คราวหลังอย่าทำอีก !! ศาลพิพากษา NGO ทั้งจำ ทั้งปรับ ฐานโพสต์ข้อความเท็จ เจตนาทำลายชื่อเสียงเหมืองแร่ทองคำ!! (คลิป)

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th

วันที่ 21 ม.ค. 2561 นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการฝ่ายประสานกิจการภายนอก บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยคำพิพากษาที่ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) เป็นโจทก์ ฟ้อง น.ส.สมรักษ์ หุตานุวัตร จำเลย ซึ่งทำงานเป็นกลุ่มองค์กรอิสระหรือ NGO โดยโจทก์ยื่นฟ้องเรื่องความผิดต่อพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเป็นคดีดำที่ อ.1469/2559 คดีหมายเลขแดงที่ 2724/2560 โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2559 พบจำเลยกระทำผิดต่อกฎหมาย กล่าวคือ จำเลยได้โพสข้อความลงในเฟซบุ๊คของตนชื่อ “ Somlak  Hutanuratr”(Thai Leak ) ด้วยข้อความและรูปภาพว่า “อันตรายมากที่เร่งทำอย่างกอบโกย คันเขื่อนบ่อไซยาไนด์ ขนาด 1,400 ไร่ ไม่มีแกนเขื่อนเปราะบางมาก อันตรายมาก ห่างวัดและโรงเรียนแค่ 400-500 เมตร” ซึ่งข้อความดังกล่าว โจทก์ พิจารณาว่า เป็นการกระทำและให้ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงโดยมีเจตนาที่จะทำลายชื่อเสียงของเหมืองแร่ทองคำอัคราพิจิตร จึงได้มอบหมายให้  นายสมชาย วทัญญูคุณากร เป็นทนายความดำเนินการฟ้องคดี ซึ่งฝ่ายจำเลย ได้ให้การปฏิเสธ ดังนั้นศาลยุติธรรมจังหวัดพิจิตร จึงต้องดำเนินแนวทางพิจารณาตามขบวนการและขั้นตอนของกฎหมาย  ( ศาลอ่านคำพิพากษาเมื่อ 20 ธ.ค.  2560 )...ปัญหาแรกวินิจฉัยว่า โจทก์เร่งทำหรือ “ผลิตแร่ทองคำอย่างกอบโกย” หรือไม่  โจทก์คือ เหมืองแร่ทองคำอัครา ได้เบิกความว่า เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2559  คณะรัฐมนตรีมีมติให้ยุติการอนุญาตอาชาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำและประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำและต้องปิดกิจการพร้อมฟื้นฟูเหมืองแร่ทองคำ แต่โจทก์ดำเนินกิจการตามปกติไม่ได้เร่งการผลิต จำเลยคือ น.ส.สมลักษณ์  NGO นำสืบสนับสนุนข้ออ้างว่าโจทก์ “เร่งการผลิตอย่างกอบโกย”นำสืบในหลายประเด็น แต่ในที่สุดหลักฐานและคำสั่งต่างๆของทางราชการระบุให้เห็นชัดเจนว่า โจทก์คือ เหมืองแร่ทองคำอัครา ดำเนินกิจการตามปกติไม่ได้เพิ่มกำลังการผลิตแต่อย่างใด ซึ่งนโยบาย ( ม.44 )มีคำสั่งให้ยุติสัมปทานแร่ทองคำ ( 31 ธันวาคม 2559 ) ไม่ได้เป็นการยุติการกระทำเหมืองแร่ทองคำหรือเพิกถอนประทานบัตรของบริษัทโดยทันที หากแต่บริษัท อัครา สามารถประกอบกิจการได้ถึงสิ้นปี 2559 จึงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์คือเหมืองแร่ทองคำอัคราเร่งการผลิตดังข้อความที่จำเลยกล่าวอ้างโพสในเฟซบุ๊ค

 

คราวหลังอย่าทำอีก !! ศาลพิพากษา NGO ทั้งจำ ทั้งปรับ ฐานโพสต์ข้อความเท็จ เจตนาทำลายชื่อเสียงเหมืองแร่ทองคำ!! (คลิป)

 

 

คราวหลังอย่าทำอีก !! ศาลพิพากษา NGO ทั้งจำ ทั้งปรับ ฐานโพสต์ข้อความเท็จ เจตนาทำลายชื่อเสียงเหมืองแร่ทองคำ!! (คลิป)

 

 

