- 19 เม.ย. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
กรณีเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ย้อนหลังกลับไปเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2558 จังหวัดระนองมีข่าวการฆาตกรรมน้องแอปเปิ้ลหรือนางสาวอรวี สำเภาทอง นักเรียนชั้น ม.6 วัย 17 ปี ซึ่งได้สร้างความสะเทือนใจให้กับชาวระนองเป็นอย่างมาก เพราะเธอถูกดักทำร้ายถูกแทงด้วยของมีคมกว่า 17 แผล จนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ บริเวณทางเปลี่ยวซอยทางเข้าสำนักสงฆ์สะพานปลา ม5 ต.บางริ้น อ.เมือง จ.ระนอง ซึ่งห่างจากบ้านเพื่อนของน้องแอปเปิ้ลแค่เพียง 100 เมตร โดยคืนที่เกิดเหตุน้องแอปเปิ้ลได้นัดหมายที่จะไปพบเพื่อนสาวคนหนึ่งกันที่อยู่บริเวณกลางซอยใกล้จุดเกิดเหตุ แต่มาโดนดักทำร้ายจนเสียชีวิตระหว่างทาง โดยขณะนั้นเจ้าหน้าที่ได้พุ่งเป้าไปที่คนงานเมียนมาที่พักอาศัยบริเวณใกล้จุดเกิดเหตุ จนในที่สุดเจ้าหน้าที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุและพยานแวดล้อมต่างๆ พบผู้ต้องสงสัยเป็นชาวเมียนมา จำนวน 4 คนประกอบด้วย นายโม่ซินอ่าว อายุ 19 ปี นายจอโซวิน อายุ 18 ปี นายเมาเซ้น หรือ ไซกะเดา อาย 20 ปี และนายซอเล หรือเวแล้ อาย 25 ปี ภายหลังเจ้าหน้าที่นำตัวมาทำการสอบสวนนายซอเลและนายโมซินอ่าวให้การรับสภาพว่าเป็นผู้ฆ่าน้องแอปเปิ้ล สาเหตุจากโกรธแค้นที่โดนผู้ตายด่าทอขณะเดินผ่านบริเวณหน้าสำนักสงฆ์สะพานปลา เนื่องจากพวกตนได้แซวเล่นตามประสาผู้ชาย แต่กลับโดนน้องแอปเปิ้ลด่ากลับ จึงโกรธแค้นและร่วมกันก่อเหตุดังกล่าว
ซึ่งในวันนี้(19 เม.ย. 61) เวลา 10.00น. ศาลจังหวัดระนอง และ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระนอง ได้นัดอ่านคำพิพากษาคดีดังกล่าวอีกครั้ง หลังจากได้เลื่อนอ่านคำพิพากษามาจากวันที่ 29 มีนาคม 2561โดยในวันนี้ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระนอง มีคำพิพากษาจำคุก นายโมซินอ่าว จำเลยที่ 1 ผู้ลงมือแทงน้องแอปเปิ้ล ตัดสินจำคุก 4 ปี พร้อมให้ชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่ง 810,000 บาท และจำคุกนายจอโซวิน ผู้ร่วมทำร้ายเป็นเวลา 2 ปี และให้ชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่ง 270,000 บาท ในส่วนของศาลจังหวัดระนองมีคำพิพากษาจำคุกนายเมาเซ้น หรือเซกะดอ และนายซอเล คนละ 6 ปี ในข้อหาร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย พร้อมให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่ง 570,000 บาท ส่วนนายเมาเซ้น เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ศาลพิจารณาเห็นว่าไม่หลาบจำจึงเพิ่มโทษจำคุกอีก 2 ปี รวมเป็นต้องจำคุก 8 ปี
ด้านนางสาวอรพรรณ สำเภาทอง พี่สาวของน้องแอปเปิ้ล(ผู้ตาย) ได้กล่าวสั้นๆว่า รู้สึกพอใจกับการตัดสินของศาล และขอขอบคุณศาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ให้ความเป็นธรรมกับน้องสาวของตน จนทราบว่าใครคือผู้กระทำความผิดที่แท้จริง และหลังจากนี้คงจะไปทำบุญให้กับน้องสาว ส่วนเรื่องค่าเสียหายทางแพ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้คาดหวังจะได้อะไร
นายรัษฎา มนูรัษฎา กรรมการสิทธิมนุษยชนสภาทนายความ ในฐานะทนายความของจำเลยกล่าวว่า เคารพในคำตัดสินของศาล แต่ไม่เห็นด้วยในหลายประเด็น ทั้งเรื่องของบาดแผลที่ไม่ตรงกับลักษณะมีด รวมถึงมีอีกหลายประเด็นที่ศาลยังไม่ได้หยิบมาพิจารณา ทั้งเรื่องที่จำเลยบอกว่ารับสารภาพเพราะโดนทำร้ายซึ่งมีร่องรอยที่ลำคอเหมือนกัน หรือประเด็นดีเอ็นเอที่ตรวจแล้วไม่พบ รวมไปถึงการมีพยานคนกลางที่พบเห็นจำเลยคนหนึ่งที่แพในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ โดยจะมีการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลทั้ง 4 คนอย่างแน่นอน
ภาพ/ข่าว นิเวศน์ เสระหมาน ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.ระนอง
