- 18 พ.ค. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
จากกรณีที่นายจรายพงศ์ ศักดิ์ศรี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ต.สามตำบล อ.จุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช ได้นำชาวบ้านจาก อ.จุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช จำนวนกว่า 30 คน เดินทางเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมและขอความช่วยเหลือจากศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากได้รับความเดือดร้อนจากจากผู้มีอิทธิพลหรือนายทุนเงินกู้นอกระบบ ซึ่งเปิดสำนักงานทนายความ เพื่อให้ประชาชนเชื่อถือ โดยมีทนายความซึ่งเป็นอดีตนายตำรวจและทนายในสังกัดอีกหลายรายร่วมดำเนินการ ฟ้องร้องชาวบ้านเรียกค่าเสียหายทางแพ่งเกินจริง เช่น ชาวบ้านยืมเงินกันแค่ 1,000-2,000 บาท แต่กลุ่มนายทุนกลับรับมอบอำนาจและนำสัญญาเงินกู้ของชาวบ้านมายื่นฟ้องต่อศาลสูงถึงรายละ 1- 3 แสนบาทและหลายรายถูกฟ้องดำเนินคดีอาญาอีกด้วย มีชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่ฐานะยากจนตกเป็นเหยื่อได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส และเข้าร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรม อ.จุฬาภรณ์ ก่อนจะรวบตัวกันเข้าร้องเนียนขอความช่วยเหลือจากสื่อมวลชน แต่ต่อมานายทุนได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนายจรายพงศ์ ศักดิ์ศรี และชาวบ้านรวมอีก 17 คน ที่ร่วมลงชื่อในเอกสารร้องเรียน พร้อมทั้งผู้สื่อข่าว 3 คนประกอบด้วยนายไพฑูรย์ อินทศิลา ประธานศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช และ น.ส.กัญญาณัฐ เพ็ญสวัสดิ์ เลขานุการศูนย์ข่าวนคร 24 ชม. ในข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ บิดเบือนหรือเป็นเท็จโดยการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น โดย ร.ต.อ.เลิศฐพงศ์ คล้ายศรีบุญ พนักงานสอบสวน สภ.จุฬาภรณ์ ได้รับแจ้งความไว้ตามคดีเลขที่ 459/2560 และส่งมีความเห็นสั่งฟ้องพร้อมส่งสำนวยและผู้ต้องถึงอัยการจังหวัดทุ่งสง นครศรีธรรมราช ต่อมานายทุนได้แจ้งความดำเนินคดีกับนายยุทธ เตมะศิริ เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช เพิ่มเติมในข้อหาเดียวกันเพิ่มอีก 1 ราย รวมผู้ต้องหาในคดีทั้งหมด 21 ราย ซึ่งทางอัยการได้นัดส่งผู้ต้องหา 20 รายฟ้องศาลเมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2561 ในขณะที่ผู้สื่อข่าวอีกรายซึ่งถูกแจ้งความล่าสุดสำนวนยังอยู่ในชั้นตำรวจ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
(18 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในเวลา 09.00 น.วานนี้ (17 พ.ค.) นายจรายพงศ์ ศักดิ์ศรี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ต.สามตำบล อ.จุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช จำเลยที่ 1 ได้นัดจำเลยทั้งหมดมาพบที่ร้านข้าวแกง-ก๋วยเตี๋ยว “ป้านิ้ง” ริมถนนเอเชีย 41 เพื่อเตรียมในเรื่องเอกสารหลักฐาน หลักทรัพย์ในการยื่นประกันตัว ซึ่งทางนายศิริชัย เอียดหนักขัน อัยการเจ้าของคดีได้แงให้ทราบว่าจะต้องใช้หลักทรัพย์ในการประกันตัวต่อศาลคนละ 100,000 บาท รวมต้องใช้หลักทรัพย์ถึง 2 ล้านบาท โดยนายจรายพงศ์ ได้นำโฉนดที่ดินของตนเอง ซึ่งประเมินราคาได้ 420,000 บาท พร้อมโฉนดที่ดินของญาติอีก 4 แปลงประเมินราคารวมอีก 6 แสนบาท ซึ่งก็ยังไม่เพียงพอที่จะใช้ในการประกันตัวผู้ต้องหาทั้งหมด บรรยากาศดำเนินไปอย่างเคร่งเครียด โดยจำเลยหลายคนอยู่ในอาหารเครียดอย่างหนัก
อย่างไรก็ตามได้มีนางนิด จินนุคง หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันในนาม “ป้าถิ้ง” อายุ 73 ปี ชาวบ้านใน ต.สามตำบล อ.จุฬาภรณ์ นำโฉนดที่ดินจำนวน 6 แปลงประเมินราคาได้ 1 ล้านบาทมาสมทบในการใช้ประกันตัวผู้ต้องหา เมื่อจัดเตรียมเอกสารหลักฐาน หลักหลักทรัพย์ที่ใช้ประกันตัวได้ครบแล้วทั้งหมดได้ใช้รถยนต์ 3 คัน เป็นรถยนต์เก๋งของนายจรายพงศ์ 1 คัน รถยนต์กระบะของนายปผระสิทธิ์ รกประทุม จำเลยที่ 15 อีก 1 คัน และรถยนต์ของนายไพฑูรย์ อินทศิลา ประธานศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชน จำเลย ที่ 19 ออกเดินทางไปยังสำนักงานอัยการทุ่งสง และศาลจังหวัดทุ่งสง โดยนางนิด หรือป้าถิ้ง และเจ้าของที่ดินรายอื่น ๆ ได้ร่วมเดินทางไปด้วย
เจ้าหน้าที่ตำรวจ รปภ.ศาล ได้ตรวจร่างกายจำเลยทุกคนตามระเบียบ จากนั้นได้นำจำเลยทั้ง 20 คนเข้าไปควบคุมตัวไว้ในห้องควบคุมไต้ถุนศาล โดยแยกห้องควบคุมชาย/หญิง และการดำเนินการตามกระบวนการรวมทั้งการยื่นประกันตัวไม่ทันในช่วงเช้าจึงต้องรอการดำเนินการต่อในช่วงบ่าย ในเวลา 14.00 น. เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวจำเลยทั้ง 20 เข้าสู่ห้องพิจารณาคดีเพื่อฟังคำสั่งศาลผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ โดยจำเลยทั้ง 20 คนให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ศาลท่านได้สอบถามถึงเรื่องหลักทรัพย์ที่ใช้ในการประกันตัวจำเลย 20 คน โดยนายจรายพงศ์ กล่าวชี้แจงต่อศาลว่าได้นำโฉนดที่ดินจำนวน 11 แปลง ทั้งของตัวเองและของญาติ ๆ รวมมูลค่าประเมิน 2 ล้านบาทมายื่นขอประกันตัว
ในขณะที่ศาลได้สอบถามราคาประเมินในส่วนของโฉนดที่ดินของนายจรายพงศ์ ว่าประเมินราคาได้เท่าไหร่ นายจรายพงศ์ กล่าวจอบว่า 420,000 บาท ศาลท่าน ฯจึงแจ้งว่าจะให้ใช้หลักทรัพย์ในการประกันคัวคนละ 20 ,000 บาทเท่านั้นและใช้หลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดินของนายจรายพงศ์ที่ประเมินราคาได้ 420,000 เพียงแปลงเท่าก็ขอ และศาลท่านได้อนุญาตให้ประกันตัวจำพำเลยทั้ง 20 คนและให้ดำเนินการตามระเบียบและขั้นตอนต่อไป โดยจำเลยทั้ง 20 คนที่ได้ฟังคำสั่งศาลต่างดีใจที่ศาลท่านให้ความเมตตาและอนุญาตให้ใช้หลักทรัพย์แค่คนละ 20,000 บาทเท่านั้น และนัดมาศาลเพื่อคุ้มครองสิทธิ์ในวันที่ 1 มิ.ย. 2561 และ 18 มิ.ย. 2561 อย่างไรก็ตามกว่าจะดำเนินการตามกระบวนการและขั้นตอนเสร็จสิ้นใช้เวลากว่า 3 ชม. ก่อนที่ทั้งหมดจะได้รับการประกันตัวออกจากห้องควบคุมในเวลาเกือบ 16.00 น รวมระยะเวลาที่ถูกควบคุมตัวอยู่ไต้ถุนศาลก่อนได้รับการประกันตัวกว่า 5 ชม. หลังจากนั้นจำเลยทั้ง 20 คนได้เดินทางกลับไปยังร้านข้าวแกง-ก๋วยเตี๋ยว ป้านิ่ง ริมถนนเอเชีย 41 อีกครั้ง และนัดพบกันอีกครั้งในเวลา 09.00 น.วันที่ 1 มิ.ย. 2561 เพื่อเดินทางไปยังศาลตามนัด
