- 20 มี.ค. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
(20 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวานนี้ (19 มี.ค.) วันแรกที่นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช มีนโยบายและคำสั่งให้ทุกอำเภอกวาดล้างตัดโค่นทำลายต้นพืชกระท่อม ส่งผลกระทบแก่ประชาชนที่บริโภคกระท่อมตามวิถีโบราณเป็นอย่างมาก โดยที่หน้าที่ว่าการอำเภอจุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช ได้มีประชาชนในพื้นที่ อ.จุฬาภรณ์ ประมาณ 250 คน ได้รวมตัวกันเพื่อคัดค้านการคำสั่งจังหวัดนครศรีธรรมราชให้ตัดโค่นต้นพืชกระท่อมในพื้นที่ เพราะเห็นว่าเป็นการกระทำที่กระทบวิถีชีวิตภายในชุมชน จึงได้รวมตัวกันเพื่อยื่นหนังสือให้ยุติการโค่นทำลาย โดยมีนายลิขิต เทพราช และนายสวาส ชุศาลา อดีตผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย เป็นตัวแทนเข้ายื่นหนังสือ โดยมีนายสินทร ดาวกระจาย ปลัดอาวุโส เป็นผู้รับหนังสือ และพูดคุณกับตัวแทนทั้ง 2 คน เนื่องจาก นายอำเภอจุฬาภรณ์ ไม่อยู่ ซึ่งนายสินทร ดาวกระจาย รับปากว่าจะนำเรื่องนี้นำเรียนให้นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชต่อไป
และในเบื้องต้นทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะยุติการตัดโค่นต้นพืชกระท่อมเอาไว้ชั่วคราว เพื่อเสนอเรื่องให้ทางจังหวัดพิจารณาในข้อเรียกร้อง โดยผู้ชุมนุมจาก 250 คน ได้ร่วมลงลายมือในเอกสารเรียกร้องให้ยุติการโค่นทำลายจำนวน 130 และได้สลายการชุมนุมเมื่อเวลา 11.30 น. โดยกลุ่มชาวบ้านจะนัดรวมพลังชุมนุมเรียกร้องครั้งใหญ่ ณ.อ่าวศรีเมือง ในเร็ว ๆ นี้เพื่อต่อต้านนโยบายการตัดโค่นพืชกระท่อมของจังหัดนครศรีธรรมราช โดยแกนนำจะแจ้งวัน เวลาให้ทราบอีกครั้ง
ทั้งนี้แกนนำกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าพืชกระท่อมมีสารพคุณทางยาสมุนไพร รักษาโรคความดันโลหิตสูง โรคกระเพาะ โรคเบาหวาน และอื่น ๆ หลายโรคซึ่งประชาชนนิยมบริโภคต่อเนื่องมาตั้งแต่ครั้งโบราณ ในปัจจุบันหลายประเทศทั้งในยุโรปและเอเซียได้สนับสนุนให้ประชาชนปลูกพืชกระท่อมในเชิงเศรษฐกิจเพื่อรับประทานตามวิถีชีวิต แต่เมืองไทยกลับถูกบัญญัติให้เป็นยาเสพติดประเภทที่ 5 และหลายรัฐบาลสั่งทำสงครามกัลป์พืชกระท่อม มีการตัดโค่นทั่วประเทศในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาไปแล้วหลายแสนต้น เฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราชไม่ต่ำกว่า 50,000 ต้น ทำลายระบบนิเวศอย่างรุนแรง เพราะพืชกระท่อมเป็นต้นไม้เศรษฐกิจชนิดหนึ่ง และเปิดโอกาสให้มีการลักลอบนำพื้นกระท่อมจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทยในราคาที่แพงกว่าปกติหลายสิบเท่า จากเดิมที่พืชกระท่อมขายกันกำละ(40 ใบ) เกิน 20 บาท ในปัจจุบันกำละ 100-150 บาท
“การทำสงครามกับพืชกระท่อมไม่ใช่เป็นปัญหาสำคัญเร่งด่วนที่หน่วยงานรัฐจะต้องรีบเร่งกำจัดให้หมดไปจากสังคม ในขณะที่ยังมีปัญหารุนแรงในสังคมมากมายที่รอการแก้ไขแต่กลับไม่ไม่ไดรับความสนใจดำเนินการ ยาเสพติดร้ายแรงอื่น ๆ ยาบ้า ยาไอซ์ แพร่ระบาดส่งผลร้ายต่อสังคมไทยอย่างหนัก รัฐบาลไม่มีปัญหาควบคุมป้องกันปล่อยให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อมาตลอด ที่สำคัญการทำสงครามตัดโค่นพืชกระท่อมเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าของรัฐหากิน หาผลประโยชน์บนความเดือดร้อนของประชาชน
แกนนำต่อต้านการโค่นพืชกระท่อม กล่าวอีกว่า คนกินพืชกระท่อมสร้างความเสียหายส่งผลกระทบกับสังคมตรงไหน และการที่อ้างว่าเด็กวัยรุ่นนำไปแปรรูปเป็นยาเสพติด 4X100 ก็ควรแยกแยะและมุ่งป้องกันปราบปรามในว่อนของการนำไปแปรรูป ไม่เหมารวมตัดโค่นส่งเดชส่งผลกระทบกับวิถีความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างนี้ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลนี้ปลดพืชกระท่อมออกจาก พ.ร.บ.ยาเสพติดเสียที และให้บัญญัติการนำไปแปรรูปโดยใส่ส่วนผมต่าง ๆ เกินจากน้ำเปล่าเป็นยาเสพติดประเภทที่ 1ไปเลยก็ได้ ปัญหาการอ้างเพื่อตัดโค่นพืชกระท่อมจะได้จบ ๆ ไปเสียทีเจ้าหน้าที่รัฐจะได้มีเวลาในการแก้ปัญหาอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบกับชาวบ้านให้เต็มที่จะดีกว่า เพราะบอกตรง ๆ ชาวบ้านกำลังเดือดร้อนจากปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรจนทะยอยผูกคอตายไปหลายคนแล้ว” แกนนำกล่าวยืนยัน
ผู้สื่อข่ัวรายงานว่าตลอดระยะเวลาช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา แต่ละอำเภอในจังหวัดนครศรีธรรมราช นายอำเภอ เจ้าหนี่ฝ่ายปกครอง อส. และกำนันผู้ใหญ่บ้านได้ลงพื้นที่ตัดโค่นต้นพืชกระท่อมอย่างต่อเนื่อง สร้างความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ล่าสุด นายสมกิจ เกศนาคินทร์ นายอำเภอพระพรหม ได้รายงานให้จังหวัดนครศรีธรรมราชทราบว่าได้สั่งการให้นายวิฑูรย์ ราชรักษ์ ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ สมาชิก อส. ผรส.และชุด ฉก.พระราม ลงพื้นที่ตามแผนปฏิบัติการฯ ตามนโยบายของจังหวัดนครศรีธรรมราช ตัดทำลายพืชกระท่อม หมู่ 3 ต.ท้ายสำเภา อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช และควบคุมชาวบ้านซึ่งตกเป็นผู้ต้องหามีประเภทที่ 5(พืชกระท่อม) ไว้ในครอบครอง 1 คน. ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.
ภาพ/กลุ่มไลน์ น.ส.พ.เซาท์เทิร์นโฟสต์/นายอำเภอพระพรหม จ.นครศรีธรรมราช
ข่าว ยุทธนะ เตมะศิริ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.นครศรีธรรมราช
