- 27 เม.ย. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
เมื่อวันที่ 27 เมษายน ผู้สื่อข่าว จ.อุตรดิตถ์ รายงานว่า ที่บริเวณพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำปาด หมู่ 2 ต.ม่วงเจ็ดต้น อ.บ้านโคก จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งห่างจากด่านภูดู่ประมาณ 5 กิโลเมตรและห่างจากถนนสายภูดู่-บ้านม่วงเจ็ดต้น เข้าไปในซอยประมาณ 500 เมตร ทั้งด้านซ้ายและขวาพบอาคารร้างว่างเปล่าถูกก่อสร้างและไม่ได้ใช้งานมาเป็นเวลานานเกือบ 10 ปี ประกอบด้วย บ้านพักนายอำเภอบ้านโคก บ้านพักปลัดอำเภอ แฟลตอาคารแฝดคู่สูง 3 ชั้นพร้อมดาดฟ้า เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยสำหรับข้าราชการชั้นผู้น้อย มีห้องพักชั้นละ 6 ห้อง รวม 18 ห้องสภาพภายในห้องนอนและห้องน้ำ ทั้งที่บ้านพักนายอำเภอ ปลัดอำเภอและข้าราชการชั้นผู้น้อย ถูกปล่อยให้ผุพัง ตัวอาคารมีน้ำไหลซึมเจิ่งนองพื้นเกือบทุกชั้น มุ้งลวด ฝ้าเพดาน โคมไฟรวมถึงโถส้วมชักโครกภายในห้องน้ำแตกหักพังใช้การไม่ได้ ประตูทางเข้าออกชั้นดาดฟ้าผูพังเสียหาย บันไดทางขึ้นอาคารแต่ละชั้นสกปรกขาดการดูแลรักษาความสะอาด โชคดดีที่บานประตูหน้าต่าง ห้องพัก หลอดไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์ รวมถึงหม้อแปลงไฟฟ้าและตัวควบคุมไฟฟ้าไม่ถูกมือดีลักขโมยเอาไปหรือถูกทำให้ได้รับความเสียหาย
ส่วนพื้นที่ตรงกันข้ามซึ่งเป็นอาคารรักษาความปลอดภัย ห้องวิทยุสื่อสาร ห้องคลังอาวุธ ห้องพักเจ้าหน้าที่ อาคารหอประชุมอำเภอ อาคารเก็บวัสดุ โรงจอดรถและป้อมยาม ถูกปล่อยทิ้งร้างไม่ได้ใช้งานเช่นเดียวกัน อาคารบางแห่งหลังคามุงกระเบื้องแตกหัก ฝ้าเพดานหลุดร่วงหล่นลงมา บานประตูลูกบิดพังจนได้รับความเสียหาย พบเศษกล่องข้าวและขวดเหล้าขวดโซดา ดื่มกินแล้วทิ้งขว้างเอาไว้ให้ดูต่างหน้า ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการปล่อยทิ้งร้างและไม่ได้ใช้งาน ชาวบ้านที่อยู่บริเวณใกล้เคียงเดินผ่านไปมาประจำต่างรู้สึกเสียดายกับเงินภาษาอากรของชาวบ้านที่จ่ายให้กับรัฐและแปลเปลี่ยนเป็นงบประมาณจากภาครัฐลงมาสร้างเป็นอาคารหอประชุม อาคารเก็บวัสดุอุปกรณ์ รวมถึงอาคารที่พักอาศัยให้หน่วยงานราชการในพื้นที่แต่กลับไม่ได้ใช้ประโยชน์
นายมเหศวร สมบานใจ อายุ 45 ปี ชาวบ้านม่วงเจ็ดต้น กล่าวว่า ทางจังหวัดได้จัดสรรงบประมาณเพื่อก่อสร้างสำนักงานที่ว่าการอำเภอบ้านโคกหลังใหม่ ใกล้กับจุดผ่านแดนช่องภูดู่เพื่อหวังพัฒนาจุดนี้ให้มีความเจริญก้าวหน้าในอนาคต แต่ชาวบ้านตัวอำเภอบ้านโคกคัดค้านไม่ให้มีการย้ายตัวอำเภอบ้านโคกมาอยู่ที่หลังใหม่ เพราะต้องเดินทางไกลแถมอยู่ห่างไกลความเจริญ
ต่อมามีการสร้างบ้านพักนายอำเภอบ้านพักปลัดอำเภอและแฟตอาคารคู่พร้อมห้องพักเพื่อให้ข้าราชการเข้าอยู่อาศัย รวมถึงอาคารหอประชุมและโรงเก็บวัสดุแต่ไม่ได้ถูกใช้งานหลังก่อสร้างเสร็จ จะมีก็เพียงแต่อาคารสำนักงานที่ว่าการอำเภอบ้านโคก ถูกปรับสภาพให้เป็นสำนักงาน อบต.ม่วงเจ็ดต้น เพื่อบริการให้กับชาวบ้านแทน รู้สึกเสียดายที่อาคารบ้านพักพร้อมอาคารอื่น ถูกก่อสร้างมานานถึง 6-7 ปีแล้วแต่ไม่ได้ถูกใช้งาน
