- 16 ม.ค. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
จากกรณีที่นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้สั่งการให้นายตระกูล หนูนิล ป้องกันจังหวัดนครศรีธรรมราช รายงานเหตุการณ์ที่ประชาชนชาว อ.ปากพนัง ประกาศจะรวมตัวยืนหนังสือถึงร้องเรียนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และ คสช. ในวันที่ 16 ม.ค.2561 โดยมีการส่งขอความเชิญชวนประชาชไปรวมตัวกันที่บริเวณสามแยกศาลาสนทมิโน วันที่ 16 ม ค. 61 เวลา 10. 00 น. ที่บนกองหิน ใหญ่ เขต ต.ขนาบนาก อ. ปากพนัง จ. นครศรีธรรมราช (ถนน สายปากพนัง - หัวไทร ) โดยมีการวิพากวิจารณ์และแชร์ข้อความต่อ ๆ กันออกไปอย่างกว้างขวาง ตามที่เสนอข่าวออกไปแล้วนั้น
วันที่ 16 ม ค. 2561 ที่ ที่บนแนวกองหินใหญ่ บริเวณสามแยกศาลาสนทมิโน เขต ต.ขนาบนาก อ. ปากพนัง จ. นครศรีธรรมราช (ถนนสาย 4013 ปากพนัง - หัวไทร ) นายไพโรจน์ รัตนรัตน์ แกนนำเรียกร้องก่อสร้างแนวคันกันคลื่นแนวชายฝังปากพนังและทวงคืนโฉนดทะเล พร้อมด้วยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ญาติ ๆ ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุและได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างแนวคันกันคลื่นรวมทั้งประชาชนรวมเกือบ 100 คน ได้เดินทางมาร่วมตัวกันเพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนถึงนายจำเริญ ทิพญพะงาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ให้ดำเนินการตามข้อเรียกร้อง 10 ข้อ อย่างไรก็ตามก่อนการยื่นหนังสือร้องเรียนคณะผู้เรียกร้องได้ร่วมกันจุดธูปพร้อมนำดอกไม้มาประกอบพิธีขอขอเขมาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งพระแม่ธรณี พระแม่คงคา พ่อตาขุนเล ที่ชาวบ้านอาจจะกระทำการใด ๆ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายได้โปรดอภัยโทษและขอให้ช่วยคุ้มครองลูกหลานอย่าให้ประสบอุบัติเหตุ เพศภัยใด ๆ ท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัด ในขณะที่คลื่นลมจากทะเลสูง 2 เมตรซัดเข้ากระทบแนวกองหินเสียงดังโครมครามตลอดเวลา
ต่อมานายสกล จันทรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยนางจีรภา รอดเพชร ผู้อำนวยการกลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช ปลัดอำเภอปากพนัง ได้เดินทางมาถึงบริเวณบริเวณสามแยกศาลาสนทมิโน ก่อนจะปีนขึ้นบนตรวจสอบบนแนวกองหินริมถนนจากนั้นจึงลงมารับหนังสือร้องเรียนจากชาวบ้าน โดย ตัวแทนชาวบ้านได้อ่านแถลงการณ์และข้อเรียกร้อง ว่าเนื่องจากโครงการก่อสร้างแนวหินใหญ่เพื่อแก้ปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะถนนและบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของชาวบ้านตลอดแนวชายฝั่งริมถนนทางหลวงหมายเลข 4013 สายปากพนัง – หัวไทร ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนตลอดมาในช่วงระยะการดำเนินการก่อสร้างได้เกิดอุบัติเหตุจากการใช้รถใช้ถนนบนเส้นทางดังกล่าวนี้เป็นจำนวนมากมายหลายครั้งซึ่งมีการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนบาดเจ็บ พิการ ตามที่เป็นข่าวประกอบด้วย 1 เหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2560 เวลา 07.20 น.ถนนปากพนัง-หัวไทร รถจักรยานยนต์เกี่ยวชนกัน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน 2.เหตุเกิดเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2560 เวลา 18.10 น. ถนนปากพนัง-หัวไทร ต.ท่าพญา อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช รถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนกัน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน 3. เหตุเกิด ถนนปากพนัง-หัวไทร อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2560 เวลาประมาณ 09.50 น. รถยนต์กระบะชนท้ายรถยนต์กระบะไม่มีผู้บาดเจ็บ 4. เหตุเกิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2560 รถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนกัน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 คน ถนนปากพนัง-หัวไทร ต.