- 10 ก.พ. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
ไร่ยาสูบพันธุ์เวอร์จีเนีย เป็นสายพันธุ์ที่โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง เข้ามาส่งเสริมปลูกในจังหวัดแพร่นานมาแล้ว ปัจจุบันแม้ว่ายาสูบจะกลายเป็นสินค้าควบคุม แต่พบว่ามีพื้นที่ปลูกในจังหวัดแพร่ประมาณ 12,410 ไร่ ส่วนมาจะปลูกใน อ.ร้องกวาง อ.สูงเม่น อ.เมือง และอ.หนองม่วงไข่ สำหรับเกษตรกรที่ทำอาชีพปลูกยาสูบถึง 1,602 ราย มีผลผลิตออกประมาณ 35,000 ตันต่อปี ขั้นตอนการปลูกยาสูบเวอร์จีเนียนอกจากการปลูกแล้ว คัดใบยา การอบความร้อนให้ใบยาแห้งก็เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งของการผลิตก่อนส่งให้กับโรงงานยาสูบ แต่เดิมนั้น เกษตรกรใช้เตาบ่มใบยาแบบเก่าซึ่งเกษตรกรทำขึ้นเอง และใช้เชื้อเพลิงจากไม้ฟืนเป็นหลัก การอบใบยาแต่ละครั้งต้องใช้ไม้เป็นเชื้อเพลิงจำนวนมาก ในเรื่องนี้ทางราชการคงมองว่า ยาสูบเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งที่เป็นต้นเรื่องตัวทำลายป่า จึงมีนโยบายเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาโรงอบใบยาแบบใหม่ เป็นการทำงานร่วมกับกระทรวงพลังงานออกแบบโรงอบใบยา โดยใช้การอบด้วยพลังงานใช้ไฟฟ้าแทน
สำหรับเกษตรกรอย่าง นางบานเย็น ถุงเงิน ชาวไร่ยาสูบบ้านต้นเดื่อ ต.ทุ่งศรี อ.ร้องกวาง จ.แพร่ บอกเดี่ยวกับเรื่องนี้ว่า โครงการเปลี่ยนแปลงโรงอบใบยาเริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 – พ.ศ. 2556 มีการจูงใจให้เกษตรกรหันมาใช้โรงอบแบบใหม่ โดยกล่าวอ้างถึงโควตารับซื้อ มาเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรเปลี่ยนวิธีการอบใบยาใหม่ โดยเพิ่มโควตารับซื้อเป็นรายละ 3,000 กก. / ฤดูการผลิต ทำให้เกษตรกรใน ต.ทุ่งศรีเห็นดีเห็นดีเห็นงามด้วย จึงหาเงินมาลงทุนติดตั้งโรงอบแบบใหม่ แต่ไม่ถึง 5 ปี ยังไม่คุ้มทุนโรงงานยาสูบตัดโควตาลงแล้ว ในปีนี้จาก 3,000 กก. ถูกตัดให้เหลือ 900 กก. หากเป็นเช่นนี้เกษตรกรนำใบยาเข้าอบเพียงครั้งเดียวก็เกินโควตาแล้ว ส่วนที่เหลืออีกจำนวนมากเกษตรกรต้องขายให้กับพ่อค้าคนกลาง จึงเป็นโอกาสของพ่อค้าคนกลางในการกำหนดราคาถูกกดราคาอย่างหนัก
ทางนายสำราญ เข็มวิชัย เป็นเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบที่มีโรงอบใบยาแบบใหม่ กล่าวว่า โรงงานยาสูบแพร่ มีแผนการปลูกทั้งปุ๋ย ยาฆ่าแมลง วิธีการปลูก เมล็ดพันธุ์ รวมทั้งเวลาการเก็บเกี่ยวรับซื้ออยู่ในการควบคุม เรียกว่าสินค้าพรีเมี่ยม กำหนดราคารับซื้อต้นฤดู 100 บาท / กก.และลดลงมาเป็นลำดับแต่ก็คุ้ม และจะหมดเขตในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ในส่วนของสินค้าพรีเมี่ยม อีกอย่างหนึ่งโควตาที่ตัดลงทำให้เกษตรกรรายย่อยมีใบยาเหลืออยู่ในมือจำนวนมาก สุดท้ายเกษตรกรปลูกยาสูบต้องจำหน่ายให้กับพ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อ และถูกกดราคาลงมากเพราะเกษตรกรหมดทางเลือกจำเป็นต้องขาย สิ่งสำคัญที่สุดกับเกษตรกรรายย่อยผู้เข้าร่วมโครงการสร้างโรงบ่มใบยาแบบประหยัดพลังงาน โรงงานยาสูบควรคงโควต้ารับซื้อไว้ที่ 3,000 กก. ไม่ควรตัดเพราะถ้าดูแล้วในจังหวัดแพร่ จะมีกลุ่มเกษตรกรที่เป็นกลุ่มทุนรายใหญ่ จำนวนไม่กี่รายจะได้รับโควตาสูงมาก ถ้าจะให้เกษตรกรรายย่อยพอมีรายได้ รัฐควรเข้ามาช่วยโดยการเฉลี่ยโควต้าจากกลุ่มทุนรายใหญ่มาให้เกษตรกร อย่างน้อยรายละ 3,000 กก.ต่อฤดูการผลิต ชาวบ้านก็พอใจ หากยังเพิกเฉยไม่สนใจแก้ไขปัญหา เกษตรกรยาสูบรายย่อยก็ต้องรับกรรมต่อไป
ธีรพงษ์ ธงออน ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวทีนิวส์ จังหวัดแพร่