ด้าน นายเสฐียรพงศ์ มากศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า ช่วงสมัยนายปรีชา บุตรศรี อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ มีโครงการพัฒนาจุดผ่อนปรนช่องภูดู่ หมู่ 2 บ้านม่วงเจ็ดต้น ให้เป็นจุดผ่านแดนถาวร ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อส่งเสริมการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อปี พ.ศ.2547 -2557 แบ่งงานก่อสร้างออกเป็น 3 ระยะ ใช้งบประมาณแผ่นดินไปแล้วกว่า 103,700,000 บาท ระยะที่ 1 ตามสัญญาแรกปี พ.ศ.2548-2549 อาทิ ด่านการค้าชาย แดนช่องภูดู่ด่านกักสัตว์ พร้อมอาคารศูนย์ราชการอำเภอบ้านโคก ด้วยงบประมาณกว่า 36 ล้านบาท เป็นงบจังหวัด สิ่งก่อสร้างมีทั้งที่ใช้งานและไม่ได้ใช้งาน โดยเฉพาะศูนย์ราชการอำเภอบ้านโคก เนื่องจากชาวบ้านคัดค้านไม่ให้ย้ายที่ว่าการอำเภอบ้านโคกจากจุดเดิมมาอยู่ที่นี่ เนื่องจากไกลจากจุดเดิมด้วยระยะทางหลายกิโลการเดินทางลำบาก จึงถูกปล่อยทิ้งร้าง และมีการก่อสร้างงานระยะที่ 2 ตามสัญญาที่ 2 ในปี พ.ศ. 2553-2554 ประกอบด้วยกลุ่มอาคารราชการอำเภอบ้านโคก อาทิ บ้านพักนายอำเภอ บ้านพักปลัดอำเภอ อาคารที่พักข้าราชการแฟต 3 ชั้น หอประชุมและโรงเก็บวัสดุ รวมถึงตัวตลาดการค้าชายแดนช่องภูดู่ ใช้งบประมาณ 41 ล้านบาท เป็นงบกลุ่มจังหวัด ตัวตลาดมีการใช้งาน แต่ตัวบ้านพักและอื่นๆไม่ได้ถูกใช้งาน รวมงบประมาณตามสัญญาที่ 1 และ 2 ถูกใช้ลงไปรวมประมาณ 77 ล้านบาท
ต่อมา ทางสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ภาค 9 (จ.ลำปาง) เข้าทำการตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีการใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะตัวอาคารสำนักงานที่ว่าการอำเภอบ้านโคกหลังใหม่ทางจังหวัด จึงอนุญาตให้สำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)ม่วงเจ็ดต้น เข้าทำประโยชน์ แต่ อบต.ใช้ประโยชน์เฉพาะอาคารสำนักงานที่ว่าการอำเภอหลังใหม่ ส่วนบ้านพัก หอประชุมพร้อมวัสดุอุปกรณ์อื่นไม่ได้ใช้งาน จนเกิดความเสียหายหลายอย่างตามมา
ปัญหาตอนนี้ที่เกิดขึ้นคือ สตง.มีหนังสือทวงถามเกี่ยวกับส่วนที่เกิดความเสียหายจากการใช้งบประมาณ 41 ล้านบาทว่า ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างไร ทั้งการสอบหาผู้รับผิดทางแพ่ง อาญาและวินัย ครั้งที่แล้วได้ตั้งคณะกรรมการสอบละเมิดทางแพ่งเอาไว้ ส่วนวินัยผู้กระทำความผิดเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย ภูดู่เป็นเรื่องเก่าที่มีมานานตั้งแต่สมัย นายปรีชา บุตรศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ ดำรงตำแหน่งปี พ.