ท่าพญา อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช 5.เหตุเกิดเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2561 เวลาประมาณ 18.50 น. ต.ขนาบนาก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช รถยนต์กระบะเฉี่ยวชนกับรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ มีผู้บาดเจ็บ 2 คน และเสียชีวิต 1 คน 6.เหตุเกิดเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2561 เวลาประมาณ 10.10 น.รถยนต์กระบะเสียหลักพลิกคว่ำ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 คน เสียชีวิต 1 คน เหตุเกิด ถนนสายปากพนัง – หัวไทร ต.ท่าพญา อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช รวมยอดผู้เสียชีวิต จำนวน 5 คน (เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 3 คน เสียชีวิตที่โรงพยาบาล 2 คน )และบาดเจ็บอีก 11 คน นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บเล็กน้อยแต่ไม่แจ้งความดำเนินคดีอีกจำนวนหนึ่ง
นายไพโรจน์ รัตนรัตน์ กล่าวว่า หากยังไม่ได้รับการแก้ไข เชื่อว่าในภายภาคหน้า ศพต่อไปอาจจะเป็นตัวเราเอง บุตรหลาน หรือคนใกล้ชิดของเราก็เป็นได้ จึงเห็นควรให้มีการแก้ไข รื้อถอน ทำตามแบบประชาวิจารณ์และความต้องการของประชาชน วัตถุประสงค์สร้างแนวกันคลื่นสร้างเพื่อป้องกันโฉนดทะเลหรือดำเนินการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนและภาครัฐ โดยเบื้องต้นมีข้อเสนอ 10 ข้อดังต่อไปนี้ 1. ให้ตรวจสอบ การสร้างแนวคันกันคลื่นว่าดำเนินการถูกต้องตามแบบหรือไม่ ตรง ตามความต้องการของชาวบ้าน ตามประชามติ ที่กำหนดว่าจะต้องสร้างห่างออกจากแนวชายฝั่ง 70 เมตร, 2. แนวกองหินคูทางถนนหลวงสาย 4013 หัวไทร-ปากพนัง (1.ให้รื้อถอนออก 2. หากรื้อถอนแนวหินใหญ่ร่องคูถนนหลวงออกไม่ได้ให้ปรับระดับเสมอถนนหลวงที่มีอยู่ แล้วใช้ทรายถมรองหินคลุกบดอัดปรับปรุงเป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นจุดๆ ตามที่มีแนวกองหินใหญ่ตกแต่งปรับทัศนียภาพ ปลูกต้นไม้ ตามแนวไหล่ทางถนน), 3. ผู้รับเหมามีการการขยับแนวกองหินและแนวก่อสร้างไม่ทำตามแบบประชาวิจารณ์ของประชาชนหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการไม่ว่าจะเป็นกรมเจ้าท่าหรือ กรมโยธาธิการและผังเมืองอนุญาตให้แก้แบบโดยไม่ผ่านขั้นตอนตามกฎหมาย ผู้รับเหมาดำเนินการก่อสร้างไปก่อนแล้ว (ให้หยุดดำเนินการ) , 4. การลักลอบเปลี่ยนแนวก่อสร้างเข้ามาชิดแนวถนนไม่ได้ป้องกันที่ดินสาธารณะทุ่งเลี้ยงสัตว์และที่ดินของชาวบ้านที่เหลือริมชายฝั่ง กลายเป็นสาเหตุทำให้ที่ดินที่เหลืออยู่นอกแนวกองหินซึ่งจะถูกคลื่นกัดเซาะหายไปเป็นส่วนหนึ่งของทะเล จึงไม่เป็นตามความต้องการและวัตถุประสงค์ของโครงการป้องกันโฉนดทะเล ให้ขยับแนวออกตามสภาพพื้นที่แนวกองหินเดิมอยู่ที่ประมาณ 70 เมตร
5.ให้ยุติการให้รถบรรทุกหินบรรทุกน้ำหนักเกิน เพราะทำให้ถนนชำรุดเสียหาย ประชาชนเดือดร้อนในการใช้ถนน,6. ห้ามไม่ให้รถบรรทุกหินในเวลากลางคืนบรรทุกหินกลางคืน เกิดมลพิษทางเสียงรบกวนเวลาพักผ่อนของประชาชนสองฝั่งถนนตลอดเส้นทาง รวมทั้งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุรถดังตัวอย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นมาแล้ว เสียชีวิต 5 ศพ และพิการหลายราย เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน เช่น รถยนต์ , รถจักรยานยนต์ หากยังมีรถบรรทุกทำงานในเวลากลางคืน ก็ขอให้มีมาตรการในการลงโทษผู้กระทำการฝ่าฝืนทางกฎหมายอย่างจริงจัง ขอให้ สภ.ปากพนังเป็นผู้เข้ามาดูแลในส่วนนี้ ดำเนินการจับกุมตามกฎหมาย , 7. การก่อสร้างนอกจากมีการสมรู้ร่วมคิดระหว่างผู้รับเหมาและภาครัฐที่รับผิดชอบโครงการแอบแก้แบบแล้ว ในบางช่วงแก้แบบยังไม่แล้วเสร็จแต่ให้ผู้รับเหมาดำเนินการก่อสร้างไปก่อนล่วงหน้าถือว่าเจ้าหน้าที่รัฐให้การช่วยเหลือ ผู้รับเหมาซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมายชัดเจน ซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์และส่งให้มีการเรียกรับประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ราชการผู้เกี่ยวข้องอีกด้วย การแก้ไขแบบให้เป็นไปตามข้อ 1.,8.