นางผิน นพสถิต อายุ 67 ปี จำเลยที่ 16 ในคดีนี้กล่าวว่า ในส่วนของตนนั้นก่อนที่จะมีการร้องเรียนขอความเป็นธรรม ตนไม่ได้มีปัญหาเรื่องการหยิบยืมเงินจากฝ่ายโจทก์จนถูกฟ้องทางแพ่งเหมือนจำเลยคนอื่น ๆ แต่เรื่องของตนมีอยู่ว่าลูกชายถูกดำเนินคดีอาญาทางฝ่ายโจทก์ได้เรียกเงินจากตนอ้างว่าวิ่งเต้นคดี จำนวน 50,000 บาท โดยยืนยันว่าจะไม่ติดคุก จะชนะคดีอย่างแน่นอน แต่ตนไม่มีเงินและมีการต่อรองกันเหลือ 20,000 บาท โดยตนได้ไปยืมเงินเพื่อนบ้านมอบให้ฝ่ายโจทก์ไป แต่หลังจากนั้นศาลพิพากษาจำคุกลูกชายตนหลายปี โดยที่ฝ่ายโจทก์ไม่ได้วิ่งเต้นช่วยเหลือใด ๆ ทั้งสิ้น ตนจึงไปท้วงเงินคืนแต่ฝ่ายโจทก์ไม่ยอมคืนอ้างว่าได้จ่ายให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในคดีบุตรชายของตนไปหมดแล้ว ตนจึงร่วมลงชื่อในการร้องเรียนขอความเป็นธรรม จนถูกฝ่ายโจทก์แจ้งความดำเนินคดีในข้อหาหมื่นประมาทโดยการโฆษณาและนำเข้าระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งก็ไม่รู้ว่านำเข้าระบบคอมพิวเตอร์ตรงไหนอย่างไร ตนไม่รู้เรื่องคอมพิวเตอร์แม้แต่โทรศัพท์มือถือก็ใช้ไม่เป็น
ส่วนนายประสิทธิ์ รักประทุม จำเลยที่ 15 กล่าวว่า ตนไม่ได้โดนฝ่ายโจทก์ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งตามที่บรรยายในคำฟ้องว่าจำเลยที่ 1 นำจำเลยที่ 2-18 ไปร้องเรียนจำเลยที่ 19 และ 20 แต่ที่ตนร่วมลงชื่อละเดินทางไปยื่นหนังสือเรียกร้องขอความเป็นธรรมด้วยนั้นเพราะตนไม่ยอมความอยุติธรรมและต้องการไปเป็นเพื่อนนายจรายพงศ์ ดังนั้นตนและนางผิน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการที่โจทก์ฟ้องดำเนินคดีเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง แต่ในบรรยายฟ้องคดีนี้กลับระบุว่าผู้ต้องที่ 2 -18 เป็นกลุ่มคนที่ถูกกโจทก์ฟ้องดำเนินคดีเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง ซึ่งไม่เป็นความจริง เป็นการบรนยายห้องอันเป็นเท็จหรือไม่
ทางด้านนายจรายพงศ์ ศักดิ์ศรี กล่าวว่า ตนเป็นผู้ใหญ่บ้านเมื่อลูกบ้านได้รับความเดือดร้อนไม่เป็นธรรมเพราะมีการยืมเงินกันรายละ 1 พัน 2 พัน หรือ 5 พันแต่โจทก์กลับยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายสูงเกินจริงเป็น 1-3 แสนบาท ลูกบ้านของตนและหมู่บ้านข้างเคียงจึงไม่มีเงินจ่าย ที่สำคัญชาวบ้านใน 2-3 ตำบลโดนกระทำในลักษณะนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งจำนวน 17-18 คนที่ตกเป็นจำเลยในคดีนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ส่วนคนอื่น ๆ ก็ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งเกินจริงก็ยอมจ่ายให้ไปเพราะไม่กล้าเรียกร้องหรือต่อสู้คดี
