- 19 มี.ค. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
จากกรณีที่สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช นำโดยนายยุทธนา แต่งวงศ์ นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราชนายไพฑูรย์ อินทศิลา ประธานศูนย์ข่าวนคร 24 ชม. นายสิวะ พันธภาค อุปนายกสมาคม ฯ ได้ร่วมกันชมรมออฟโรดจังหวัดนครศรีธรรมราช นำโดย นายวัฒนา สินธะ กรรมการสมาคม และประธานชมรมออฟโรดจังหวัดนครศรีธรรมราช และกลุ่มบริษัทเดอะบีโฮม ออกแบบตกแต่งภายใน และร้านสุขแก้ว ค้าวัสดุก่อสร้าง ได้ร่วมจัดกิจกรรม “คาราวานบุญ” เดินทางเยี่ยมบ้าน น.ส. คนางค์ทิพย์ ทองดี หรือ “น้องมุข” อายุ 15 ปี ที่บ้านเลขที่ 175 หมู่ 6 ต ปากพูน อ เมือง จ นครศรีธรรมราช หนูน้อยยอดกตัญญูที่ปรนนิบัติดูแลแม่ที่เป็นอัมพฤกษ์นาน 8 ปี จนแม่เพิ่งเสียชีวิตเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา โดยน้องมุขต้องการจะเรียนต่อในระดับ ปวช. แต่เนื่องจากฐานะทางครอบครัวยากไร้ แม้แต่บ้านก็ไม่มีบานประตู หน้าต่าง นายวีระ ทองดี อายุ 41 ปี พ่อของน้องมุข จึงขอให้ออกมาทำงานหลักจบ ม. 3 จนกระทั้งสื่อมวลชนนำเสนอเรื่องราวของน้องมุข ทำให้มีผู้ใจบุญยื่นมือเข้ามาช่วยสานฝันน้องมุขให้ได้เรียนต่อและยังช่วยปรับปรุงซ่อมแซมบ้านให้แข็งแรงอีกด้วย ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
(19 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่ายังคงมีผู้ใจบุญโอนเงินเข้ามาช่วยเหลือครอบครับของน้องมุขอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีผู้ใจบุญส่วนหนึ่งนำสิ่งของเข้าไปมอบให้น้องมุขที่บ้านด้วย นอกจากนี้ยังมีผู้ใจบุญแจ้งความประสงค์ของบริจาคอิฐและปูนเพื่อใช้ในการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านให้น้องมุบอีกด้วย และล่าสุดน้องมุขพร้อมนายวีระ ดวงดี ผู้เป็นพ่อได้นำโกศทองเหลืองที่นายจิระศักดิ์ ไชยเสน ช่างภาพ สทท. 11 นครศรีธรรมราช ซื้อมาบริจาคพร้อมห่อเถ้ากระดูกแม่ไปให้เจ้าอาวาสวัดศาลาบางปู ต.ปากพูน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ทำพีทางศาสนาเพื่อบรรจุเถ้ากระดูกลงในโกศนำกลับมาไว้สักการบูชาที่บ้านต่อไป
โดยผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์ น.ส. คนางค์ทิพย์ ทองดี หรือ “น้องมุข” เกี่ยวกับการปรนนิบัติ ดูแลแม่ที่ประสบอุบัติเหตุขนกลายเป็นอัมพฤกษ์-อัมพาตนอนติดเตียง 8 ปี โดยน้องมุขในขณะนั้นอายุแค่ 7-8 ขวบแต่ต้องรับภาระในการปรนนิบัติดูแลแม่มาตลอด กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นและน้ำตาคลอเบ้าว่า การที่ตนได้มีโอกาสทำหน้าที่ปรนนิบัติดูแลแม่มานานถึง 8 ปีเต็ม ๆ ทั้งการเช็ดทำคามสะอาดร่างกายให้แม่ เปลี่ยนแพมเพิส ล้างแผลกดทับพร้อมใส่ยารักษาแผล จนแม่เพิ่งเสียชีวิตเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมาตนรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก อย่างน้อยตนได้ทำหน้าที่ลูกในการแสดงงความกตัญญูกตเวทีต่อแม่ด้วยความตั้งใจและทุ่มเทมาตลอด กลางคืนตนก็จะนอนใต้เตียงแม่เฝ่าดูแลอย่างใกล้ชิด จนแม่เสียชีวิตในที่สุด
“หลังจากแม่เสียชีวิตญาติ ๆ และเพื่อนบ้านไม่ยอมให้ตนนอนที่บ้าน เพราะบ้านไม่มีประตู หน้าต่างเกรงจะเกิดอันตรายกับตนได้ ทั้ง ๆ ที่ตนอยากนอนที่บ้านเพราะรู้สึกว่ามีแม่อยู่ใกล้ ๆ ซึ่งหลังจากนี้มีคุณน้าเริ่มเขตร์ ดวงยิหวา และน้าเอกวุฒิ สุขแก้ว จากบริษัทเดอะบีโฮม และร้านสุขแก้วค้าวัสดุก่อสร้าง ได้นำทีมช่างเข้าสำรวจดูบ้านเพื่อติดตั้งบานประตู หน้าต่าง และจะกั้นห้องให้ตนเป็นการส่วนตัวด้วย ทำให้ตนดีใจมากที่สุดเพราะจะได้กลับมานอนที่บ้านตัวเองอีกครั้ง”
