- 21 ม.ค. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
จากกรณีที่นายจรายพงศ์ ศักดิ์ศรี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ต.สามตำบล อ.จุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช ได้นำชาวบ้านจาก อ.จุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช จำนวนกว่า 30 คน เดินทางเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมและขอความช่วยเหลือจากศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากได้รับความเดือดร้อนจากจากผู้มีอิทธิพลหรือนายทุนเงินกู้นอกระบบ ซึ่งเปิดสำนักงานทนายความ เพื่อให้ประชาชนเชื่อถือ โดยมีทนายความซึ่งเป็นอดีตนายตำรวจระดับสูงที่ในปัจจุบันเป็นทนายความและทนายในสังกัดบางรายร่วมดำเนินการฟ้องร้องชาวบ้านที่กู้เงินพร้อมเรียกค่าเสียหายทางแพ่งเกินจริง เมื่อชาวบ้านนำเรื่องไปวิพากวิจารณ์พูดคุยก็ถูกฟ้องดำเนินคดีอาญาหลายรายในข้อหาหมิ่นประมาท ฯอีกด้วย โดยมีมีชาวบ้านจำนวนเกือบ 50 รายตกเป็นเหยื่อได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส หลังเข้าร้องเรียนศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช ก็ถูกทนายความอดีตนายตำรวจคนดังยื่นฟ้องดำเนินคดีกับนายจรายพงศ์ และชาวบ้านที่ร่วมลงชื่อร้องเรียน รวมทั้งสื่อมวลชนประจำศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.ที่รับเรื่องร้องเรียนและนำเสนอข่าวรวมผู้ต้องหา 20 คน ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
(21 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเรื่องที่เกิดขึ้นได้รับการวิพากวิจารณ์ในหมู่ประชาชนรวมทั้งวงการตำรวจและนักกฎหมายอย่างกว้างขวางถึงพฤติกรรมของอดีตนายตำรวจที่ผันตัวเองมาเป็นทหารความ แต่กลับใช้วิชาความรู้ด้านกฎหมายไปในเชิงของการข่มเหง รังแกประชาชน น่าจะเข้าข่ายผิดจริยธรารมและจรรญาบรรณทนายความ โดยนอกจาก ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านรวม 18 คน ที่ร่วมลงชื่อในเอกสารร้องเรียน และผู้สื่อข่าว 2 คนประกอบด้วยนายไพฑูรย์ อินทศิลา ประธานศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช และ น.ส.กัญญาณัฐ เพ็ญสวัสดิ์ เลขานุการศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.ที่ถูกในข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ บิดเบือนหรือเป็นเท็จโดยการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นแล้ว ต่อมาอดีตนายตำรวจทนายความดังคนดังกล่าว ยังได้รวบรวมรายชื่อชาวบ้านและสื่อมวลชนรวม 21 คนมีชื่อนายยุทธนะ เตมะศิริ สื่อมวลชนที่เข้าเวรประจำศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยทำหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนในวันที่ชาวบ้านรวมตัวไปร้องเรียนขอความเป็นธรรมเพิ่มอีก 1 คน เดินทางเข้าแจ้งความกับ ร.ต.อ.คำนึง สงขวัญ พนักงานสอบสวน สภ.จุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช เพื่อให้ดำเนินคดีในข้อหาเดียวกัน ร.ต.อ.คำนึง ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและเห็นว่าเป็นการแจ้งความซ้ำซ้อนในเรื่องเดียวกัน คดีเดียวกัน ซึ่งนายตำรวจคนดังกล่าวได้แจ้งกับชาวบ้านและสื่อมวลชนรวม 20 คนตามรายชื่อไปแล้ว ที่มีเพิ่มเติมมามีเพียงคนเดียวคือนายยุทธนะ เตมิศิริ ทาง พนักงานสอบสวน จึงรับแจ้งความเพิ่มเติมเพียงคนเดียวคือนายยุทธนะ เตมะศิริ ที่ยังไม่ได้รับแจ้งความในครั้งก่อนในข้อหาเดียวกัน
