- 30 เม.ย. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
ราษฎร 13 หมู่บ้าน พร้อมใจแต่งซิ่นตีนจก ผ้าทอพื้นเมือง สืบทอดประเพณี "แห่น้ำขึ้นโฮง" ย้อนอดีต 1,048 ปี ถวาย "เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร" ปฐมกษัตริย์ แห่งเมืองลับแล น้อมรำลึกถึงคุณงามความดี ทรงสร้างบ้านแปลงเมืองให้ลูกหลานอยู่เย็นเป็นสุข ขอฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ ค้าขายกำไรงาม
เมื่อวันที่ 27 เมษายน 61 ที่บริเวณอนุสาวรีย์ เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร หมู่ 7 บ้านท้องลับแล ต.ฝายหลวง อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ นายชัยศิริ ศุภรักษ์จินดา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)อุตรดิตถ์ เป็นประธานในพิธีลั่นฆ้องชัยและพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณอนุสาวรีย์เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร ปฐมกษัตริย์ผู้ปกครองเมืองลับแล ในงานประเพณีแห่น้ำขึ้นโฮง (ขึ้นโรง) สักการะ เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร ด้วยผลไม้ อาหารหวานคาว หมาก พลู บุหรี่ ผ้าสามสี พวงมาลัยเจ็ดสียาว 7 ศอก และ เครื่องบายศรีปากชาม เครื่องบายศรี 7 ชั้น 9 ชั้น เพื่อเป็นการกตัญญูกตเวทีและร่วมน้อมรำลึกถึงคุณงามความดีของพระองค์ที่ปกครองให้ชาวเมืองลับแลได้อยู่เย็นเป็นสุข และสืบทอดลูกหลานมาถึงทุกวันนี้ พร้อมขอให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล พืชผลทางการเกษตรและพืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์เจริญงอกงามดี ทำมาค้าขายคล่องตัวและผลผลิตได้ราคาดี สิ่งที่สำคัญเป็นการกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีคุณกับชาวลับแล โดยมีนายธาตรี บุญมาก นายอำเภอลับแล พร้อมด้วยนายชูชาติ จันทร์วัฒนพงษ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)ฝายหลวง ร่วมทำพิธีบวงสรวงอนุสาวรีย์เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร ปฐมกษัตริย์เมืองลับแล ในครั้งนี้ด้วย
ทั้งนี้ ชาวสวนผู้ปลูกทุเรียนพันธุ์หลง-หลินลับแล ลางสาด ลองกอง ผลไม้สร้างชื่อให้กับอำเภอลับแลและจังหวัดอุตรดิตถ์ จาก 13 หมู่บ้าน พร้อมใจกันแต่งกายด้วยผ้าทอพื้นเมืองและผ้าซิ่นตีนจกที่ชาวลับแลสร้างทอมาด้วยมือ ร่วมเดินโชว์ในขบวนแห่พร้อมกันทั้งชาย-หญิง ด้วยการนำน้ำศักดิ์สิทธิ์จากบ่อน้ำทิพย์เวียงเจ้าเงาะ ต.ทุ่งยั้ง ซึ่งเป็นน้ำจากแหล่งธรรม ชาติ นำมาโรยด้วยดอกไม้ผสมน้ำอบน้ำหอมใส่หาบเดิน โดยมีนางรำ นางหาบนน้ำอบน้ำหอมเดินร่วมกับขบวนแห่เครื่องบวงสรวงสักการะประกอบด้วย ขบวนเครื่องบายศรี ขบวนต้นผึ้ง ขบวนต้นดอก ขบวนธงหรือตุงแบบล้านนา ขบวนพืชพันธุ์ธัญญาหารนานาชนิด เช่น ผักสวนครัว ผักริมรั้ว หอมแดง กระเทียมนำมาถวาย นางรำ รำบวงสรวง นางหาบนำน้ำอบน้ำหอมน้ำศักสิทธิ์เทรวมในตุ่มน้ำถวายสักการะดวงวิญญาณ เพื่อให้ผู้มาร่วมงานได้ทำพิธีสรงน้ำองค์อนุสาวรีย์เจ้าฟ้าฮ่ามกุมารด้วยกัน
