสกล กล่าวว่า สำหรับการหารือในครั้งนี้ที่ประชุมได้กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาใน 2 ประเด็น คือ ประเด็นที่อ้างว่าก่อให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ซึ่งที่ประชุมมีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหามาตรการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุซ้ำ โดยให้ติดตั้งสัญญาณเตือนตลอดแนวก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการดำเนินการอื่นๆ เพื่อสร้างความปลอดภัยสูงสุด ส่วนในประเด็นการก่อสร้างที่ไม่เป็นไปตามความต้องการ ไม่เป็นไปตามแบบ หรือทำให้รัฐและประชาชนเสียประโยชน์ จะได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการตรวจสอบหาข้อเท็จจริงต่อไป ทั้งนี้ ที่ประชุมซึ่งประกอบด้วยส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รอง ผอ.รมน.นศ.(ท) นายอำเภอปากพนัง และนายไพโรจน์ รัตนรัตน์ แกนนำเรียกร้องก่อสร้างแนวคันกั้นคลื่นและทวงคืนโฉนดทะเล ตัวแทนชาวบ้าน/ผู้ร้อง มีความเห็นร่วมกันว่าให้อำเภอนัดหมายผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น ภาคประชาชนทุกกลุ่ม และผู้ได้รับผลกระทบ และนักวิชาการที่เป็นกลาง ประชุมหารือหาทางออกร่วมกัน ในวันที่ 22 มกราคม 2561 เวลา 09.00 น. ณ ศูนย์ประมงในพื้นที่เกิดเหตุ อำเภอปากพนัง โดยมีนายสกล จันทรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชจะเป็นประธานในการหารือ
เมื่อเวลา 20.00 น.วันเดียวกันนี้ได้มีชาวบ้านโทรศัพท์สอบถามนายไพโรจน์ รัตนรัตน์ แกนนำชาวบ้านว่ามีการปล่อยข่าวในลักษณะข่มขู่ชาวบ้านที่จะร่วมไปยืนหนังสือเรียกร้องในวันพรุ่งนี้ว่าทางผู้รับเหมาได้แจ้งให้ทหารกองทัพภาคที่ 4 เข้าจับกุมนายไพโรจน์ รัตนรัตน์ และชาวบ้านทุกคนในข้อหาขัดคำสั่ง คสช.ชุมนุมเกิน 5 คน ทำให้ชาวบ้านโดนเฉพาะญาติ ๆ ของผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถชนพากันหวาดหลัวว่าจะถูกจับกุมได้ อย่างไรก็ตามนายไพโรจน์ ยืนยันว่าได้ขออนุญาตการรวมตัวกับ สภ. ปากพนัง เรียบร้อยแล้ว และการรวมตัวดังกล่าวไม่ได้เป็นการรวมตัวกันทางการเมือง หากทหารจะจับกุมตามที่ผู้รับเหมาปล่อยข่าวจริง จะเกิดผลในภาพลบกับรัฐบาล คสช.และทหารไปโดยปริยาย และยืนยันว่าจะมีการรวมตัวและยื่นหนังสือประท้วงถึงผู้ว่าราชการตังหวัดนครศรีธรรมราชในวันพรุ่งนี้ตามกำหนดการเดิมทุกประการ