น้องมุข กล่าวถึงการเยจรื่อในระดบ ปวช.ว่า ตอนแรกพ่อบอกว่าเมื่อตนจบ ม. 3 ก็ให้ออกมาหางานทำ แต่ตนอยากเรียนต่อในระดับ ปวช. จึงไปสมัครเรียนในแผนกคอมพิวเตอร์ธุรกิจที่วิทยาลัยสารพัดช่างนครศรีธรรมราช อยู่ห่างจากบ้านประมาณ 10 กม. แต่หลังจากสื่อมวลชนนำเสนอข่าวจนได้รับธารน้ำใจช่วยเหลือเข้ามาจำนวนหนึ่ง โดยมีคนที่ทราบข่าวทางสื่อมวลชนนำหม้อหุงข้าวใหม่มามอบให้ 1 ใบ เงินสด 1,000 บาท และทราบจากสื่อมวลชนว่ามียอดบริจาคผ่านสมาคมสื่อ ฯและชมรมออฟโรดอีกจำนวนหนึ่ง พ่อจึงตกลงให้ตนเรียนต่อในระดับ ปวช.แล้ว โดยตนจะเก็บเงินที่ได้รับบริจาคไว้เป็นทุนการศึกษาและจะใช้จ่ายอย่างประหยัดที่สุด
“ตนสมัครเรียนสาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ เพราะตนชอบเรื่องโปรแกรมเมอร์ แม้ตนจะไม่มีคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเอง แต่ตอนเรียนมัธยมที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ตนให้ความสนใจและพยายามฝึกฝนเรียนรู้จนทางโรงเรียนส่งเป็นตัวเป็นเข้าร่วมแข่งขันทักษะอาชีพหลายครั้ง เมื่อเข้าเรียนในระดับ ปวช.ที่วิทลัยสารพัดช่างนครศรีธรรมราช ตนจะตั้งใจเรียนและฝึกฝนด้านคอมพิวเตอร์เพิ่มเติม ตนจะไม่ทำให้ผู้ใจบุญทุกคนที่ยื่นมือมาช่วยสานฝันตนผิดหวังอย่างแน่นอน” น้องมุขกล่าวยืนยันพร้อมยกมือขึ้นปากน้ำน้ำที่ไหลออกมาด้วยความตื้นตันใจ
ทางด้านนายวีระ ทองดี กล่าวว่า บ้านหลังใหญ่ที่พ่อแม่เคยอยู่อาศัย เป็นบ้านเก่าอายุน่าจะกว่า 50 ปีแล้ว ในช่วงที่ภรรยาของตนเป็นอัมพาเมื่อ 8 ปีก่อนตนต้องนำภรรยาไปรักษาตัวที่ที่ รพ.รัฐและแพทย์แผนไทยอย่างต่อเนื่อง จึงไม่ได้ทำงานหารายได้เลย เงินที่เก็บออมไว้ถูกนำออกมาใช้จ่ายจนหมด บ้านที่ตนเอาไปค้ำประกันเงินกู้ธนาคารก็ถูกยึดขายทอดตลาด ยังดีที่พี่สาวไปไถ่คืนมาให้และให้ตนอยู่อาศัยกับน้องมุขบุตรสาว แต่ก็ไม่มีปัญญาปรับปรุงซ่อมแซมจนบ้านชำรุด ทรุดโทรม ผุพังเหลือเฉพาะส่วนตรงกลางที่พอจะอยู่อาศัยได้ โดยในช่วง 3-4 ปีหลังที่ผ่านน้องมุข เริ่มโตเป็นสาวและรับภาระปรนนิบัติดูแลแม่ ตนก็พอมีเวลาไปทำงานหารายได้บ้าง จนภรรยามาเสียชีวิตไปเมื่อ 2 เดือนเศษที่ผ่านมา
“ผมไม่รู้จะขอบคุณทีมคุณผู้ใจบุญที่ยื่นมือเข้ามาช่วยสานฝันน้องมุขและช่วยเหลือปรุงปรุงซ่อมแซมบ้านให้ตน ซึ่งหลังจากที่ทีมปรับปรุงบ้านเข้ามาสำรวจตรวจสอบเพื่อดูว่าจะต้องปรับปรุงในส่วนไหนบ้าง โดยสรุปว่าจะมีการติดตั้งบานประตู หน้าต่าง รื้อโครงหลังคาที่ทำด้วยไม้และถูกปลวกกัดกินจนจะพังมิพังแหล่เพื่อเปลี่ยนมาเป็นโครงเหล็ก นอกจากนี้ทางงทีมช่างเขาจะสร้างห้องน้ำให้ใหม่อีก 1 ห้องและกั้นห้องส่วนตัวให้น้องมุข บุตรสาวด้วย โดยจะมีการนัดหมายวันที่ทีมช่างจะเข้ามาดำเนินการที่แน่ชัดอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งนัดกันวันไหนตนจะขอแรงเพื่อนบ้านมาช่วยรื้อหลังคาออกล่วงหน้าก่อน 1-2 วัน และจะช่วยในการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านอย่างเต็มที่ ตนต้องกราบขอบคุณทีมงานเกะบีโฮมและร้านสุขแก้ววัสดุก่อสร้างเป็นอย่างมาก ตนไม่คิดเลยว่าในสังคมไทยจะมีคนร้านค้าที่มีจิตใจเอื้ออารีย์กับผู้ยากไร้อย่างนี้ ตนขอยืนยันว่าตนจะตั้งตนเป็นคนดีและช่วยเหลือสังคมเท่าที่จะช่วยได้ตลอดไป” นายวีระ กล่าวหนักแน่นในที่สุด.
ภาพ/ศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช
ข่าว ยุทธนะ เตมะศิริ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.นครศรีธรรมราช
