- 29 ม.ค. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2560 ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมมูลนิธิท้าวสุรนารี ชั้น 1 ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา คณะกรรมการจังหวัดนครราชสีมา ( กจจ.) ได้มีการเปิดประชุมเพื่อพิจารณาโทษของ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้านครราชสีมาอีกครั้ง หลังจากยืดเยื้อมายาวนาน ตั้งแต่ต้นปี 2560 เป็นต้นมา กรณีที่เกิดขึ้นใช้เวลากว่า 2 ปี ก็ไม่สามารถหาข้อยุติได้จนทำให้ นาย ไพศาล มีสวัสดิ์ อดีต ผอ.ต้องตกเป็นจำเลยของสังคมยาวนานมากว่า 2 ปี โดย นาย มุรธาธีร์ รักชาติเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งได้รับมอบหมายจาก นาย วิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ให้ทำหน้าประธานในที่ประชุมฯ นำเรื่องการพิจารณาโทษของ นาย ไพศาล มีสวัสดิ์ อีกเป็นครั้งที่ 4 จนก้าวเข้าสู่ปี 2561 และมีคณะกรรมการทั้งหมดรวม 8 ท่าน เข้าร่วมประชุม โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าร่วม เนื่องจากเป็นการประชุมลับ ซึ่งการประชุมใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงเศษ จากนั้นมีรายงานข่าวแจ้งว่า หลังจากมีการแถลงของคณะกรรมการฯ ที่ได้ชี้มูลความผิด นาย ไพศาล อดีต ผอ.โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้านครราชสีมา โดยประธานในที่ประชุมได้มีมติให้เสนอบทลงโทษ เป็นมติลงคะแนนลับ ใน 2 ประเด็นตามระเบียบ คือ 1. มีความผิดลงโทษให้ลดขั้นเงินเดือน 2.มีความผิดให้ปลดออกไล่ออก แล้วจากนั้นจึงนำใบลงคะแนนแจกให้คณะกรรมการ ผลการลงคะแนนปรากฏว่า มีผู้ลงคะแนน ให้ปลดออกไล่ออก 2 เสียง ส่วนอีก 6 เสียง ให้ลงโทษลดขั้นเงินเดือนตลอดไป หลังจากนั้นประธานจึงสั่งปิดการประชุม นายมุรธาธีร์ รอง ผวจ.โคราชกล่าวว่า หลังจากนี้จะการจัดทำประกาศแจ้งผลการลงมติของคณะกรรมการ ไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา เพื่อดำเนินการลงโทษนายไพศาล ให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการจังหวัดนครราชสีมา(กกจ.)ต่อไป
ล่าสุด วันนี้จากกรณีดังกล่าว นาย ไพศาล มีสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนปากช่อง 2 ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า จากที่ได้มีมติจาก กจจ เมื่อวันที่ 24 มกราคม 61 ที่ผ่านมา ตนเองในฐานะที่เป็นข้าราชการมานาน ก็รู้สึกเสียใจมาก เพราะตลอดระยะเวลา 37 ปี ที่รับราชการมาและได้ทุ่มเทการทำงานให้กับโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้านครราชสีมา ซึ่งที่ผ่านมามีผลงานในระดับประเทศ แต่กับถูกเสนอให้ปลดออกจากราชการ แต่ยังดีที่มีความเป็นธรรมอยู่บ้าง เพราะมีมติให้ลงโทษลดขั้นเงินเดือนตลอดไปแทน ตนเองในฐานะเข้าราชการก็รู้สึกเสียใจมาก แต่ตนเองจะทำหน้าที่ต่อไปในฐานะข้าราชการ ส่วนจะได้รับความเป็นธรรมหรือไม่อย่างไรนั้น คงต้องให้พี่น้องประชาชนรวมทั้งบุคคลที่ทราบเรื่องหรือติดตามข่าวสาร เป็นผู้ที่พิจารณาเอาเอง ว่ามีความเป็นธรรมกับข้าราชการคนหนึ่งหรือไม่ ส่วนตนเองขอยืนยันว่าตนเองไม่ได้ทุจริตแน่นอน ส่วนการดำเนินการหลังจากนี้ ไปก็คงต้องดำเนินการยื่นอุทธรณ์ต่อไป ส่วนประเด็นเรื่องการดำเนินการทางศาลปกครองนั้น ก็ต้องขอดูเอกสารและรายละเอียดอีกครั้งก่อน ทั้งนี้ตนเองต้องขอขอบคุณไปยังพี่น้องประชาชน และผู้ที่ติดตามข่าวสารดังกล่าวรวมทั้งผู้ที่มาแสดงความเห็นและให้กำลังใจผ่านโซเชียล
ส่วนกรณีที่มีการนำเสนอข่าว จากสำนักข่าวแห่งหนึ่งนั้น ซึ่งมีข้อความทำให้ตนเองเสียหายและเป็นการตอกย้ำ ในขณะที่ตนเองยังไม่ได้ มีการพิจารณาเป็นความผิดชัดเจนนั้น ตนเองได้ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีไปตามกฎหมายแล้ว ดั้งนั้นตนเองขอฝากวิงวอนว่า ตนเองในฐานะที่เป็นข้าราชการ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามตนเองจะขอทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุดเพื่อพัฒนาให้เด็กนักเรียน ซึ่งเป็นเสมือนลูกหลานและเยาวชนต่อไป
ภาพ/ข่าว ไพฑูรย์ ดาบพิมาย ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.นครราชสีมา