นายไพโรจน์ รัตนรัตน์ กล่าวว่า ตนนึกแล้วว่าผู้รับเหมาที่เห็นแก่ตัวจะต้องใช้วิธีการนี้ แต่ตนไม่ได้หวาดกลัวใด ๆ และได้ยื่นขออนุญาตจากตำรวจ สภ.ปากพนังไว้เรียบร้อยแล้ว ตนขอเรียนชี้แจงว่าที่ผ่านมาชาวบ้านตลอดแนวชายฝั่ง 6 ตำบลของ อ.ปากพนัง ประกอบด้วย แหลมตะลุมพุก ปากพนังฝั่งตะวันออก บางพระ ท่าพญา บ้านเพิง และขนาบนาค ประสบปัญหาคลื่นพัดถล่มกัดเซาะที่ดินตลอดแนวชายฝั่งทั้งเป็นที่ดินสาธารณะประโยชน์ที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกันและที่ดินเอกสารสิทธิ์ของชาวบ้าน เรียกร้องมาไม่รู้กี่รัฐบาลต่อเนื่องมาเกือบ 40 ปี ที่ดินพังเสียหายกลายเป็นทะเล ชาวบ้านแต่ไม่เคยได้รับการตอบสนองจากทุกรัฐบาล ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนบ้านเรือนพังเสียหาย ต้องอพยพไปหาที่อยู่ใหม่ จนเมื่อปี 2555-2558 ทาง ปภ.นครศรีธรรมราช ได้จัดงบประมาณมาก่อสร้างแนวคันกั้นคลื่นใน ต.แหลมตะลุมพุก รวม 2 กม. ใช้งบประมาณแค่ 14 ล้านบาทเศษ พบว่าสามารถแก้ไขปัญหาป้องกันคลื่นกัดเซาะแนวชายฝั่งได้เป็นอย่างดี ยังทำให้ดินและทรายกลับมาทับถมพื้นที่ได้เสียหายกลับคืนมาเหมือนเดิม ชาวบ้านที่บ้านเรือนพังเสียหายต้องอพยพหลบหนีไปอยู่ที่อื่นพากันกลับมาสร้างบ้านเรือนในที่เดิมได้ ชาวบ้านตลอดแนวชายฝั่งจึงเรียกร้องให้ทางราชการทำการก่อสร้างแนวคันกั้นคลื่นแบบที่ ต.แหลมตะลุมพุก หลังจากนั้น ทาง ปภ.นครศรีธรรมราช,อบจ.นครศรีธรรมราช โยธาธิการและผังเมืองนครศรีธรรมราช ได้พิจารณาจุดที่ได้รับผลกระทบจากการกัดเซาะของคลื่นรุนแรงทำการก่อสร้างแนวคันกั้นคลื่นโดยยึดแบบที่ ต.แหลมตะลุมพุก หรือ “ตะลุมพุกโมเดล” แต่ละจุดใช้งบประมาณไม่มากนักเฉลี่ย กม.ละไม่เกิน 10 ล้านบาท
“แต่เนื่องจากระยะทางตลอดแนวชายฝั่งใน อ.ปากพนังจาก ต.แหลมตะลุมพุก-เขต อ.หัวไทร ระยะทางยาวเกือบ 40 กม. หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องไม่สามารถจัดงบประมาณปกติก่อสร้างทั้งหมด ในขณะที่สื่อมวลชนโดยเฉพาะหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ โทรทัศน์ช่อง 3 ,ช่อง 7 และอื่น ๆ อีกหลายสังกัดนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง จนรัฐบาลได้ส่งรองนายกรัฐมนตรีลงมาตรวจสอบและรับข้อมูลในพื้นที่ และให้ความสำคัญอนุมติงบประมาณกว่า 2,000 ในที่สุดรัฐบาล คสช.ได้ให้ความสำคัญส่งระดับรองนายกรัฐมนตรีเดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบและรับข้อมูลและสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจระยะทางที่เหลือกว่า 22 กม. หลังจากนั้นรัฐบาลได้จัดงบประมาณกลางกว่า 2,000 ล้านให้กรมเจ้าท่า และกรมโยธาธิการและผังเมืองรับผิดชอบก่อสร้างแนวคันคืนคลื่นโดนให้ยึดแบบ “แหลมตะลุมพุกโมเดล”และแบ่งเป็นช่วง ๆ ละประมาณ 1.5-2.5 กม. งบประมาณช่วงละ 100-200 ล้าน แต่ละช่วงได้มีการทำประชาพิจารณ์หรือประชามติของประชาชนในพื้นที่เรียบร้อย หลังจากนั้นได้มีการยื่นประมูลการก่อสร้าง