เรื่องนี้ตนและชาวบ้านทั้งหมดได้เดินทางเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมและขอความช่วยเหลือจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา 2 ครั้ง ต่อมาสำนักปลัดนายกรัฐมนตรีได้ส่งหนังสือตอบรับแจ้งมาถึงตนตามหนังสื่อที่ นร.0105.01/41031 ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งในตอนท้ายของหนังสือระบุว่า สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้ส่งเรื่องดังกล่าวให้กับผู้แปทนกระทรวงยุติธรรมที่ไปร่วมให้บริการรับเรื่องราวร้องทุกข์ ณ.จุดบริการประชาชน 1111 แล้วเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2561 และได้สรุปผลการรับเรื่องร้องทุกข์ กราบเรียนนายกรัฐมนตรีแล้วด้วย ลงชื่อนางมาลินี ภาวิไล ผู้เชี่ยวชาญด้านมวลชนรักษาราชการแทนผู้อำนวยการศูนย์บริการประชาชน ปฏิบัติราชการปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็หมายความเรื่องนี้ผู้หลักผู้ใหญ่โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีทราบเรื่องแล้ว แต่ไม่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือชาวบ้านแม้แต่น้อยใช่หรือไม่
นอกจากนี้ยังร้องเรียนขอความเป็นธรรมจากสภาทนายความแห่งประเทศไทย เพื่อให้ตรวจสอบพฤติกรรมของทนายความที่ฟ้องชาวบ้านทางแพ่งและอาญาต่อเนื่องหลายสิบราย สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านอย่างแสนสาหัส ผิดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของทนายความที่จะต้องใช้ความรู้ทางข้อกฎหมายช่วยเหลือประชาชน ไม่ใช้มากดขี่ ข่มเหง รักแกและเรียกผลประโยชน์กับชาวบ้าน ต่อมาทางสภาทนายความได้ส่งหนังสือที่ มท.001/4815 ลงวันนที่ 30 พฤศจิกายน 2560 ถึงนายเชต ยอดระบำ กำนัน ต.สามตำบล อ.จุฬาภรณ์ แจ้งผลการติดตามการขอความช่วยเหลือ ฯ โดยระบุว่าได้สั่งการและมออบหมายให้นายสุภัทร คเชนทร์ ประธานสภาทนายคามจังหวัดนครศรีธรรมราช ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ลงชื่อนางอังอร ประทุมวัน หัวหน้าฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย สภาทนายความ ซึ่งตนพร้อมชาวบ้านได้เดินทางไปติดต่อกับนายสุภัทร คเชนทร์ ประธานสภาทนายความจังหวัดนครศรีธรรมราช ก็ได้รับคำตอบว่าทางสภาทนายส่งเรื่องมาให้ตรวจสอบผิดที่ เพราะสภาทนายความจังหวัดนครศรีธรรมราชรับผิดชอบพื้นที่ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่พื้นที่เกิดเหตุเป็นศาลจังหวัดทุ่งสง จึงจะต้องส่งเรื่องให้สภาทนายความ(สาขาทุ่งสง) โดยนายสุภัทร ยืนยันว่าจะส่งเรื่องกลับไปทางสภาทนายความแห่งประเทศไทย เพื่อให้ส่งเรื่องกลับไปที่สภาทนายความ(สาขาทุ่งสง) แต่เรื่องก็เงียบหายไปเช่นกัน
ในที่สุดเมื่อไม่มีความคืบหน้าในการช่วยเหลือในขณะที่การดำเนินคดีกับชาวบ้านดำเนินการไปเรื่อย ๆ จนบางรายศาลพิพากษาให้จ่ายค่าเสียหลายแสนบาทตามที่โจทก์เรียกร้อง บางรายนำไปสู่การบังคับคดียึดทรัพย์ ตนจึงพร้อมด้วยผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ที่ลูกบ้านได้รับความเดือดร้อน 2-3 หมู่บ้านและนายเชต ยอดระบำ กำรัน ต.สามตำบล จึงเดินทางเข้าพบนายอำเภอจุฬาภรณ์ พร้อมร่วมลงชื่อในเอกสารร้องเรียน เพื่อรายงานตามสายบังคับบัญชาฝ่ายปกครองตามลำดับชั้น ก่อนจะนำเอกสารและภพถ่ายการเข่าพบนายอำเภอ เดินทางไปยื่นร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราชอีกครั้งหนึ่ง จนถูกฝ่ายโจทก์แจ้งความกับตำรวจดำเนินคดีกับตนและชาวบ้านรวมทั้งสื่อมวลชน 3 ท่านที่เป็นเจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนและนำเสนอข่าว อย่างไรก็ตามทางโจทก์ กลับไม่แจ้งความดำเนินคดีกับนายเชต ยอดระบำ และผู้ใหญ่บ้านอีก 2 คนโดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้เห็นได้ว่าโจทก์ต้องการกลั่นแกล้งชาวบ้านเท่านั้น
โดยก่อนที่ตำรวจจะส่งเรื่องถึงอัยการตนได้รับการประสานมาว่าจะมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องให้ตนเพียงคนเดียว แต่ตนไม่ยอมหากจะสั่งไม่ฟ้องก็ต้องสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 20 คน จะมาสั่งไม่ฟ้องตนเพียงคนเดียวถามว่าชาวบ้านจะอยู่กันอย่างไร ใครจะช่วยเหลือในการดำเนินการทางคดี ตนทิ้งชาวบ้านไม่ได้เด็ดขาด และขอให้สั่งไม่ฟ้องชาวบ้านและสื่อมวลชนทั้งหมด และให้ดำเนินคดีเฉพาะตนเพียงคนเดียว แต่ตำรวจก็ไม่ยอมจนในที่สุดก็มีความเห็นสั่งฟ้องทั้ง 20 คน ส่วนผู้สื่อข่าวอีกที่ตำรวจเพิ่งรับแจ้งเพิ่มเติมในภายหลัง ได้แยกสำนวนจะสรุปความเห็นส่งอัยการอีกครั้งหนึ่ง โดยคดีนี้หากอธิบายความว่าจำเลยทุกคนมีความผิดเหมือนกัน ทำไมตำรวจจึงจะยกฟ้องตนเพียงคนเดียวได้ แต่ยกฟ้องชาวบ้านและสื่อมวลชนไม่ได้ เรื่องนี้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือไม่อย่างไร และการตัดสินใจจะมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาในคดีเดียวกัน ความผิดเหมือนกันมันขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไร และในข้อเท็จจริงตำรวจสามารถมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทุกคนได้ใช่หรือไม่..?
ผู้ใหญ่บ้านกระดูกเหล็กกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ตนได้นำชาวบ้านจำเลยในคดีนี้ทั้งหมดเข้าร้องเรียนขอความช่วยเหลือกับยุติธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช จนมีการส่งเจ้าหน้าที่มาสอบสวนข้อเท็จจริงชาวบ้านชนิดเรียงตัว โดยทุกคนให้การไปตามข้อเท็จจริง ระบุชัดเจนถึงเรื่องที่เกิดขึ้นจนนำมาสู้การร้องเรียนขอความเป็นธรรม เช่น ยืมเงินกัน 2,000 บาท แต่ถูกเติมตัวเลขเป็น 2 แสนบาท ยืมเงิน 5,000 แต่ถูกเติมตัวเลข 2.9 แสนบาท โดยสรุปคือการเรียกร้องให้จ่ายหนี้สินเกินจริง เป็นต้น เป็นการกระทำเป็นขบวนการที่ชัดเจนขัดกับนโยบายของรัฐบาล และ คสช.อย่างชัดเจน แต่เรื่องก็เงียบ ผลการสอบสวนอยู่ที่ไหน ส่งรายงานถึงใคร หน่วยงานใดบ้าง ทำไม่เรื่องจึงเงียบหาย โดยสรุปข้าราชการในยุคนี้เขาเข้าเกียร์ว่างกันหมดแล้ว หากตนที่เป็นแค่ผู้ใหญ่บ้านทิ้งชาวบ้าน ลอยแพชาวบ้านไปด้วยอีกคน สังคมและประชาชนจะอยู่กันอย่างไร นายจรายพงศ์ กล่าวย้ำ.
ภาพ/ศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช
ข่าว ยุทธนะ เตมะศิริ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.นครศรีธรรมราช