ให้หยุดดำเนินการโครงการที่ยังแก้แบบไม่แล้วเสร็จเอาไว้ก่อน จนกว่าจะมีการทำประชาคม หรือประชาพิจารณ์ในการขอแก้แบบตามขั้นตอนให้แล้วเสร็จ จึงดำเนินการโครงการต่อไปได้ , 9. ให้ผู้รับเหมา ติดตั้งป้ายเตือนและไฟส่องสว่าง โดยต้องมีเจ้าหน้าที่ให้สัญญาณไม่น้อยกว่า 100 เมตรทั้ง 2 ด้าน และมีมาตรการป้องกันอุบัติเหตุให้ชัดเจนก่อนดำเนินการก่อสร้าง และให้มีรถน้ำทำความสะอาดฉีดล้างถนนตลอดระยะเวลาการดำเนินการก่อสร้างโครงการ และ 10. ให้มีการจัดตั้งกรรมการขึ้นมา 1 ชุด โดยให้มีภาคประชาชนเป็นกรรมการร่วมอย่างน้อย 10 คนและห้ามมิให้มีคนของหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการและผู้รับเหมาโครงการเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการโดยเด็ดขาด เพื่อการตรวจสอบการทำงานเพื่อประโยชน์สูงสุดของรัฐและประชาชน ความคุ้มค่าของเงินภาษีราษฎร
“เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2561 ที่ประชุมได้มีมติจัดตั้งคณะกรรมการติดตามการดำเนินงานและให้มีการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาต่อหน่วยงานภาครัฐตรวจสอบโครงการสร้างแนวป้องกันคลื่นกัดเซาะตามแนวชายฝั่งและผลกระทบในการสร้างแนวหินใหญ่คูทางถนนหลวงหมายเลข 4013 สายปากพนัง-หัวไทร ต่อไป โดยในมติที่ประชุมได้เสนอรายชื่อคณะกรรมการติดตามการตรวจสอบการทำงานของโครงการ เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชได้ออกหนังสือแต่งตั้งคณะกรรมการทั้ง 10 คน ประกอบด้วย นายไพโรจน์ รัตนรัตน์ ,นายวรรณชัย โอพั่ง ,นายธนูเดช แพรกทอง,นายณัฏภัทรอ่อนศรีทอง,นายปราโมทย์ เรืองดิษฐ์, นายอาคม ปฐมสุวรรณกุล, นายสมชาย โปนะทอง ,นายณัฐพงศ์นากดำ , นายจเร เกตุโรจน์ และนายศิลา วัดล่อง ซึ่งหากการเรียกร้องยังไม่ได้รับการแก้ไขหรือดำเนินการใด ๆ ทางคณะกรรมการจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าร้องเรียนกับรัฐบาล และ คสช.เพื่อขอความช่วยเหลือต่อไป หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความกรุณาในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังจากท่าน จึงเรียนมาด้วยความเคารพ”นายไพโรจน์ กล่าว
ทางด้านนายสกล จันทรักษ์ กล่าวว่า เมื่อวานนี้(15 ม.ค.) ทางจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้เชิญนายไพโรจน์ รุตนรัตน์ พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมหารือ และกำหนดแนวทางหลังการรับหนังสือร้องเรียนในวันนี้ (16 ม.ค.) โดยที่ประชุมได้กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาใน 2 ประเด็น คือ ประเด็นที่อ้างว่าก่อให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ซึ่งที่ประชุมมีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหามาตรการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุซ้ำ โดยให้ติดตั้งสัญญาณเตือนตลอดแนวก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการดำเนินการอื่นๆ เพื่อสร้างความปลอดภัยสูงสุด ส่วนในประเด็นการก่อสร้างที่ไม่เป็นไปตามความต้องการ ไม่เป็นไปตามแบบ หรือทำให้รัฐและประชาชนเสียประโยชน์ จะได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการตรวจสอบหาข้อเท็จจริงต่อไป
โดยให้อำเภอนัดหมายผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น ภาคประชาชนทุกกลุ่ม และผู้ได้รับผลกระทบ และนักวิชาการที่เป็นกลาง ประชุมหารือหาทางออกร่วมกัน ในวันที่ 22 มกราคม 2561 เวลา 09.00 น. ณ ศูนย์ประมงในพื้นที่เกิดเหตุ อำเภอปากพนัง โดยตนได้รับมอบหมายจากผู้ว่าราชการจังหวัดจะมาเป็นประธาน การประชุมหารือในวันดังกล่าว บนพื้นฐานผลประโยชน์ของประชาชน และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาลที่จัดสรรงบประมาณภาษีประชาชนมาดำเนินการในโครงการนี้ และเชื่อว่าจะสามารถหาทางออกจนเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย.
ยุทธนะ เตมะศิริ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.นครศรีธรรมราช