แต่ปรากฏว่ามีการใช้เทคนิคบางประการทำผู้ได้รับการว่าจ้างมีเพียง 2 บริษัทเท่านั้น บริษัทอื่น ๆ จะไม่ผ่านคุณสมบัติ แม้แต่บริษัทใหญ่ ๆ ระดับนานาชาติที่เคยประมูลงานโครงการใหญ่ระดับหมื่นล้านแสนล้านก็ไม่ผ่านคุณสมบัติ ทั้งๆ ที่การก่อสร้างแบบแหลมตะลุมพุกโมเดล บริษัท ฯในพื้นที่เป็นคนออกแบบและรับเหมาก่อสร้างมาก่อนตั้งแต่ต้น และใช้งบประมาณน้อย ขาดทุน ไม่คุ้มค่าในเชิงธุรกิจ แต่ทางราชการขอร้องให้ช่วยก่อสร้างให้ บริษัทรับเหมาในพื้นที่เห็นว่าเป็นโครงการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านในพื้นที่ อ.ปากพนัง บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง จึงยินยอมก่อสร้างให้”
นายไพโรจน์ รัตนรัตน์ กล่าวต่อไปอีกว่า แต่เมื่อได้งบประมาณมาก่อสร้างกว่า 2 ,000 ล้านบาททุกบริษัทในโลกนี้ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะยื่นประมูลงานรับเหมาก่อสร้าง การรับเหมาจึงได้แค่ 2 บริษัทเท่านั้น และเป็นที่สงสัยว่าหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบเอื้อประโยชน์ให้กับ 2 บริษัทดังกล่าวหรือไม่ เมื่อเริ่มก่อสร้างก็พยายามให้บริษัทต่าง ๆ ในพื้นที่มารับเหมาช่วงก่อสร้างต่อแต่ไม่มีบริษัทใดมารับเหมาช่วง ทำให้ 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ไม่สามารถก่อสร้างได้ทันตามกำหนดสัญญา ทางหน่วยงานที่รับผิดชอบร่วมกับผู้รับเหมาทำการแก้แบบขยับแนวเข้ามาก่อสร้างจากเดิมห่างจากแนวชายฝั่ง 50-70 เมตรเข้ามาเหลือ 20-30 เมตร ซึ่งมีน้ำตื้นกว่าการก่อสร้างง่ายกว่าและประหยัดงบประมาณได้ 40-50 เปอร์เซ็นต์ ที่น่าสงสัยคือบางช่วงนอกจากเปลี่ยนแนวก่อสร้างแล้วยังเปลี่ยนกำหนดระยะเวลาก่อสร้างจากเดิม 300 วันเศษออกไปเป็น 800 วัน เป็นการกระทำที่มุ่งเอื้อประโยชน์ให้กับผู้รับเหมาหรือไม่
“ที่สำคัญการเปลี่ยนแนวก่อสร้างนอกจากไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์เดิมที่ต้องการป้องกันที่ดินของประชาชนและที่ดินสาธารณะประโยชน์ที่เหลือจากการกัดเซาะของคลื่นแล้วยังเป็นการตัดที่ดินที่เหลือด้านหน้าแนวคันกั้นคลื่น ซึ่งประชาชนเรียกร้องให้ก่อสร้างแนวคนกั้นคลื่นป้องกันการกัดเซาะจนรัฐบาลและ คสช.จัดงบกลางมาดำเนินการก่อสร้าง เมื่อมีการแก้แบบขยับแนวเขตเข้ามาส่งผลให้ที่ดินด้านหน้าแนวคันคลื่นจะถูกกัดเซาะกลายเป็นทะเลไปทั้งหมด จึงผิดวัตถุประสงค์ในการเรียกร้องของประชาชน นอกจากนี้การดำเนินการที่มุ่งบรรทุกหินด้วยรถบรรทุกพ่วงก็จะดำเนินการในเวลากลางคืนเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพราะสามารถบรรทุกน้ำหนักเกินได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีป้าย