ศ.2547-2553 รวม 7 อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดที่เกี่ยวข้อง เรื่องนี้ไม่รู้สึกหนักใจ เป็นเรื่องเก่าที่ต้องทำให้เสร็จเรียบร้อย หากดำเนินการเสร็จผู้ว่าราชการจังหวัดทุกคนจะสบายใจนอนตาหลับ เพราะสตง.ชี้มูลออกมาแล้ว หากไม่สอบอีกกี่ปีถึงจะเสร็จ เสร็จไวทุกคนจะดีใจ การสอบก็ต้องว่ากันตามข้อเท็จจริง การสอบวินัยคงพ้นระยะเวลาไปแล้ว งบประมาณที่ลงในพื้นที่ภูดู่ ส่วนหนึ่งเป็นงบพัฒนาจังหวัดเป็นอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ตั้งกรรมการ ส่วนหนึ่งเป็นงบกลุ่มจังหวัด
ซึ่งจะต้องส่งมอบให้ทางจังหวัดพิษณุโลกเป็นผู้ดำเนินการออกคำสั่งตั้งกรรมการ
ล่าสุด ทางกระทรวงมหาดไทย สั่งให้มีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง เรื่องดังกล่าวมีมูลความเป็นมาอย่างไร คดีอาญากำลังหารือกับส่วนกลางกรณีการก่อสร้างแล้วไม่ได้รับอนุญาตหรือสร้างก่อนโดยไม่ได้รับอนุญาต ความผิดทางอาญาทางจังหวัดจะต้องดำเนินการอย่างไร ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ กระทรวงทรัพย์เป็นผู้ได้รับความเสียหายหรือกรมป่าไม้เป็นผู้ได้รับความเสียหายอยู่ระหว่างการหารือ เรื่องละเมิดมีการตั้งกรรมการแล้ว ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน มีส่วนไหนที่เข้าละเมิดที่จะต้องชดใช้เป็นเงินบ้าง โดยมีนายสุมิตร เกิดกล่ำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นประธานกรรมการในการสอบสวนหาข้อเท็จจริงและเอาผิดทางวินัย คลังจังหวัด ท้องถิ่นจังหวัด โยธาธิการจังหวัดร่วมเป็นกรรมการสอบ
ทั้งนี้ กำลังหารือกับทางสำนักงบประมาณว่า กรณีที่ทางจังหวัดอุตรดิตถ์มีการสอบละเมิดยังไม่แล้วเสร็จ จังหวัดสามารถตั้งงบประมาณซ่อมแซมได้ไหมจากการปล่อยปะละเลยไม่เข้าไปใช้งาน หากซ่อมแซมได้ก็สามารถใช้ประโยชน์จากจุดนี้ได้ หากไม่ได้ความเสียหายเพิ่มอีกเท่าไหร่ เบื้องต้นตรวจสอบแล้ว ซ่อม แซมจะต้องใช้เงินกว่า 10 ล้านบาท โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิศวกรของโยธาธิการจังหวัดอุตรดิตถ์เป็นผู้ตรวจสอบมา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ 7 คน ที่คาดว่าถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนเกี่ยวกับการใช้งบประมาณและไม่ใช้อาคารสถานที่ก่อสร้างด้วยงบประมาณดังกล่าวหลังจากสร้างเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จนเป็นเหตุให้ สตง.ภาค 9 ชี้มูลว่า งบประมาณดังกล่าวทำให้รัฐได้รับความเสียหาย และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ปัจจุบัน ดำเนินการสอบหาผู้รับผิดทั้งทางแพ่ง อาญาและวินัยประกอบด้วย นายปรีชา บุตรศรี, ร.ต.ท.อุปฤทธิ์ ศรีจันทร์, นายสมบูรณ์ ศรีพัฒนาวัฒน์, นายธวัชชัย ฟักอังกูร, นายโยธินศร์ สมุทร์คีรีจ์,นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน และ นายชัช กิตตินภดล
ภาพ/ข่าว สมภพ สินพิพัฒนฤดี ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จังหวัดอุตรดิตถ์
