- 16 มี.ค. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
จากกรณีที่ศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับการร้องเรียนเพื่อช่วยเหลือ น.ส. คนางค์ทิพย์ ทองดี หรือ “น้องมุข” อายุ 15 ปี ซึ่งเรียนกำลังจะจบชั้น ม. 3 โรงเรียนราชประขานุเคราะห์ 8 บ้านหน้าทัพ อ ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ต้องการจะเรียนต่อในระดับ ปวช. แต่เนื่องจากฐานะทางครอบครัวยากไร้ อาศัยอยู่กับนายวีระ ทองดี อายุ 41 ปี พ่อของน้องมุข ที่บ้านเลขที่ 175 หมู่ 6 ต ปากพูน อ เมือง จ นครศรีธรรมราช โดยน้องมุข เป็นเด็กยอดกตัญญูที่เพื่อนบ้านพากันยกย่องชื่นชมเนื่องจากรับภาระดูแลปรนนิบัติแม่ที่ประสบอุบัติเหตุพลัดตกจากต้นขี้เหล็กจนกลายเป็นอัมพฤกษ์-อัมพาตเมื่อ 8 ปีก่อนและ เพิ่งเสียชีวิตเมื่อไม่นานมานี้เอง ในขณะที่นายวีระ มีอาชีพรับจ้างทั่วไปมีรายได้วันละ 200-300 บาทต้องจ่ายหนี้นอกระบบในช่วงที่แม่น้องมุขป่วยนอนติดเตียง จึงไม่มีปัญญาจะส่งเสียให้เรียนต่อ ตามที่น้องมุขต้องการได้ แม้แต่บ้านที่อยู่อาศัยก็ไม่มีบานประตู หน้าต่าง เสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกายน้องมุข โดยในวันที่พ่อน้องมุขกลับบ้านดึกหรือรับจ้างทำงานกลางคืนเพื่อนบ้านต้องมานำตัวไปนอนที่บ้านเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับน้องมุขได้ จึงวิงวอนผู้ใจบุญยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ โดยบริจาคเงินผ่านบัญชีสมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
(16 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้มีผู้ใจบุญจากทั่วประเทศโทรศัพท์เข้ามาสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากสมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช และร่วมบริจาคเงินช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ในขณะที่กลุ่มชมรมออฟโรดนครศรีธรรมราช ได้บริจาคเงินและสิ่งของผ่านนายวัฒนา สินธะ กรรมการสมาคมสื่อมวลชน และประธานชมรมออฟโรดนครศรีธรรมราช โดยสมาชิกชมรม ฯได้นัดหมายกันในช่วงบ้านวันอาทิตย์ที่ 18 มี.ค. 2561 นี้จะรวบรวมเงินและสิ่งของเดินทางไปเยี่ยมบ้านน้องมุขพร้อมมอบสิ่งของช่วยเหลือครอบครัวน้องมุขต่อไป
นายวีระ ทองดี อายุ 41 ปี พ่อของน้องมุข กล่าวว่า บ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านหลังใหญ่ที่ตนได้รับมรดกมาจากพ่อแม่ แต่ในช่วงที่ภรรยาตกต้นไม้กลายเป็นอัมพฤกษ์ เมื่อ 8 ปีที่ผ่านมาในขณะนั้นน้องมุขอายุแค่ 7 ขวบเท่านั้น โดยเงินที่เก็บออมเอาไว้ถูกนำมาใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลภรรยา โดยตนแทบไม่ได้ทำงานเพราะต้องอยู่เฝ้าภรรยาที่โรงพยาบาลนานหลายปี จึงไม่มีรายได้ใด ๆ เมื่อนำกลับมาอยู่บ้านภรรยาเป็นอัมพฤกษ์ก็ได้ออกแปทำงานบ้าง โดยน้องมุขจะเป็นคนดูแลปรนนิบัติแม่มาโดยตลอดที่ป่วย 8 ปี ในที่สุดก็ต้องนำบ้านเข้าไปจำนองกู้เงินจากธนาคารมาก้อนหนึ่ง แต่ก็ไม่มีปัญหาจ่ายทางธนาคารจึงยึดและขายทอดตลาด ตนพร้อมภรรยาและน้องมุข ต้องออกจากบ้านไปขออาศัยซุกหัวนอนที่บ้านญาติ ทำให้บ้านทิ้งร้างอยู่ 3-4 ปีจนชำทรุดเสียหาย ในส่วนที่เป็นไม้ก็โดนปลวกกินจนบ้านพังไปโดยปริยาย
“อย่างไรก็ตามถือว่ายังโชคดีที่พี่สาวของตนได้ช่วยซื้อบ้านหลังนี้จากการขายทอดตลาด และอนุญาตให้ตนนำลูกเมียกลับเข้ามาอยู่อาศัย ซึ่งตนก็พยายามจะปรับปรุงซ่อมแซมไปตามกำลังเพื่อให้พออาศัยอยู่ได้ โดยทุ่มเททำงานอย่างเต็มกำลัง แต่เนื่องจากมีภาระหนี้สินที่ต้องจ่ายจำนวนไม่น้อย รายได้จึงไม่เพียงพอกับรายจ่าย ไม่มีเงินปรับปรุงซ่อมแซมบ้านให้แข็งแรง ซ่อมได้ในบางส่วนเท่านั้น จนเมื่อไม่นานมานี่เองภรรยาตนเสียชีวิต ตนจึงอาศัยอยู่กับน้องมุขบุตรสาว ซึ่งตนก็เป็นห่วงน้องมุขที่เริ่มโตเป็นสาว บางครั้งต้องอยู่บ้านคนเดียวตนทำงานกลับค่ำหรือดึก หากมีธารน้ำใจที่จะช่วยเหลือสิ่งแรกคือเรื่องประตู หน้าต่างให้แข็งแรงก็เพียงพอแล้ว เนื่องจากผ่านมาเครื่องมือช่าง เครื่องตัดหญ้า ที่เก็บไว้ในบ้านของตนก็ถูกคนร้ายขโมยไปเพราะบ้านไม่มีประตู หน้าต่าง ใครจะเข้าไปตอนไหนก็ได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ตนไปทำงานและน้องมุขไปโรงเรียน”