ไม่มีสัญญาณ หรือมาตรการใด ๆ เตือนแม้แต่น้อย ส่งผลให้ประชาชนสองฝั่งถนนได้รับความเดือดร้อน เกิดมลพิษทางเสียงไม่ได้หลับไม่ได้นอนทั้งคืน และเกิดอุบัติเหตุต่อประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนทำให้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บจำนวนมากและต่อเนื่อง ผู้รับเหมาดำเนินการบนพื้นฐานผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่คำนึงถึงคุณค่า ความเดือดร้อนและชีวิตของประชาชน ทางชมรมคนลุ่มน้ำพึ่งพาตนเอง ญาติ ๆ ของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจึงสุดที่จะทนกับความไม่โปร่ง ใส่ ไม่เป็นธรรามและพฤติกรรมของหน่วยงานที่รับผิดชอบรวมทั้งผู้รับเหมา ก่อนหน้านี้ตนยื่นเรื่องให้ ปปช.ตรวจสอบการทุจริตไปแล้วแต่การตรวจสอบยังไม่คืบหน้า”
นายไพโรจน์ กล่าวอีกว่า เราพยายามทุกวิถีทางในการเรียกร้องขอความช่วยเหลือจนได้รับความเมตตาจากรับบาลและ คสช. แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมหัวกับผู้รับเหมาดำเนินการผิดไปจากความต้องการที่รัฐบาลให้ชาวบ้านมา และทำกันเป็นขบวนการมีการเตรียมการตั้งแต่ก่อนการประมูลงาน การก่อสร้างผิดแบบ ผิดวัตถุประสงค์ ไม่เป็นไปตามประชามติ แอบแก้แบบการก่อสร้าง ก่อสร้างไปก่อนล่วงหน้า โดยสรุปไม่เป็นไปตามที่ชาวบ้านต้องการและรัฐบาลเห็นชอบให้งบประมาณมาก่อสร้าง และจะยิ่งทำให้ที่ดินที่เหลือถูกคลื่นกัดเซาดกลายเป็นโฉนดทะเลหมดสิ้น ชาวบ้านหมดเนื้อหมดตัวแน่ เรากำลังรวมตัวบอกรัฐบาลและ คสช.ที่เมตตาชาวบ้านว่ามีขบวนการเล่นแร่แปรธาตุงาบงบประมาณแผ่นดิน อย่างหน้าด้าน ๆ โดยไม่คำนึงถึงผลกระโยชน์ของชาวบ้านและวัตถุประสงค์ของรัฐบาล”
“เปรียบได้กับรัฐบาล และ คสช.เอ็นดู สงสารชาวบ้านมอบลูกวัวมาให้ชาวบ้านเลี้ยง แต่ให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องช่วยเลี้ยงให้ชาวบ้านจนกว่าลูกวัวจะโต แต่ปรากฏว่าหน่วยงานที่ช่วยเลี้ยงลูกวัวตามคำสั่งรัฐบาลรวมหัวกับโจรแอบฆ่าลูกวัวคั่วกินกันอย่างเอร็ดอร่อยต่อเนื่องชาวบ้านทราบเรื่องและเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกำลังจะแจ้งให้รัฐบาลและ คสช.ทราบ หากโจรคิดจะแจ้งรัฐบาลและ คสช.ให้มาเอาผิดจับกุมชาวบ้านก็ให้มันรู้ไป หากมีเรื่องไม่ชอบมาพากลชาวบ้านจะรวมตัวกันเดินทางไปร้องเรียนขอความเป็นธรรมและขอความช่วยเหลือ จาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. อยากรู้ว่านายกรัฐมนตรีท่านจะเชื่อโจรหรือเชื่อชาวบ้านที่ช่วยแจ้งท่านให้จับโจรลักวัว พล.อ.ประยุทธ์ ท่านต้องจับโจรไม่ใช่จับชาวบ้าน”.
ยุทธนะ เตมะศิริ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.นครศรีธรรมราช
