- 21 พ.ค. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
จากกรณีที่มีการเลือกตั้ง นายก อบจ.นครศรีธรรมราช เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2557 โดยนายพิชัย บุณยเกียรติ ผู้สมัครนายก อบจ.นครศรีธรรมราช หมายเลข 1 ได้ยื่นร้องต่อ กกต.นครศรีธรรมราชให้ดำเนินการสอบสวนนายมาโนช เสนพงศ์ ผู้สมัครนายก อบจ.นครศรีธรรมราช น้องชายนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช ผู้สมัครหมายเลข 2 คู่แข่ง หลังผลการเลือกตั้งนายมาโนช ชนะนายพิชัย ขาดลอย พร้อมพวกที่เกี่ยวข้อง ต่อมา กกต.นครศรีธรรมราช และ กกต.ส่วนกลางมีมติให้ใบแดง นายมาโนช ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้ใบแดงตามมติ กกต. ส่งผลให้นายมาโนช ซึ่งดำรงตำแหน่ง นายกอบจ.นครศรีธรรมราช และคณะผู้บริหาร ต้องพ้นจากตำแหน่งทันที ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงต้องดำเนินคดีอาญากับกับผู้เกี่ยวข้องด้วย
ภายหลังนายวีระ ยี่แพร ผู้อำนวยการการเลือกตั้งนครศรีธรรมราช ได้แยกเข้าแจ้งความร้องทุกข์ในคดีนี้กับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครศรีธรรมราช โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มผู้กระทำความผิดตามพฤติการณ์ โดยชุดแรกนั้นพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครศรีธรรมราช ได้สอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาในฐานความผิดร่วมกันจัดทำเสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือ จัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือประประโยชน์อื่นใด กับนายสรพงศ์ คงสำราญ , นายธีระวัฒน์ คงสำราญ , นายอาวุธ สุขันทอง และนายปิยะวัฒน์เกตุแก้ว โดยระบุพฤติการณ์ทำนองว่า ทั้งหมดเป็นผู้สนับสนุน (หัวคะแนน)ของนายมาโนช และได้ร่วมกันมอบเงินให้แก่คณะกรรมการและประชาชน ในเขตชุมชนการเคหะเอื้ออาทร เทศบาลนครนครศรีธรรมราช เพื่อแลกเปลี่ยนกับคะแนนเสียงไปสนับสนุนนายมาโนช ให้ชนะการเลือกตั้ง ตามคดีหมายเลขดำที่ 3542/2559 ,คดีหมายเลขแดงที่ 1920/2560 ซึ่งศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2560 ได้พิพากษาตัดสินเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2560 จำคุกจำเลยทั้ง 4 คน ๆ ละ 4 ปี แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาลดโทษให้ เหลือจำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน โทษจำคุกไม่รอลงอาญา และให้ปรับเงินคนละ 20,000 บาท ตัดสินทางการเมืองคนละ 10 ปี จำเลยทั้ง 4 ยื่นประกันตัวสู้คดีในชั้นศาลอุทธรณ์
นอกจากนี้ กกต.ยังแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.เขาพังไกร อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช เพื่อดำเนินคดีกับนายสุรินทร์ หรือบ่าว อ๋องเซ่ง ที่เป็นหัวคะแนนได้นำเสื้อสายล่อฟ้าและเสื้อกลุ่มประชาธิปัตย์สร้างสรรค์ ที่มีชื่อของนายมาโนช เสนพงศ์ ผู้สมัครนายก อบจ หมายเลข 2 ไปมอบให้กับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเลือกนายมาโนช เสนพงศ์ ผู้สมัครนายก อบจ หมายเลข 2 ถูกแจ้งความและดำเนินคดีที่ศาลจังหวัดปากพนัง ตามคดี อ. 1528/2559 และศาลนัดอ่านคำพิพากษาใน วันที่ 30 ต.ค.2560 ให้จำคุกจำเลยทุกกระทงรวม 8 ปี แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาจึงลดโทษให้เหลือ 4 ปี 24 เดือน หรือรวมโทษจำคุกภาษาชาวบ้านเท่ากับ 6 ปี