โดยเป็นที่น่าสังเกตว่าไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีกับนายเชต ยอดระบำ กำนันตำบลสามตำบล อ.จุฬาภรณ์ นายสนั่น ศรีวิหค ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ต.สามตำบล และเกษม บุญสวรรณ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ต.สามตำบล ซึ่งร่วมลงชื่อในเอกสารการร้องเรียน และนายอำเภอจุฬาภรณ์ที่ชาวบ้านเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนและอ้างว่าไม่สามารถรับเรื่องร้องเรียนช่วยเหลือประชาชนได้ เนื่องจากปัญหาระหว่างชาวบ้านกับอดีตนายตำรวจคนดังกล่าวเรื่องเรื่องฟ้องร้องกันอยู่ในชั้นศาล จนชาวบ้านหมดหนทางไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งหน่วยงานใด จึงเข้าร้องเรียนกับศูนย์ข่าวนคร 243 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราชดังกล่าว “
ทางด้าน ร.ต.อ.เลิศฐพงศ์ คล้ายศรีบุญ พนักงานสอบสวน สภ.จุฬาภรณ์ กล่าวว่า ในส่วนของนายจรายพงศ์ และชาวบ้านรวมทั้งสื่อมวลชนที่อดีตนายตำรวจซึ่งปัจจุบันเป็นทนายความได้แจ้งความไว้ใน ล็อตแรก 20 คน ตามคดีเลขที่ 459/2560 นั้น ตนได้นำสำนวนพร้อมผู้ต้องหาทั้ง 20 คน ส่งพนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดทุ่งสง เพื่อพิจารณาดำเนินการสั่งฟ้องเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 15 ม.ค.2561 ที่ผ่านมา ส่วนนายยุทธนะ เตมะศิริ ซึ่งถูกอดีตนายตำรวจแจ้งความเพิ่มนั้นเป็นอีกคดีที่แยกกัน ทาง ร.ต.อ.คำนึง สงขวัญ พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีจะรวบรวมสำนวนและนัดผู้ต้องหาส่งพนักงานอัยการอีกครั้งหนึ่ง
นายไพฑูรย์ อินทศิลา อุปนายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช และหัวหน้าศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช กล่าวว่าศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช จัดตั้งขึ้นเพื่อรับเรื่องร้องเนียน ร้องทุกข์ จากประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ไม่เป็นธรรมและนำไปสู่การประสานงานกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาช่วยเหลือประชาชนมาอย่างต่อเนื่องเป็นที่ประจักษ์แก่สังคม และตนทั้งสองรับผิดชอบดูแลในฐานะประธานศูนย์ ฯและเลขานุการศูนย์ ฯ นอกจากนี้ยังมีพนักงานเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ 3 คนคอยรับเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์แทนในกรณีที่ทั้งสองไม่อยู่ ในปัจจุบันศูนย์ข่าวนคร 24 ชม. ฯได้ทำบันทึกลงนาม MOU กับจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อร่วมรับเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์และร่วมประสานงานแก้ไขปัญหาช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความไม่เป็นธรรม ได้รับความเดือดร้อนอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กรณีการโดนฟ้องเพราะรับเรื่องร้องเรียนและนำเสนอข่าวพร้อมระบุชื่อไว้ท้ายข่าวเพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานราชการสามารถประสานงานติดต่อร่วมแก้ไขปัญหาในเรื่องที่ชาวบ้านร้องเรียนได้สะดวก และผู้ที่ถูกชาวบ้านร้องเรียนสามารถประสานงานติดต่อชี้แจงข้อเท็จจริงได้โดยสะดวก โดยทางศูนย์ข่าวพร้อมที่จะรับและนำเสนอข่าวทั้งสองฝ่าย แต่ในกรณีนี้ทนายความที่เป็นอดีตนายตำรวจไม่ยอมชี้แจงใด ๆ แต่กลับใช้ความรู้และช่องทางในข้อกฎหมายแจ้งความดำเนินคดีกับชาวบ้านผู้ร้องและสื่อมวลชนผู้รับเรื่องร้องเรียนแทน