สำหรับประเพณีแห่น้ำขึ้นโฮง มีขึ้นตั้งแต่สมัยเจ้าฟ้าฮ่ามขึ้นปกครองเมืองลับแล และเป็นประเพณีที่สืบเนื่องทำต่อกันมานานกว่า 1,000 ปี หลังเจ้าฟ้าฮ่าม ปฐมกษัตริย์ ผู้ปกครองเมืองลับแล ได้เสด็จสวรรคต ชาวลับแลได้ร่วมกันจัดสร้างอนุสาวรีย์ขึ้นมาแทนหุ่นปั้นเดิม เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ.2526 โดยนายชัยศิริ นายก อบจ.อุตรดิตถ์ นำพวงมาลัย 7 สียาว 7 ศอก ถวายคล้องที่องค์อนุสาวรีย์ พร้อมนำผ้าสามสีพันรอบเอว และพวงมาลัยสดคล้องที่ดาบประจำตัวพระองค์ จากนั้นนำน้ำศักสิทธิ์สรงลงที่อนุสาวรีย์ เป็นการเสร็จสิ้นพิธีแห่น้ำขึ้นโฮงในครั้งนี้
"เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร" ทรงเป็นพระราชบุตรใน "พระเจ้าเรืองไทธิราช" กษัตริย์ราชวงศ์สิงหนวัติ แห่งอาณาจักรโยนกเชียงแสน ปัจจุบันคืออำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย พระองค์ได้รับโปรดเกล้าฯ จากพระราชบิดาให้มาปกครองนครลับแล ซึ่งถือว่าเป็นเมืองชายแดนของอาณาจักรโยนกนาคนครเชียงแสนเมื่อปี พ.ศ. 1513 หรือเมื่อ 1,048 ปีที่ผ่านมา เพื่อป้องกันภัยจากการรุกรานของกำโพชนคร (ขอม) และ พม่า โดยเข้ามาสร้างบ้านแปลงเมือง ชุมชนเล็กๆ 70 ครอบครัว
พระองค์ทรงเป็น "ปฐมกษัตริย์" แห่งนครลับแล อภิเษกสมรสกับนางสุมาลี บุตรสาวของหนานคำลือ เเละ นางสุมาลา บุตรสาวของหนานคำเเสน ผู้นำในการพาชาวบ้านจากเมืองเชียงเเสน ลงมาร่วมสร้างบ้านเเปลงเมืองในบริเวณที่เป็นเมืองลับเเลในปัจจุบัน หนานคำลือได้รับการแต่งตั้งเป็น "เจ้าแคว้น" (เทียบเท่ากับกำนัน) และหนานคำแสนได้รับการแต่งตั้งเป็น "เจ้าหลัก" (เทียบเท่ากับผู้ใหญ่บ้าน) ให้ทั้งสองคนได้ปกครองดูแลลูกบ้าน
"เจ้าฟ้าฮ่าม" ทรงปกครองบ้านเมืองด้วยความสงบสุข โดยไม่มีเหตุภัยใดเข้ามารุกรานอีก พืชผลธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ดี ชาวบ้านอยู่ร่วมกันอย่างมีความผาสุกตลอดระยะเวลาที่พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ปกครองเมืองลับแล จนพระองค์ทรงชราภาพและทรงสวรรคตในเวลาต่อมา ยังความเศร้าโศกเสียใจต่อราษฎรของพระองค์อย่างมาก หลังเสร็จสิ้นงานพระบรมศพ จึงพร้อมใจกันนำอัฐิของพระองค์ฝังไว้ที่บริเวณม่อนอารักษ์แห่งนี้ เพื่อเป็นที่สักการะและกราบไหว้ สำหรับราษฎรในอดีตจนมาถึงลูกหลานปัจจุบัน พร้อมร่วมใจกันสืบสานงานประเพณีแห่น้ำขึ้นโฮงมาถึงทุกวันนี้
ภาพ/ข่าว สมภพ สินพิพัฒนฤดี ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จังหวัดอุตรดิตถ์