ต่อมาในวันที่ 27 ธันวาคม 2560 ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 3542/2559 ,คดีหมายเลขแดงที่ 1920/2560 ของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้ยกฟ้องจำเลยทั้ง 4 คน คือนายสรพงศ์ คงสำราญ , นายธีระวัฒน์ คงสำราญ , นายอาวุธ สุขันทอง และ นายปิยะวัฒน์ เกตุแก้ว เป็นอิสระชั่วคราว ตามคดีหมายเลขดำที่ 2025/2560 คดีหมายเลขแดงที่ 3393/2560 (ศาลอุทธรณ์ภาค 8) ซึ่งอยู่ระหว่างพนักงานอัยการยื่นฎีกาตามขั้นตอนกฎหมาย
ทำให้คดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งทุจริตการเลือกตั้ง อบจ.นครศรีธรรมราช เมื่อปี 2557 กลายเป็นคดีมหากาพย์ที่คอการเมืองในจังหวัดนครศรีธรรมราช ให้ความสนใจและติดตามความคืบหน้าอย่างกว้างขวางเนื่องจากทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยต่างเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์เหมือนกัน โดยนายพิชัย บุณยเกียรติ เป็นอดีต สว.นครศรีธรรมราช ที่ได้รับเลือกด้วยคะแนนสูงสุด และเป็นอดีตรองนายก และนายก อบจ.นครศรีธรรมราช ที่สำคัญเป็นน้องชายแท้ ๆ ของนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.เขต 5 จังหวัดนครศรีธรรมราช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนนายมาโนช เสนพงศ์ เป็นน้องชายของนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส. จึงเป็นการพิสูจน์และต่อสู้กันระหว่าง นายชินวรณ์ กับนายเทพไท ว่าในที่สุดคดีทั้งหมดจะสิ้นสุดและจบลงในลักษณะใด
เกี่ยวกับเรื่องนี้นายพิชัย บุณยเกียรติ กล่าวว่า ตนเป็นผู้เสียหายเบื้องต้น ซึ่งเป็นผู้ยื่นร้องดำเนินการในเรื่องนี้ ซึ่งตนต้องการสร้างบรรทัดฐานทางกระบวนการยุติธรรมและการเมือง ไม่ปล่อยให้คนกระทำผิดลอยนวล อย่างไรก็ตามในคดีหลักที่ กกต.แจ้งความดำเดินคดีนายมาโนช และนายเทพไท เสนพงศ์ ที่ สภ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช และทางพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้อง แต่ทาง ผกก.สภ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช กลับมีความเห็นแย้งสั่งไม่ฟ้องและส่งเรื่องให้อัยการพิจารณา ซึ่งตนได้หอบสำนวนทั้งหมดเข้าพบร้องเรียนกับ พล.ต.ต.วัยไชย เอกพรพิชญ์ ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช และ พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผชบ.ภ.8 คนก่อน จนเมื่อมีการส่งสำนวนถึงอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช ทางอัยการกลับมีคามเห็นสั่งฟ้องนายเทพไทและนายมาโนช แต่ในที่สุดเมื่อสำนวนส่งไปยังอัยการภาค 8 ทางอัยการภาค 8 กลับมีความเห็นสั่งฟ้องนายมาโนช เสนพงศ์ เพียงคนเดียวและสั่งไม่ฟ้องนายเทพไท เสนพงศ์ ตามกฎหมายใหม่ทางอัยการจังหวัดกับอัยการภาค 8 มีความเห็นไม่ตรงกันต้องส่งสำนวนคดีกลับมายัง ผบช.ภ.8 พิจารณาอีกครั้ง
ซึ่งเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา ตนได้เดินทางนำเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับคดีการเลือกตั้งนายก อบจ.นครศรีธรรมราช เมื่อปี 2557 ทั้งหมดเข้าพบและร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับ พล.ต.ท.สรศักดิ์ เย็นเปรม ผบช.ภ.8 (คนใหม่) ซึ่งท่าน ผบ.ช.ภ.8 ให้การต้อนรับเป็นอย่างดีและให้เวลาตนในการชี้แจงทำความเข้าใจนานกว่า 1 ชม. โดยตนได้ร้องเรียนขอความเป็นธรรมแยกออกเป็น 2 ประเด็น ประกอบด้วย 1.กรณีคดีที่ กกต.