นายวีระ กล่าวอีกว่า ตอนแรกตนอยากให้น้องมุข ซึ่งเรียนจบ ม. 3 ออกมาช่วยทำงานไม่อยากให้เรียนต่อเพราะเป็นภาระที่อาจจะส่งเสียไม่ไหว แต่เมื่อมีสื่อมวลชนและธารน้ำใจยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออย่างนี้ตนก็ยอมให้น้องมุขเรียนต่อระดับ ปวช.ที่วิทยาลัยสารพัดช่างนครศรีธรรมราช โดยล่าสุดได้นำน้องมุขไปสมัครและจ่ายค่าใช้จ่ายไปแล้วกว่า 1.000 บาทจะรายงานตัวเข้าเรียนในวันที่ 11 เม.ย. นี้จะต้องมีค่าใช้จ่ายอีกประมาณไม่เกิน 1,500 บาท โดยน้องมุขบุตรสาวดีใจเป็นอย่างมากที่ได้เรียนต่อตามที่ตั้งใจ นายวีระกล่าว
ทางด้านนายไพฑูรย์ อินทศิลา อุปนายกสมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช ประธานศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า หลังสื่อมวลชนนำเสนอข่าวมีผู้ใจบุญจำนวนมากโทรศัพท์มาสอบถามและร่มบริจาคเงินคนละเล็กละน้อยให้น้องมุข โดยในส่วนของค่าใช้จ่ายในวันที่น้องมุขจะเดินทางไปรายงานต่อเรียนต่อในระดับ ปวช.ที่สิทยาลัยสารพัดช่างนครศรีธรรมราชในวันแรกวันที่ 11 เม.ย. 2561 ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1,500 บาท และนายวีระ พ่อน้องมุข ก็ยินยอมให้น้องมุขเรียนต่อระดับ ปวช.ตามความต้องการของน้องมุขแล้ว และทางสมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในวันรายงานตัวเข้าเรียน ประกอบกับได้รับบริจาคเงินจากผู้ใจบุญแล้วจำนวนหนึ่ง จึงไม่มีปัญหาใด ๆ
“ทางสมาคมจะรวบรวมเงินนำไปมอบให้กับน้องมุขเพื่อให้เร่งปรับปรุ่งซ่อมแซมบ้าน โดยเฉพาะการติดบานประตู หน้าต่าง เพราะบ้านน้องมุขไม่มีบานประตู หน้าต่าง ใครก็สามารถเข้าไปได้ตลอดเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างมากที่เด็กผู้หญิงวัยเริ่มสาวจะเสี่ยงนอนในบ้านที่ไม่มีประตู หน้าต่างเพียงคนเดียว เพราะบางครั้งพ่อกลับบ้านดึก โดยในวันอาทิตย์นี้ทางสมาคม ฯจะตรวจสอบว่ามีผู้ใจบุญโอนเงินเข้ามามาช่วยเหลือผ่านธนาคารกรุงไทย บัญชีสมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราชมากน้อยแค่ไหน หากได้มากพอก็จะดำเนินการเรื่องการติดบานประตูหน้าต่างเป็นลำดับแรก ๆ และหากมีเงินมากพอก็จะปรับปรุงซอมแซมในส่วนอื่น ๆ ให้บ้านมีความแข็งแรง ทนทานและปลอดภัยกับผู้อยู่อาศัยและเก็บเงินที่เหลือไว้เป็นทุนการศึกษาของน้องมุขต่อไป
“โดยในขณะนี้มีนายเริ่มเขตร์ ดวงยิหวา หรือ “คุณปอ” กับ นายเอกวุฒิ สุขแก้ว หรือ “คุณโจ๊ก”จากบริษัท บีโฮม และสุขแก้ว รับออกแบบ สร้างบ้านและตกแต่งภายใน ติดต่อขอร่วมบุญโครงการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านให้น้องมุข ในเบื้องต้นจะทางสมาคม ฯได้เข้าไปตรวจสอบรายละเอียดที่จะต้องปรับปรุงซ่อมแซมบ้านน้องมุขว่ามีอะไรบ้าง และให้ช่วยวัดขนาดประตู หน้าต่าง เพื่อที่ทางคุณปอ และทีมุณโจ๊ก จะได้จัดเตรียมบานประตู หน้าต่าง พร้อมวัสดุอุปกรณ์อื่น ๆ ร่วมเดินทางเข้าไปปรับปรุงซ่อมแซมบ้านให้น้องมุขพร้อมกันในวันอาทิตย์ที่ 18 มี.ค. 2561 นี้ ส่วนผู้ใจบุญที่จะร่วมช่วยเหลือ น.ส.คนางค์ทิพย์ หรือน้องมุขด้วย โอนเงินเข้าบัญชีสมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราชเลขบัญชี 389-0-09343-4 โดยสมารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช 081-6761299 นายไพฑูรย์ กล่าว.
ภาพ/ศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช
ข่าว ยุทธนะ เตมะศิริ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.นครศรีธรรมราช
