- 18 ม.ค. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
รมช.คมนาคม นำคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือขนถ่ายสินค้าที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ พร้อมตรวจดูความคืบหน้าโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือ A),โครงการก่อสร้างศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ (SRTO) เขี้ยวเล็บสำคัญในการเสริมศักยภาพการขนถ่ายสินค้าทั้งทางน้ำ และทางราง เชื่อรองรับการเข้ามาของภาคอุตสาหกรรมใน EEC ได้อย่างเต็มที่ ขณะที่แผนก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 มั่นใจเป็นไปตามเป้าหมาย และน่าจะสรรหาผู้รับเหมาก่อสร้างได้ภายในปีนี้
วันนี้ (18 ม.ค.) นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เผยว่าการเดินทางลงพื้นที่ในครั้งนี้ เพื่อตรวจเยี่ยมและเยี่ยมชมการทำงานของท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเป็นท่าเรือขนถ่ายสินค้าที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และปัจจุบันยังสามารถขนถ่ายตู้สินค้าทั้งส่งออกและนำเข้าได้มากกว่า 7 ล้านทีอียู ซึ่งถือว่าเป็นท่าเรือชั้นนำ และในอนาคตยังจะมีปริมาณตู้สินค้าถึง 15-18 ล้าน ทีอียู หลังการเกิดขึ้นของโครงการ EEC. และรองรับอุตสาหกรรมจากประเทศเพื่อนบ้าน และเมื่อถึงวันนั้นจะทำให้ท่าเรือแหลมฉบัง ติดอันดับ 1 ใน 3 ของท่าเรือขนาดใหญ่ในภูมิภาคอาเซียน ถัดจากประเทศสิงคโปร์ และประเทศมาเลเซียขณะที่โครงการก่อสร้างศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ (SRTO) มีจุดประสงค์สำคัญที่การรองรับตู้สินค้าที่จะเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 10 ล้านทีอียู ซึ่งจำเป็นต้องนำ ระบบรางเข้ามาช่วย เพื่อเพิ่มศักยภาพการขนถ่ายสินค้าทางรางให้ได้จาก 1 ล้าน ทีอียู เป็น 4-5 ล้านทีอียู และยังลดปัญหาความแออัดบนท้องถนน ลดต้นทุนด้านการขนส่งของไทยตามนโยบายของรัฐบาล ไว้
ส่วนปัญหาผลกระทบจากการเปิดใช้ถนนมอเตอร์เวย์ สาย 7 ชลบุรี-พัทยา ที่ก่อให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดอย่างหนัก และยังทำให้ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าหวั่นว่าจะส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้ามายังท่าเรือแหลมฉบังนั้น นายไพรินทร์ เผยว่าเรื่องดังกล่าวได้มีการพูดคุยกับกรมทางหลวงแล้ว ซึ่งกรมทางหลวง ก็เตรียมแผนในการขยายพื้นที่ถนนคู่ขนาน เพื่อรองรับรถบรรทุก ที่ไม่สามารถวิ่งบนถนนมอเตอร์เวย์ได้ ซึ่งในช่วงแรกๆ อาจจะมีปัญหาบ้าง แต่เมื่อประชาชนคุ้นเคยแล้ว การจราจรน่าจะดีขึ้น
ภาพ/ข่าว สิงห์ทอง นามมาลา /สมชาย แก้วนุ่ม ผู้สื่อข่าวภูมิภาคสำนักข่าวทีนิวส์ จ.ชลบุรี
