- 17 มี.ค. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
ตามที่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติได้ออกประกาศ สพฉ. เรื่องหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ 2560 ลงนามโดยเลขาธิการ สพฉ. เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 ทำให้เกิดข้อสงสัยมากมายในการรีบเร่งออกประกาศ โดยที่ไม่ได้ฟังการทักท้วง และข้อคัดค้านจากภาคีเครือข่ายองค์กรการกุศลที่ไม่แสวงหากำไร ที่มีบทบาทด้านการแพทย์ฉุกเฉิน ก่อนถึงโรงพยาบาล ทั้งที่คณะกรรมการฝ่ายกฎหมาย ได้เรียกประชุมที่ สพฉ. และมีมติให้ถอนร่างและชะลอการประกาศออกไปเพื่อยกร่างใหม่ภายใน 30 วันก่อนนำเสนอต่อคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินและการประชุมประจำเดือนต่อไป และเลขาธิการกลับนำร่างเดิมออกประกาศ จนกระทั่งนำมาสู่การเรียกร้อง ขอให้เพิกถอนประกาศ สพฉ. เรื่องหน่วยปฏิบัติการ เพื่อแก้ไขใหม่ และต่อมาเรื่องดังกล่าว ได้มีการประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลายหน่วยงาน กระทั่งล่าสุดก็ได้มีการถอนร่างข้อบังคับต่าง ๆ แล้ว
นาย สุเทพ ณัฐกานต์กนก รองประธานมูลนิธิหลักเสีงเซียงตึ๊ง ( สว่างเมตตาธรรมสถาน ) จ.นครราชสีมา ฝ่ายกู้ชีพ กู้ภัย กล่าวว่า นับว่าเป็นข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับ อาสาสมัคร กู้ชีพ กู้ภัย หลังจากที่ทางผู้ใหญ่ ที่ได้มีการถอนร่างข้อบังคับต่าง ๆ ของ สพฉ. หรือ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ที่เคยได้ออกประกาศ สพฉ. เรื่องหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ 2560 ซึ่งเป็นการถอนออกมาอย่างถาวรเพื่อนำมาปรับปรุงใหม่ เพื่อให้เข้ากับบริบทใหม่ของประเทศไทย ในแต่ละพื้นที่ซึ่งมีความแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นในจุดนี้ ทั้งหน่วยงานของ องค์กร มูลนิธิต่าง ๆ รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต่าง ๆ ต้องรณรงค์ร่วมใจกันในการช่วยกันร่างดังกล่าวขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ อสาสาสมัคร กู้ชีพ กู้ภัย ซึ่งมีหน้าที่ในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ซึ่งมีมากกว่า 1 ล้านคนทั่วประเทศ ได้สามารถที่จะเข้าเคลื่อนย้ายขนไข้ รวมทั้งผู้ที่ประสบเหตุได้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ทางมูลนิธิฯ ทั่วประเทศ ต้องขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิ ในสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ที่กำลังจะดำเนินการปรับปรุงมราตาฐานของกู้ชีพ กู้ภัย เป็นการควบคู่กันไปด้วย และตรงนี้ตนเองต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ที่ท่านเห็นด้วยกับความคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้น โดยเฉพาะการปฏิบัติงานของอาสาสมัครกู้ชีพ กู้ภัย ที่ช่วยเหลือประชาชนสามารถทำงานได้ รวมทั้งนักวิชาการแพทย์ฉุกเฉินด้วยเช่นกันที่ได้ให้ความสำคัญกับมูลนิธิ ฯ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต่าง ๆ ที่จะต้องปฏิบัติงานกันในอนาคตกับทางฝ่ายบริหาร และศูนย์สั่งการต่าง ๆ ซึ่งจะต้องมาพัฒนาร่วมกัน
นาย สุเทพ ยังกล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องดังกล่าว ยังจะมีการนำมาหารือร่วมกันระหว่างภาคีเครือข่ายที่ไม่แสวงหากำไร และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ ทั่วประเทศ ที่กระทรวงสาธารณะสุข ดังนั้นเรื่องนี้ตนเองอยากวิงวอนไปยังนักวิชาการ ท่านผู้ที่ความรู้ ด้านการแพทย์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะตามศูนย์สั่งการต่าง ๆ อยากให้มาเสนอความคิดเห็นร่วมกัน ว่าจะทำอย่างไรโดยขอให้ทางมูลนิธิ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ได้มีส่วนร่วมในการบริการพี่น้องประชาชน โดยอยากให้มีการเปิดช่องทางให้กับอาสาสมัครกู้ชีพ กู้ภัย เอฟอาร์ อีอาร์ ได้เพิ่มความรู้ขึ้นมา ในระดับ อีเอ็มทีบี หรือ ระดับ อีเอ็มอาร์ ทั่วประเทศ เพราะว่าในขณะนี้มีบุคลากร อีเอ็มอาร์ ยังมีไม่มากพอ ดังนั้นจึงอยากให้มีการผลักดันตรงนี้ เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จในการพัฒนาระบบ กู้ชีพ กู้ภัย ของเมืองไทยต่อไป นาย สุเทพ กล่าว ฯ
ภาพ/ข่าว ไพฑูรย์ ดาบพิมาย ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.นครราชสีมา