   ประเด็นวินิจฉัยต่อไป คือ เรื่องบ่อไซยาไนด์ที่จำเลยโพสข้อความตอนหนึ่งว่า “คันเขื่อนบ่อไซยาไนด์ขนาด 1,400 ไร่ ไม่มีแกนเขื่อน เปราะบางมาก อันตรายมาก  ห่างวัดและโรงเรียน แค่ 400-500 เมตร” โดยเบิกความในหลายประเด็นแต่พยานบุคคลและพยานเอกสารของทางราชการที่ฝ่ายโจทก์ นำมาหักล้างในศาลระบุชัดเจนว่า กากแร่ดังกล่าวได้ผ่านกระบวนการกำจัดพิษ หรือ ไซยาไนด์ จนมีความปลอดภัยตามกำหนดเป็นมาตรฐานก่อนนำไปกักเก็บในบ่อเก็บกากแร่ แสดงให้เห็นว่า บ่อที่ใช้ในการกักเก็บหินบดหลังกระบวนการสกัดทองคำออกจากสินแร่ คือ บ่อกักเก็บการแร่ไม่ใช่บ่อกักเก็บสารไซยาไนด์...อีกปัญหาหนึ่งที่ศาลนำสืบข้อความที่จำเลยโพสข้อความว่า “ แกนเขื่อนเปราะบางมาก อันตรายมาก” นั้น ได้มีการนำสืบหลายประเด็นตามหลักวิชาการ ซึ่งพอสรุปโดยย่อว่า บ่อเก็บกากแร่แห่งที่ 2 นี้ ฝ่ายจำเลย คือ น.ส.สมลักษณ์  นำสืบสนับสนุนข้ออ้างว่า คันบ่อเก็บกากแร่แห่งที่ 2 ไม่มีแกนเขื่อนและเปราะบาง โดยเบิกความซึ่งขอคัดมาโดยย่อว่า พยานของฝ่ายจำเลยกล่าวว่าแกนเขื่อนต้องอยู่ตรงกลางของคันเขื่อนพยานไม่เคยเห็นแกนเขื่อนบ่อเก็บกากแร่แห่งที่ 2 ของโจทก์...รวมถึงที่จำเลยกล่าวอ้างผู้เชี่ยวชาญบอกว่า แกนเขื่อนต้องอยู่ตรงกลางขึ้นไปบนสุดและตอบคำถามติงว่า ผู้เชี่ยวชาญที่ปรึกษาเป็นผู้เชี่ยวชาญของกรมชลประทาน แต่จำเลยหานำสืบผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวเพื่อสนับสนุนข้ออ้างได้ไม่ จึงเป็นการกล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง...ปัญหาสุดท้ายที่ศาลพิจารณาให้โจทก์และจำเลยแสดงหลักฐานที่จำเลย คือ น.ส.สมลักษณ์  โพสข้อความว่า บ่อเก็บกากแร่แห่งที่ 2 อยู่ห่างวัดและโรงเรียน 400-500 เมตร หรือไม่  พยานฝ่ายโจทก์  คือ ผู้นำชุมชนที่เป็นชาวบ้านในพื้นที่ บ้านอยู่หมู่ 3 ตำบลเขาเจ็ดลูก อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร เบิกความว่า บ่อเก็บกากแร่แห่งที่ 2 นี้อยู่ห่างโรงเรียนคีรีเทพนิมิต ประมาณ 950 เมตร ห่างวัดคีรีเทพนิมิตประมาณ 1,000 เมตร  และ พยานบุคคลซึ่งเป็นชาวผู้นำชุมชนที่เป็นชาวบ้านในพื้นที่ บ้านอยู่ หมู่ 8 ตำบลเขาเจ็ดลูก อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร เบิกความว่า บ่อเก็บกากแร่แห่งที่ 2 นี้ อยู่ห่างโรงเรียนบ้านใหม่ราษฎร์ดำรง ประมาณ 3 กม. ส่วนฝ่ายจำเลย คือ น.ส.สมลักษณ์  เบิกความว่า ที่โพสข้อความว่า “ห่างวัดและโรงเรียน 400-500 เมตร”เนื่องจากรับฟังข้อมูลจากการรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมฯและรับข้อมูลจากพยานฝ่ายจำเลย จึงเป็นการกะประมาณ ไม่ได้วัดระยะแท้จริง สรุปเรื่องระยะห่างของบ่อเก็บกากแร่แห่งที่ 2  ใกล้หรือห่างจากวัด-โรงเรียน รับฟังไม่ได้ว่าบ่อเก็บกากแร่แห่งที่ 2 ห่างวัดและโรงเรียน 400-500 เมตร

 

คราวหลังอย่าทำอีก !! ศาลพิพากษา NGO ทั้งจำ ทั้งปรับ ฐานโพสต์ข้อความเท็จ เจตนาทำลายชื่อเสียงเหมืองแร่ทองคำ!! (คลิป)

 

 

สรุปจากการสืบพยานบุคคลและพยานเอกสารของทั้ง 2 ฝ่าย รับฟังได้ว่าจำเลยเผยแพร่หรือไขข่าวที่ไม่เป็นความจริงเกี่ยวกับอันตรายจากแหล่งกำเนิดมลพิษ โดยเจตนาทำลายชื่อเสียงหรือความไว้วางใจของสาธารณชนต่อการดำเนินกิจการโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์...พิพากษา ว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (2) วรรค 1 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 101 วรรค 1 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อันเป็นบทหนักสุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 1 ปี ปรับ 8 หมื่นบาท  ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยรับโทษจำคุกมาก่อนเพื่อให้โอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดีโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี  โดยกำหนดเงื่อนคุมความประพฤติจำเลยให้ละเว้นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ หรือ การโพสข้อความ รูปภาพ อันอาจนำไปสู่การกระทำผิดความผิดในทำนองเดียวกันอีกภายในกำหนดระยะ 1 ปี  นับแต่อ่านคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30

 

คราวหลังอย่าทำอีก !! ศาลพิพากษา NGO ทั้งจำ ทั้งปรับ ฐานโพสต์ข้อความเท็จ เจตนาทำลายชื่อเสียงเหมืองแร่ทองคำ!! (คลิป)

 

คราวหลังอย่าทำอีก !! ศาลพิพากษา NGO ทั้งจำ ทั้งปรับ ฐานโพสต์ข้อความเท็จ เจตนาทำลายชื่อเสียงเหมืองแร่ทองคำ!! (คลิป)

 

ภาพ/ข่าว อารดา  ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.พิจิตร