- 24 ม.ค. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
จากกรณีกรณีที่ชาวบ้านบ้านในลุ่ม หมู่ 3 ต.สิชล อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช ร้องเรียนศูนย์ข่าวนคร 24 ชม. สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช และเหมารถบัสเดินทางเข้าสำนักนายกรัฐมนตรีร้องขอความอ้างถูกนายทุนออกเอกสารที่ดินทับที่อยู่อาศัย 75 ครัวเรือน รวมกว่า300 น โดยชาวบ้านอ้างว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเดิมเป็นเกาะกลางเล็กๆ บริเวณ ปากน้ำสิชล ชาวบ้านอาศัยมากว่า 40 ปี แล้ว ซึ่งตอนหลังทางเจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่าได้ดูดทรายในลำคลองที่ตื้นเขินแล้วนำมาถมที่บริเวณที่ชาวบ้านอยู่ทำให้มีพื้นที่เกาะขยายเพิ่มขึ้นเรื่อยจนกระทั่งมีพื้นที่มาเชื่อมต่อกับที่ดินของนายทุนที่อยู่ริมลำคลองทำให้เกิดปัญหาเรื่องเขตแดนและความไม่ชัดเจน จนกระทั่งมีปัญหาพิพาทกันมาอย่างต่อเนื่อง และชาวบ้านไม่มีไฟฟ้า ประปา ใช้ เนื่องจากทางราชการไม่สามารถดำเนินกาให้บริการได้เพราะนายทุนไม่ให้ผ่านเส้นทาง ซึ่งก่อนหนานี้ชาวบ้านได้ร้องเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน พ.ต.ประเสริฐ สายทองแท้ ผู้บังคับกองร้อยฝึกรบพิเศษสิชล จนมีดำเนินการเชิญหลายหน่วยงานที่รับผิดชอบลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยเฉพาะสำนักงานที่ดินสาขาสิชลซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงได้มารังวัดพื้นที่ใหม่แล้ว และยืนยันว่าเอกสารสิทธิ์ของนายทุนได้มาถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้ชาวบ้านไม่พอใจ จึงได้รวมตัวกันเดินทางไปสำนักนายกรัฐมนตรีขอวอนให้นายกรัฐมนตรีให้ช่วยเหลือ จนเมื่อวันที่ 5 ม.ค.2561 ที่ผ่านมา พลตรีพรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ รองแม่ทัพภาคที่4 ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายแผนที่กองทัพภาคที่ 4 , มทบ.41. มทบ.42 ค่ายฝึกการรบพิเศษสิชลและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ และถัดมาอีก 2 วันน.ส.สุธีย์ ญาณชโรทร ผู้ตรวจราชการกรมที่ดินเขต 11 พร้อมคณะสำนักงานกรมที่ดินส่วนกลาง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและจะมีการสรุปผลการตรวจสอบในเร็ว ๆ นี้ตามที่เสนอข่าวมาแล้วนั้น
ล่าสุดนายเศกสรรค์ กังสะวิบูลย์ ได้มอบอำนาจจากนายทศวร ทิพยมงคล เจ้าของที่ดินแปลงนี้ ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่กับครอบครัวที่อยู่ กทม.ได้นำเอกสารหลักฐานเกี่ยวที่ดินแปลงที่มีการพิพาทกันเดินทางเข้าชี้แจงกับศูนย์ข่าวนคร 24 ชั่วโมง สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช โดยกล่าวว่าขอยืนยันว่าที่ดินไม่ได้เป็นของนายทุนตามที่ถูกชาวบ้านกล่าวอ้างที่ดินบริเวณปากน้ำสิชลแปลงนี้เป็นสมบัติของนายทศวร จำนวน 73 ไร่ ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษมาจากรุ่นสู่รุ่นตกทอดเป็นรุ่นที่ 3 แล้ว โดยครอบครองมาตั้งแต่ไม่มีเอกสารสิทธิ์มีการครอบครองตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งเดิมที่มีที่ดินทั้งหมดเกือบ 300ไร่ จนปัจจุบันมีการแบ่งแยกกันในบรรดาพี่น้อง รวมทั้งบริจาคให้เป็นที่ตั้งของวัดเวกรัตนธัชมุนี จำนวน 9 ไร่ รวมทั้งบริจาคให้สร้างถนนสาธารณะอีกหลายสาย
ในส่วนของที่ดินแปลงนี้ที่เหลือ 73 ไร่ มีการดำเนินการตามขั้นตอนถูกต้องทุกอย่างจนได้มาซึ่งเอกสารสิทธิ์การครอบครองที่ถูกต้องตามกฎหมายและไม่เคยถูกระบุว่าเป็นที่ดินสาธารณะประโยชน์ เริ่มมีเอกสารสิทธิ์ครั้งแรกตั้งแต่ ปี 2498 ซึ่งได้เอกสารสิทธิ์มาก่อนที่กลุ่มชาวบ้านกลุ่มนี้มาอาศัยอยู่ก่อนอีก โดยชาวบ้านกลุ่มนี้มาอยู่ในพื้นที่พิพาทเมื่อปี 2516 และได้มีการฟ้องร้องต่อศาลเมื่อปี 2533 และศาลพิพากษาว่าชาวบ้านกลุ่มนี้บุกรุกพื้นที่จริง โดยนายวิชิต เสียงพราะ อดีตกำนันตำบลสิชลตั้งแต่ปี 2526 ปัจจุบันได้เสียชีวิตไปแล้วได้บันทึกถ้อยคำเป็นเอกสารว่า “ ที่ดินแปลงนี้เป็นที่ราบลุ่ม น้ำท่วมถึงบางขณะ บางตอน ไม่เคยเห็นทางราชการมาปักป้ายหรือมีป้ายแสดงเขตป่าสงวนแห่งชาติ (ป่าชายเลน) แต่อย่างใด มีเพียงด้านฝั่งคลองตรงกันข้ามซึ่งติดพื้นที่หมู่ 2 ต.สิชล อ.สิชล ที่มีป้ายป่าสงวนและยังมีบันทึกเจ้าหน้าที่และชาวบ้านในตอนนั้นรวม 10 คน และเอกสารทั้งหมดตนได้นำมาให้ศูนย์ข่าวนคร 24 ชั่วโมงตรวจสอบพร้อมกันด้วย
ส่วนที่ชาวบ้านกล่าวอ้างว่าที่ดินเป็นเกาะกลางน้ำแล้วกรมเจ้าท่าดูดทรายจากลำคลองมาถมนั้น ขอยืนยันว่าไม่ได้เป็นเกาะกลาง ตอนที่กรมเจ้าท่านำทรายที่ดูดจากในคลองมาทิ้งในพื้นที่พิพาทนี้ตนก็ร่วมเซ็นชื่อด้วยเพราะตอนนั้นตนเป็นประธานชุมชนในหมู่บ้านนี้ ซึ่งมีกรมเจ้าท่านำทรายมาทิ้ง 2 ครั้ง ซึ่งความเป็นจริงคือที่ดินเป็นผืนเดียวกันทั้งหมดแต่พอน้ำทะเลขึ้นสูงน้ำทะเลจะท่วมตรงบางจุดก็จะเห็นว่าเหมือนว่ามีเกาะกลางแต่พอน้ำลดก็จะเห็นที่ดินชัดเจนทั้งแปลง ในสมัยก่อนชาวบ้านที่มาอาศัยอยู่ริมคลองเพียงไม่กี่คนเท่านั้น จนกระทั่งเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ แต่ชาวบ้านที่มีปัญหามีประมาณ 70 คนเท่านั้น ซึ่งก่อนหน้านี้ญาติของชาวบ้านกลุ่มนี้มีความสนิทสนมกับคนดูแลที่ดินแปลงนี้มาก่อน จนกระทั่งเจ้าของที่ดินมีการเปลี่ยนคนดูเป็นคนใหม่และได้เรียกเก็บเงินค่าเช่าจากชาวบ้านกลุ่มนี้ ทำให้ชาวบ้านไม่พอใจจึงรวมตัวกันต่อต้านไม่ยอมจ่ายเงิน และกลุ่มชาวบ้านแทบทั้งหมดนี้จะเป็นญาติพี่น้องกัน 4 ตระกูล 80 เปอร์เซนต์ของชาวบ้านทั้งหมด การดำเนินการเรียกร้องต่าง ๆ ก็ดำเนินการในกลุ่มญาติ ๆ 4 ตระกูลนี้มาตลอด ในขณะที่ ชาวบ้านที่เหลือก็จ่ายค่าเช่ากันตามปกติ ตนจึงนำเอกสารหลักฐานทั้งหมดมาชี้แจงและให้สื่อมวลชนสำนักข่าวนคร 24 =ม.สมาคมสื่อมวลชนตรวจสอบดังกล่าว นายเศกสรรค์ กล่าวยืนยัน
ส่วนทางด้าน พ.ต.ประเสริฐ สายทองแท้ ผู้บังคับกองร้อยฝึกรบพิเศษที่ 4 ค่ายฝึกการรบพิเศษสิชล กล่าวว่า พล.ต.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ รองแม่ทัพภาคที่4 เป็นห่วงความเดือดร้อนของชาวบ้านกลุ่มนี้มาก ขอให้มีการสอบสวนอย่างละเอียดทั้งสองฝ่าย และจะดำเนินการสรุปเรื่องราวให้เสร็จสิ้นภายในในอาทิตย์นี้ ซึ่งทั้งตรวจสอบของกรมที่ดิน และอีกหลายหน่วยงานที่ร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้จะสรุปผลออกมาตรงกันทั้งหมด ซึ่งถ้าหากที่ดินแปลงนี้มีการออกเอกสารสิทธิ์หรือโฉนดที่ดินไม่ถูกต้องก็จะดำเนินการเพิกถอนตามขั้นตอน แต่ถ้าเอกสารสิทธิ์หรือโฉนดที่ดินออกโดยถูกต้องก็สรุปว่าเจ้าของที่ดินได้ที่ดินมาอย่างถูกต้อง ทางหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องก็จะหาทางช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนต่อไป.
ภาพ/ข่าว ศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชน จ.นครศรีธรรมราช