“นับเป็นครั้งแรกที่ผู้ถูกร้องเลือกที่จะใช้วิธีการแจ้งความดำเนินคดีกับชาวบ้านผู้ร้องและสื่อมวลชนผู้รับเรื่องร้องเรียน ซึ่งตนและผู้สื่อข่าวรวม 3 ท่านพร้อมที่จะต่อสู้คดีจนถึงที่สุด และในทางการนำเสนอข่าวคืบหน้าในเรื่องนี้ก็จำเป็นที่จะต้องทุ่มเทขุดคุ้ยหาความจริงเพื่อเสนอความคืบหน้าของข่าวในทุกแง่ ทุกมุม ทุกประเด็น นอกจากเรื่องกู้ยืมเงินแล้วยังมีอีกหลายกรณีที่ชาวบ้านที่ถูกฟ้องระบุว่าต้นเหตุมาจากการเรียกเงินอ้างวิ่งเต้นล้มคดีอาญาแต่ลูกความกลับติดคุก เมื่อชาวบ้านเรียกร้องโวยวายขอเงินคืนเงินกลับฟ้องชาวบ้านในข้อหาหมิ่นประมาท เป็นต้น ชาวบ้านบางรายถูกฟ้องดำเนินคดดีทั้งแพ่งและอาญาคนเดียว 3-4 คดี ซึ่งทางศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.จะพยายามอย่างที่สุดในการขุดคุ้ยเสนอความจริงให้ปรากฏในสังคมนี้ให้จนได้ ซึ่งการให้กู้ยืมเรียกดอกเบี้ยสูงกว่าที่กฎหมายกำหนดเป็นนโยบายสำคัญที่รัฐบาลนี้มุ่งปราบปรามแก้ปัญหา จึงอยากจะเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องทุกสังกัดให้ความสำคัญและติดตามในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน” นายไพฑูรย์ กล่าว
ในขณะที่นายจรายพงศ์ กล่าวว่า หลังทนายความที่แจ้งความกับชาวบ้านและสื่อมวลชนตนและชาวบ้านทั้งหมด จึงเดินทางเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมที่สำนักนายกรัฐมนตรี และยื่นเรื่องของความเป็นธรรมต่อ พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 และในส่วนของสำนักนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ยุติธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยพบและสอบสวนปากคำตนและชาวบ้านไปหมดแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาหาทางเยียวยาช่วยเหลือชาวบ้านทั้งเรื่องคดีและด้านการเงินต่อไป นอกจากนี้ทางสำนักนายกรัฐมนตรีได้ส่งเรื่องให้สภาทนายความแห่งประเทศไทย ตรวจสอบพฤติกรรมของทนายความอดีตนายตำรวจนายดังกล่าวว่ามีพฤติกรรมเข้าข่ายผิดจริยธรรม จรรยาบรรณของทนายความหรือไม่ ทางสภาทนายความแห่งประเทศไทย ได้ส่งเรื่องให้สภาทนายความจังหวัดนครศรีธรรมราช ดำเนินการในเรื่องนี้ และสภาทนายความจังหวัดนครศรีธรรมราชได้เชิญตนและชาวบ้านเข้าพบและชี้แจงว่าทางสภาทนายความแห่งประเทศไทยส่งเรื่องมายังสภาทนายความจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่อำนาจศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่เรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดทุ่งสง ทางสภาทนายความจังหวัดนครศรีธรรมราช จึงส่งเรื่องกลับไปให้สภาทนายคามแห่งประเทศไทย เพื่อส่งเรื่องใหม่ไปยังสภาทนายความจังหวัดนครศรีธรรมราช เขตอำนาจศาลจังหวัดทุ่งสง เพื่อดำเนินการสอบสวนพฤติกรรมของทนายความอดีตนายตำรวจรายนี้ต่อไป ส่วนการยื่นร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับแม่ทัพภาคที่ 4 ยังไม่ได้รับรายงานความคืบหน้าแต่อย่างใด
“อย่างไรก็ตามหลังจากเข้าร้องเรียนศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช และมีการนำเสนอข่าวปรากฏว่าหลายคดีที่ชาวบ้านถูกแจ้งความในข้อหากู้ยืมเงิน ฯหลายสิบคดีในกระบวนการต่อสู้ชั้นศาลได้มีการส่งเอกสารสัญญากู้ยืมไปตรวจลายนิ้วมือ เนื่องจากชาวบ้านยืนยันว่าเป็นสัญญาปลอมที่ฝ่ายโจทก์ทำขึ้นเอง ลงรายละเอียดในสัญญาเองทั้งหมด ยืมเงินแค่ 1,000-2,000 บาทยื่นฟ้องสูงเกินจริงถึงรายละ 150,000-290,000 บาท ในที่สุดศาลได้พิพากษาให้ชาวบ้านชนะคดีแล้ว 6-7 คดีต่อเนื่องกัน แต่ยังเหลือในระหว่างการพิจารณาอีกหลายคดี ที่สำคัญทุกคดีที่ชาวบ้านชนะทราบว่าทนายความอดีตนายตำรวจผู้นี้จะยื่นฟ้องชาวบ้านเป็นการตัวต่อศาลจังหวัดทุ่งสงอีกครั้ง ส่อให้เห็นชัดเจนว่า เขาต้องการที่จะข่มขู่ คุกคามสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านไม่รู้จักจบจักสิ้น เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ ข่มเหง รังแกประชาชน ผิดวิสัยทนายความทั่ว ๆ ไปที่ใช้ความรู้ทางกฎหมายช่วยเหลือประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่ตนและชาวบ้านก็พร้อมที่จะสู้คดีในทุกกรณี “นายจรายพงศ์ กล่าว.
ภาพ/ข่าว ศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชน จ.นครศรีธรรมราช