แจ้งความดำเนินคดีกับนายมาโนช เสนพงศ์ และนายเทไท เสนพงศ์ ซึ่งพนักงานสอบสวนสั่งฟ้อง แต่ ผกก.สภ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช กลับมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง และเมื่อสำนวนถึงอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช อัยการมีความเห็นสั่งฟ้องทั้ง 2 คน แต่เมื่อมาถึงอัยการภาค 8 กลับมีความเห็นสั่งฟ้องนายมาโนช เสนพงศ์ เพียงคนเดียว แต่สั่งไม่ฟ้องนายเทพไท เสนพงศ์ ทั้ง ๆ ที่นายเทพไท อยู่ในฐานะผู้บงการให้เกิดการกระทำผิดไม่ใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุนทำให้ต้องส่งสำนวนไปให้ ผบช.ภาค 8 พิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีการพิจารณาอาญา มาตรา 145/1 ตนจึงเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมขอให้ ผบช.ภ 8 พิจารณาสั่งฟ้องผู้ต้องหาในคดีนี้ทั้ง 2 คน ให้ศาลเป็นผู้พิจารณาไต่สวนข้อเท็จจริงเพื่อความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย เป็นบรรทัดฐานในทางกฎหมายต่อไป โดยก่อนหน้านี้ตนได้ยื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับอธิบดีอัยการภาค 8 ตามหนังสือลงวันที่ 24 เมษายน 2560 แล้วเช่นกัน
ประเด็นที่ 2 กรณีตามคดีหมายเลขดำที่ 3542/2559 ,คดีหมายเลขแดงที่ 1920/2560 ซึ่งศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้พิพากษาตัดสินเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2560 จำคุกจำเลยทั้ง 4 คน ประกอบด้วย นายสรพงศ์ คงสำราญ , นายธีระวัฒน์ คงสำราญ , นายอาวุธ สุขันทอง และนายปิยะวัฒน์ เกตุแก้ว คนละ 4 ปี แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาลดโทษให้ เหลือจำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน โทษจำคุกไม่รอลงอาญา และให้ปรับเงินคนละ 20,000 บาท ตัดสินทางการเมืองคนละ 10 ปี จำเลยทั้ง 4 ยื่นประกันตัวสู้คดีในชั้นศาลอุทธรณ์ และต่อมาในวันที่ 27 ธันวาคม 2560 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 3542/2559 ,คดีหมายเลขแดงที่ 1920/2560 ของศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องจำเลยทั้ง 4 คน ซึ่งตามระเบียบอัยการจะต้องยื่นฎีกาเพื่อให้ศาลฎีกาได้พิจารณาพิพากษาตัดสิน แต่ทราบว่าทางพนักงานไม่ได้ยื่นฎีกาในคดีนี้
“ตนในฐานะผู้ร้องเห็นว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีความเห็นแตกต่างกันคือศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกจำเลยทั้ง 4 คน ในขณะที่ศาลอุทธรณ์กลังมีคำพิพากษายกฟ้อง คดีนี้จึงอาจจะมีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่สมควรให้ศาลสูงคือศาลฎีกาได้พิจารณาตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายรวมทั้งได้เป็นบรรทัดฐานของกระบวนการยุติธรรมต่อไป แต่เมื่อทางพนักงานอัยการกลับไม่ยื่นฎีกา ตนจึงส่งหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่ออธิบดีอัยการภาค 8 และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ดังกล่าว โดยสรุปคือในประเด็นที่ 1 ขอให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 8 พิจารณาและมีความเห็นสั่งฟ้องนายมาโนช เสนพงศ์ และนายเทพไท เสนพงศ์ รวมทั้งในประเด็นที่ 2 ให้มีความเห็นให้ยื่นฎีกาเพื่อให้ศาล ฎีกาพิจารณาพิพากษาตัดสินตามกระบนการและขั้นตอนกฎหมายต่อไป.
ข่าว/ภาพ ศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช
