มหากาพย์คดีทุจริตเลือกตั้ง“พิชัย บุณยเกียรติ”หอบหลักฐานร้อง ผบช.ภ.8 หลังอัยการไม่ยื่นฎีกา 4หัวคะแนนซื้อเสียงและสั่งฟ้อง“มาโนช”ไม่ฟ้อง“เทพไท"

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th

จากกรณีที่มีการเลือกตั้ง นายก อบจ.นครศรีธรรมราช เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2557  โดยนายพิชัย บุณยเกียรติ ผู้สมัครนายก อบจ.นครศรีธรรมราช หมายเลข 1 ได้ยื่นร้องต่อ กกต.นครศรีธรรมราชให้ดำเนินการสอบสวนนายมาโนช เสนพงศ์ ผู้สมัครนายก อบจ.นครศรีธรรมราช น้องชายนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช ผู้สมัครหมายเลข 2 คู่แข่ง หลังผลการเลือกตั้งนายมาโนช ชนะนายพิชัย ขาดลอย  พร้อมพวกที่เกี่ยวข้อง  ต่อมา กกต.นครศรีธรรมราช และ กกต.ส่วนกลางมีมติให้ใบแดง นายมาโนช ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้ใบแดงตามมติ กกต. ส่งผลให้นายมาโนช ซึ่งดำรงตำแหน่ง นายกอบจ.นครศรีธรรมราช และคณะผู้บริหาร ต้องพ้นจากตำแหน่งทันที ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงต้องดำเนินคดีอาญากับกับผู้เกี่ยวข้องด้วย

ภายหลังนายวีระ ยี่แพร ผู้อำนวยการการเลือกตั้งนครศรีธรรมราช ได้แยกเข้าแจ้งความร้องทุกข์ในคดีนี้กับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครศรีธรรมราช โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มผู้กระทำความผิดตามพฤติการณ์ โดยชุดแรกนั้นพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครศรีธรรมราช ได้สอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาในฐานความผิดร่วมกันจัดทำเสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือ จัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือประประโยชน์อื่นใด กับนายสรพงศ์ คงสำราญ , นายธีระวัฒน์  คงสำราญ , นายอาวุธ สุขันทอง และนายปิยะวัฒน์เกตุแก้ว โดยระบุพฤติการณ์ทำนองว่า ทั้งหมดเป็นผู้สนับสนุน (หัวคะแนน)ของนายมาโนช และได้ร่วมกันมอบเงินให้แก่คณะกรรมการและประชาชน ในเขตชุมชนการเคหะเอื้ออาทร เทศบาลนครนครศรีธรรมราช เพื่อแลกเปลี่ยนกับคะแนนเสียงไปสนับสนุนนายมาโนช ให้ชนะการเลือกตั้ง ตามคดีหมายเลขดำที่ 3542/2559 ,คดีหมายเลขแดงที่ 1920/2560  ซึ่งศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2560 ได้พิพากษาตัดสินเมื่อวันที่  12 มิ.ย. 2560 จำคุกจำเลยทั้ง 4 คน ๆ ละ 4 ปี แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาลดโทษให้ เหลือจำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน โทษจำคุกไม่รอลงอาญา และให้ปรับเงินคนละ 20,000 บาท ตัดสินทางการเมืองคนละ 10 ปี จำเลยทั้ง 4 ยื่นประกันตัวสู้คดีในชั้นศาลอุทธรณ์  

มหากาพย์คดีทุจริตเลือกตั้ง“พิชัย บุณยเกียรติ”หอบหลักฐานร้อง ผบช.ภ.8 หลังอัยการไม่ยื่นฎีกา 4หัวคะแนนซื้อเสียงและสั่งฟ้อง“มาโนช”ไม่ฟ้อง“เทพไท"

มหากาพย์คดีทุจริตเลือกตั้ง“พิชัย บุณยเกียรติ”หอบหลักฐานร้อง ผบช.ภ.8 หลังอัยการไม่ยื่นฎีกา 4หัวคะแนนซื้อเสียงและสั่งฟ้อง“มาโนช”ไม่ฟ้อง“เทพไท"

มหากาพย์คดีทุจริตเลือกตั้ง“พิชัย บุณยเกียรติ”หอบหลักฐานร้อง ผบช.ภ.8 หลังอัยการไม่ยื่นฎีกา 4หัวคะแนนซื้อเสียงและสั่งฟ้อง“มาโนช”ไม่ฟ้อง“เทพไท"

นอกจากนี้ กกต.ยังแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.เขาพังไกร อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช เพื่อดำเนินคดีกับนายสุรินทร์ หรือบ่าว อ๋องเซ่ง  ที่เป็นหัวคะแนนได้นำเสื้อสายล่อฟ้าและเสื้อกลุ่มประชาธิปัตย์สร้างสรรค์ ที่มีชื่อของนายมาโนช เสนพงศ์ ผู้สมัครนายก อบจ หมายเลข 2 ไปมอบให้กับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเลือกนายมาโนช เสนพงศ์ ผู้สมัครนายก อบจ หมายเลข 2 ถูกแจ้งความและดำเนินคดีที่ศาลจังหวัดปากพนัง ตามคดี อ. 1528/2559 และศาลนัดอ่านคำพิพากษาใน วันที่ 30 ต.ค.2560 ให้จำคุกจำเลยทุกกระทงรวม 8 ปี แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาจึงลดโทษให้เหลือ  4 ปี 24 เดือน หรือรวมโทษจำคุกภาษาชาวบ้านเท่ากับ 6 ปี

                ต่อมาในวันที่ 27 ธันวาคม 2560 ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 3542/2559 ,คดีหมายเลขแดงที่ 1920/2560 ของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้ยกฟ้องจำเลยทั้ง 4 คน คือนายสรพงศ์ คงสำราญ , นายธีระวัฒน์  คงสำราญ , นายอาวุธ สุขันทอง และ นายปิยะวัฒน์  เกตุแก้ว เป็นอิสระชั่วคราว ตามคดีหมายเลขดำที่ 2025/2560 คดีหมายเลขแดงที่ 3393/2560 (ศาลอุทธรณ์ภาค 8)  ซึ่งอยู่ระหว่างพนักงานอัยการยื่นฎีกาตามขั้นตอนกฎหมาย

                ทำให้คดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งทุจริตการเลือกตั้ง อบจ.นครศรีธรรมราช เมื่อปี 2557 กลายเป็นคดีมหากาพย์ที่คอการเมืองในจังหวัดนครศรีธรรมราช ให้ความสนใจและติดตามความคืบหน้าอย่างกว้างขวางเนื่องจากทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยต่างเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์เหมือนกัน โดยนายพิชัย บุณยเกียรติ  เป็นอดีต สว.นครศรีธรรมราช ที่ได้รับเลือกด้วยคะแนนสูงสุด และเป็นอดีตรองนายก และนายก อบจ.นครศรีธรรมราช ที่สำคัญเป็นน้องชายแท้ ๆ ของนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.เขต 5 จังหวัดนครศรีธรรมราช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนนายมาโนช เสนพงศ์  เป็นน้องชายของนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส. จึงเป็นการพิสูจน์และต่อสู้กันระหว่าง นายชินวรณ์ กับนายเทพไท ว่าในที่สุดคดีทั้งหมดจะสิ้นสุดและจบลงในลักษณะใด

มหากาพย์คดีทุจริตเลือกตั้ง“พิชัย บุณยเกียรติ”หอบหลักฐานร้อง ผบช.ภ.8 หลังอัยการไม่ยื่นฎีกา 4หัวคะแนนซื้อเสียงและสั่งฟ้อง“มาโนช”ไม่ฟ้อง“เทพไท"

มหากาพย์คดีทุจริตเลือกตั้ง“พิชัย บุณยเกียรติ”หอบหลักฐานร้อง ผบช.ภ.8 หลังอัยการไม่ยื่นฎีกา 4หัวคะแนนซื้อเสียงและสั่งฟ้อง“มาโนช”ไม่ฟ้อง“เทพไท"

มหากาพย์คดีทุจริตเลือกตั้ง“พิชัย บุณยเกียรติ”หอบหลักฐานร้อง ผบช.ภ.8 หลังอัยการไม่ยื่นฎีกา 4หัวคะแนนซื้อเสียงและสั่งฟ้อง“มาโนช”ไม่ฟ้อง“เทพไท"

มหากาพย์คดีทุจริตเลือกตั้ง“พิชัย บุณยเกียรติ”หอบหลักฐานร้อง ผบช.ภ.8 หลังอัยการไม่ยื่นฎีกา 4หัวคะแนนซื้อเสียงและสั่งฟ้อง“มาโนช”ไม่ฟ้อง“เทพไท"

มหากาพย์คดีทุจริตเลือกตั้ง“พิชัย บุณยเกียรติ”หอบหลักฐานร้อง ผบช.ภ.8 หลังอัยการไม่ยื่นฎีกา 4หัวคะแนนซื้อเสียงและสั่งฟ้อง“มาโนช”ไม่ฟ้อง“เทพไท"

มหากาพย์คดีทุจริตเลือกตั้ง“พิชัย บุณยเกียรติ”หอบหลักฐานร้อง ผบช.ภ.8 หลังอัยการไม่ยื่นฎีกา 4หัวคะแนนซื้อเสียงและสั่งฟ้อง“มาโนช”ไม่ฟ้อง“เทพไท"

เกี่ยวกับเรื่องนี้นายพิชัย บุณยเกียรติ กล่าวว่า ตนเป็นผู้เสียหายเบื้องต้น ซึ่งเป็นผู้ยื่นร้องดำเนินการในเรื่องนี้ ซึ่งตนต้องการสร้างบรรทัดฐานทางกระบวนการยุติธรรมและการเมือง ไม่ปล่อยให้คนกระทำผิดลอยนวล อย่างไรก็ตามในคดีหลักที่ กกต.แจ้งความดำเดินคดีนายมาโนช และนายเทพไท เสนพงศ์ ที่ สภ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช และทางพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้อง แต่ทาง ผกก.สภ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช กลับมีความเห็นแย้งสั่งไม่ฟ้องและส่งเรื่องให้อัยการพิจารณา  ซึ่งตนได้หอบสำนวนทั้งหมดเข้าพบร้องเรียนกับ พล.ต.ต.วัยไชย เอกพรพิชญ์ ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช และ พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผชบ.ภ.8 คนก่อน  จนเมื่อมีการส่งสำนวนถึงอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช ทางอัยการกลับมีคามเห็นสั่งฟ้องนายเทพไทและนายมาโนช  แต่ในที่สุดเมื่อสำนวนส่งไปยังอัยการภาค 8 ทางอัยการภาค 8 กลับมีความเห็นสั่งฟ้องนายมาโนช เสนพงศ์ เพียงคนเดียวและสั่งไม่ฟ้องนายเทพไท เสนพงศ์  ตามกฎหมายใหม่ทางอัยการจังหวัดกับอัยการภาค 8 มีความเห็นไม่ตรงกันต้องส่งสำนวนคดีกลับมายัง ผบช.ภ.8 พิจารณาอีกครั้ง

                ซึ่งเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา ตนได้เดินทางนำเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับคดีการเลือกตั้งนายก อบจ.นครศรีธรรมราช เมื่อปี 2557 ทั้งหมดเข้าพบและร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับ พล.ต.ท.สรศักดิ์ เย็นเปรม ผบช.ภ.8 (คนใหม่)  ซึ่งท่าน ผบ.ช.ภ.8 ให้การต้อนรับเป็นอย่างดีและให้เวลาตนในการชี้แจงทำความเข้าใจนานกว่า 1 ชม. โดยตนได้ร้องเรียนขอความเป็นธรรมแยกออกเป็น 2 ประเด็น ประกอบด้วย 1.กรณีคดีที่ กกต.แจ้งความดำเนินคดีกับนายมาโนช เสนพงศ์ และนายเทไท เสนพงศ์  ซึ่งพนักงานสอบสวนสั่งฟ้อง แต่ ผกก.สภ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช กลับมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง และเมื่อสำนวนถึงอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช อัยการมีความเห็นสั่งฟ้องทั้ง 2 คน แต่เมื่อมาถึงอัยการภาค 8 กลับมีความเห็นสั่งฟ้องนายมาโนช เสนพงศ์ เพียงคนเดียว แต่สั่งไม่ฟ้องนายเทพไท เสนพงศ์   ทั้ง ๆ ที่นายเทพไท อยู่ในฐานะผู้บงการให้เกิดการกระทำผิดไม่ใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุนทำให้ต้องส่งสำนวนไปให้ ผบช.ภาค 8 พิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีการพิจารณาอาญา มาตรา 145/1 ตนจึงเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมขอให้ ผบช.ภ 8 พิจารณาสั่งฟ้องผู้ต้องหาในคดีนี้ทั้ง 2 คน ให้ศาลเป็นผู้พิจารณาไต่สวนข้อเท็จจริงเพื่อความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย เป็นบรรทัดฐานในทางกฎหมายต่อไป โดยก่อนหน้านี้ตนได้ยื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับอธิบดีอัยการภาค 8 ตามหนังสือลงวันที่ 24 เมษายน 2560  แล้วเช่นกัน

                ประเด็นที่ 2 กรณีตามคดีหมายเลขดำที่ 3542/2559 ,คดีหมายเลขแดงที่ 1920/2560  ซึ่งศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้พิพากษาตัดสินเมื่อวันที่  12 มิ.ย. 2560 จำคุกจำเลยทั้ง 4 คน ประกอบด้วย นายสรพงศ์ คงสำราญ , นายธีระวัฒน์  คงสำราญ , นายอาวุธ สุขันทอง และนายปิยะวัฒน์  เกตุแก้ว คนละ 4 ปี แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาลดโทษให้ เหลือจำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน โทษจำคุกไม่รอลงอาญา และให้ปรับเงินคนละ 20,000 บาท ตัดสินทางการเมืองคนละ 10 ปี จำเลยทั้ง 4 ยื่นประกันตัวสู้คดีในชั้นศาลอุทธรณ์  และต่อมาในวันที่ 27 ธันวาคม 2560 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 3542/2559 ,คดีหมายเลขแดงที่ 1920/2560 ของศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องจำเลยทั้ง 4  คน ซึ่งตามระเบียบอัยการจะต้องยื่นฎีกาเพื่อให้ศาลฎีกาได้พิจารณาพิพากษาตัดสิน  แต่ทราบว่าทางพนักงานไม่ได้ยื่นฎีกาในคดีนี้

                “ตนในฐานะผู้ร้องเห็นว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีความเห็นแตกต่างกันคือศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกจำเลยทั้ง 4 คน ในขณะที่ศาลอุทธรณ์กลังมีคำพิพากษายกฟ้อง คดีนี้จึงอาจจะมีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่สมควรให้ศาลสูงคือศาลฎีกาได้พิจารณาตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายรวมทั้งได้เป็นบรรทัดฐานของกระบวนการยุติธรรมต่อไป แต่เมื่อทางพนักงานอัยการกลับไม่ยื่นฎีกา ตนจึงส่งหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่ออธิบดีอัยการภาค 8 และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ดังกล่าว  โดยสรุปคือในประเด็นที่ 1 ขอให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 8 พิจารณาและมีความเห็นสั่งฟ้องนายมาโนช เสนพงศ์ และนายเทพไท เสนพงศ์  รวมทั้งในประเด็นที่ 2 ให้มีความเห็นให้ยื่นฎีกาเพื่อให้ศาล  ฎีกาพิจารณาพิพากษาตัดสินตามกระบนการและขั้นตอนกฎหมายต่อไป.

มหากาพย์คดีทุจริตเลือกตั้ง“พิชัย บุณยเกียรติ”หอบหลักฐานร้อง ผบช.ภ.8 หลังอัยการไม่ยื่นฎีกา 4หัวคะแนนซื้อเสียงและสั่งฟ้อง“มาโนช”ไม่ฟ้อง“เทพไท"

มหากาพย์คดีทุจริตเลือกตั้ง“พิชัย บุณยเกียรติ”หอบหลักฐานร้อง ผบช.ภ.8 หลังอัยการไม่ยื่นฎีกา 4หัวคะแนนซื้อเสียงและสั่งฟ้อง“มาโนช”ไม่ฟ้อง“เทพไท"

มหากาพย์คดีทุจริตเลือกตั้ง“พิชัย บุณยเกียรติ”หอบหลักฐานร้อง ผบช.ภ.8 หลังอัยการไม่ยื่นฎีกา 4หัวคะแนนซื้อเสียงและสั่งฟ้อง“มาโนช”ไม่ฟ้อง“เทพไท"

มหากาพย์คดีทุจริตเลือกตั้ง“พิชัย บุณยเกียรติ”หอบหลักฐานร้อง ผบช.ภ.8 หลังอัยการไม่ยื่นฎีกา 4หัวคะแนนซื้อเสียงและสั่งฟ้อง“มาโนช”ไม่ฟ้อง“เทพไท"

มหากาพย์คดีทุจริตเลือกตั้ง“พิชัย บุณยเกียรติ”หอบหลักฐานร้อง ผบช.ภ.8 หลังอัยการไม่ยื่นฎีกา 4หัวคะแนนซื้อเสียงและสั่งฟ้อง“มาโนช”ไม่ฟ้อง“เทพไท"

มหากาพย์คดีทุจริตเลือกตั้ง“พิชัย บุณยเกียรติ”หอบหลักฐานร้อง ผบช.ภ.8 หลังอัยการไม่ยื่นฎีกา 4หัวคะแนนซื้อเสียงและสั่งฟ้อง“มาโนช”ไม่ฟ้อง“เทพไท"

มหากาพย์คดีทุจริตเลือกตั้ง“พิชัย บุณยเกียรติ”หอบหลักฐานร้อง ผบช.ภ.8 หลังอัยการไม่ยื่นฎีกา 4หัวคะแนนซื้อเสียงและสั่งฟ้อง“มาโนช”ไม่ฟ้อง“เทพไท"

ข่าว/ภาพ ศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช