- 03 เม.ย. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 3 เม.ย.61 ที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กสอ. เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร นายเบญจพงษ์ โล่ห์ชิตกุล นายกสมาคมเหล็กลวด นายสุนทร กระตุฤกษ์ อุปนายกสมาคมผู้ผลิตลวดเหล็กแรงดึงสูง นายพันธนวุฒิ ถิ่นคำแบ่ง เลขาธิการสมาคมการค้าผู้ผลิตหลังคา เหล็กไทย และผู้ประกอบการเหล็กลวดหลังคา อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศที่ใช้สินค้าเหล็กเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าต่อเนื่อง ได้ร่วมแถลงคัดค้านการแก้ไข พรบ.ตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนสินค้าต่างประเทศ (Anti-Dumping) เนื่องจาก พรบ. ฉบับใหม่นี้ จะก่อให้เกิดผลเสียอย่างรุนแรงต่อผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) รวมถึงผู้บริโภครับภาระราคาสินค้าที่จะต้องซื้อสินค้าในราคาที่สูงขึ้น หวั่นไทยหลุด supply chain โลก
ด้าน นายเบญจพงษ์ โล่ห์ชิตกุล นายกสมาคมเหล็กลวด กล่าวว่า ทางสมาคมฯ ไม่เห็นด้วย เป็นอย่างยิ่งกับการที่ทางรัฐบาลจะทำการแก้ไข พรบ. การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน ซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ โดยการเพิ่มเติมบทบัญญัติว่าด้วยมาตรการหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้ การทุ่มตลาดหรือการอุดหนุน (Anti-circumvention Measure) เพราะมาตราการดังกล่าวนอกจากจะก่อให้เกิด ความไม่เป็นธรรมทางการค้าแล้วยังส่งผลให้สินค้าอุปโภค บริโภค หลายรายการ ปรับราคาสูงขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันผู้ประกอบการและผู้ผลิตใหญ่ยังมีความจำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบเหล็กจากต่างประเทศ เพราะวัตถุดิบที่ผลิตได้ในประเทศนั้นยังมีปริมาณไม่เพียงพอต่อการใช้งานและคุณภาพก็ยังใช้ไม่ได้ นอกจากนั้นแล้ว พรบ.ฉบับใหม่นี้ ยังให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ในการใช้ดุลยพินิจว่าสินค้าใดเลี่ยงภาษี ซึ่งเจ้าหน้าที่จะสามารถอายัดหรือกักสินค้าเอาไว้เพื่อตรวจสอบได้ และขั้นตอนในการตรวจสอบนั้นก็มักจะยืดเยื้อ และยาวนานซึ่งนั่นก็จะทำให้ต้นทุนของพวกเรายิ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของสินค้าเหล็กลวดคาร์บอนต่ำนั้น จะส่งผลกระทบค่อนข้างมากเนื่องจากเป็นทั้งวัตถุดิบหลักและวัตถุดิบแฝงอยู่ในสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่เครื่องมืออุปกรณ์ทางการเกษตรไปจนถึงชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งนั่นหมายความว่า บรรดาผู้ผลิตรวมถึง แรงงานจำนวนมากจะได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว
ส่วน นายสุนทร กระตุฤกษ์ อุปนายกสมาคมผู้ผลิตลวดเหล็กแรงดึงสูง กล่าวว่า สินค้าเหล็กลวด แรงดึงสูง (High-Carbon) ใช้ในงานก่อสร้างต่าง ๆ ได้แก่ ทางด่วน ถนนมอเตอร์เวย์ ผู้ที่จะได้รับผลกระทบ จากกฎหมายนี้ คือกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง รวมถึงโรงงานเสาเข็ม เสาไฟฟ้า ซึ่งกฎหมายเดิมก็มีช่องทางในการ ดำเนินมาตรการต่างๆ เพียงพออยู่แล้ว ที่จะสามารถสกัดกั้นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีน แต่เนื่องด้วยกรมการค้าต่างประเทศมองว่า กฎหมายนี้ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ จึงมีการแก้กฎมายเพิ่ม ในเรื่องของสินค้าหลบเลี่ยง หากเจ้าหน้าที่ใช้ดุจพินิจว่าสินค้านี้เหมือนกัน (Like Product) ก็จะทำให้สินค้าเหล็ก ต่อเนื่องทุกชนิดมีราคาสูงขึ้น ทั้งนี้ ความต้องการเหล็กลวดแรงดึงสูงภายในประเทศอยู่ที่ 1.4 ล้านตัน โดยเราได้นำเข้าจากต่างประเทศเป็น 500,000 ตัน เนื่องจากอย่างไรภายในประเทศก็ไม่พอเพียง
ทางด้าน นายพันธนวุฒิ ถิ่นคำแบ่ง เลขาธิการสมาคมการค้าผู้ผลิตหลังคาเหล็กไทย กล่าวว่า กลุ่มผู้ผลิตหลังคาเหล็กไทยจะได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากเราเป็น SMEs ซึ่งโรงรีดที่กระจายตัวอยู่ ทั่วประเทศมีประมาณ 1,300 -1,500 โรงงาน โดยเราได้รับซื้อเหล็กจากต่างประเทศที่มีคุณภาพดี ราคาถูก แต่ว่าทางรัฐบาลได้แก้ไขกฎหมายที่ส่งผลกระทบโดยตรง ซึ่งสินค้าที่ถูกใช้มาตรการ AD จะนำเข้ามาได้จากจีน เกาหลีใต้ และใต้หวัน ประเทศละ 1 บริษัท ส่วนเวียดนามได้ออกไปแล้วในวันที่ 22 มี.ค. 2561 ที่ผ่านมา โดยเข้ามาได้เพียง 2 บริษัท ดังนั้น สิ่งที่กระทบต่อผู้บริโภคอย่างแรกคือเรื่องของราคา รวมถึงสินค้าที่ลดน้อยลง ไปจากตลาดมากกว่าครึ่งหนึ่ง ผู้ประกอบการจะได้รับผลกระทบในเรื่องนี้อย่างแน่นอน อันเนื่องมาจากว่าสินค้า ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศนั้น จะไม่เพียงพอแก่การใช้งาน และส่งผลกระทบที่มีราคาที่สูงขึ้นอย่างมาก
จึงขอความเห็นใจไปยังภาครัฐให้ทบทวนว่า มาตรการที่จะออกมานี้ คือ Anti-circumvention จะทำให้ผู้ประกอบการ SMEs จะขาดวัตถุดิบที่จะนำมาผลิต และประชาชนจะต้องซื้อสินค้าที่แพงขึ้น อย่างแน่นอน.
ภาพ/ข่าว : ธัชนนท์ พิริยะกุลชัย ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.ปทุมธานี
