- 06 มิ.ย. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
สระบุรี กลุ่มชาวเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมพระราชทาน พร้อมชาวบ้านอำเภอมวกเหล็กสระบุรีเจ้าของกิจการห้างร้านและรีสรอทร์ ร่วมใจกันติดป้ายคัดค้าน การตั้งโรงไฟฟ้าถ่านนหินเหมืองปูน
----- ส่วนที่จังหวัดสระบุรี จากกรณีกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมพระราชทานและชาวบ้านอำเภอมวกเหล็ก สระบุรี ได้มีการรวมตัวกันเพื่อคัดค้านในโคลงการที่ทางบริษัท พีทีไอ จำกัด ได้ขอก่อสร้างโรงผลิตไฟฟ้าพลังงานความร้อนที่บริเวณบ้านซับบอน อ.แก่งคอย จ. สระบุรี โดยจะใช้ถ่านหินจำนวน 80เปอร์เซ็น ใช้ขยะ 20 เปอร์เซ็น เป็นเชื้อเพลิงในการผลิต ซึ่งชาวเกษตรกรและชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง ในระยะไม่เกิน 30 กม. รับผลกระทบ ซึ่งกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและชาวบ้านอำเภอมวกเหล็กหวั่นได้รับผลกระทบ จากสารพิษในกระบวนการผลิตที่ออกจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน จะ ให้แก่ร่างรับผลกระทบหลายด้าน และผลกระทบตามอากาศฝุ่นละอองให้กับเกษตรกรผุ้เลี้ยงโคนมอันเป็นอาชีพในโคลงการพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยุ่หัวรัชกาลที่9 ซึ่งตัวแม่วัวจะต้องกินหญ้าและน้ำที่อออยุ่บนพื้นดินอาจเป็นผลกระทบน้ำนมวัว จนได้มีการยื่นหนังสือแก่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อนำไปพิจารณาที่ผ่านมา
ล่าสุด วันที่ 6มิ.ย ได้กลุ่มเกษตรกรผุ้เลี้ยงโคนมพระราชทาน และ ชาวบ้านในเอำเภอมวกเหล็ก กลุ่มร้านค้า และตามรีสรอทร์ต่างๆ ซึ่งอยุ่ในพื้นที่ใกล้เคียงได้หวั่นระผลกระทบจากการขอตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหิน เหมืองปูน ของ บริษัท ทีพีไอ ที่จะก่อสร้างขึ้น โดย ต่างก็ได้นำป้ายขึ้นมาติดตามหน้าบ้านรีสรอทร์ ตามหน้าฟามร์เลี้ยงวัวนม และตามเส้นทางสี่แยก ในเทศบาลมวกเหล็ก เพื่อเป็นการแสดงอันเป็นสัญลักษณ์ชาวเกษตรกรผุ้เลี้ยงโคนมพระราชทาน ในนิคมสร้างตนเอง ชาวบ้านตลาดมวกเหล็ก ร้านค้ารีสรอทร์โดยไม่ยอมรับโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งจะนำมวลสารพิษต่างๆนาๆ เข้ามาในพื้นที่ทำความเดือดร้อน เป็นโรคปอด โรคผิวหนัง มะเร็งเป็นต้น
----ด้าน ลุง อุดมศักดิ์ กาบกระโทกอายุ 71ปี ซึ่งมีอาชีพเป็นเกษตรกรผุ้เลี้ยงโคนมพระราชทานว่า ตนเองเลี้ยงวัวนมมาได้ร่วม 50 ปี โดยมีแม่วัวนมเลี้ยงอยุ่ในฟามร์ 60 ตัว ซึ่งส่วนตัวตนเองนั้นเชื่อว่าหากมีโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือเหมือนปุนเข้ามาอยุ่ในรัศมี พื้นที่ในการเลี้ยงโคนมพระราชทานนั้น ตนว่าอาหารหญ้าของวัวหรือแม่วัวต้องได้รับผลกระทบจากสารของโรงานผลิตไฟฟ้าถ่านหินแน่นอน เพราะเท่าที่ทราบก่อตั้งโรงงานอยุ่ห่างจากตัวนิคมสร้างตนเองของเกษตรกรไม่มากนัก น่าจะไม่ เกิน 5-6 กม. เช่นหากมี หมอกควันฝุนของขบวนการผลิตของโรงไฟฟ้า เมื่อปลิวมาตามอากาศก็จะมาตกในแปลงหญ้าในบริวณแปลงหญ้าที่แม่วัวกิน โดยเมื่อแม่วัวกินหญ้าผสมสารพิษจากกลุ่มควันเข้าไป มันก็จะไปตามเส้นเลือดจากนั้นก็จะไหลเวียนมาเป็นน้ำนมที่เราคนไทยดื่มนั้นเองจนรับผลกระทบเจอปนได้ ขณะเดียวกันตัวสารพิษอาจทำให้แม่วัวเป็นหมันได้ ซึ่งตนเองถือว่าไม่ควรที่จะมาทำการก่อสร้างในพื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่เกษตรกรเลี้ยงโคนม อีกอย่างหนึ่งพื้นที่ดังกล่าวนั้นยังเป็นพื้นที่ในโคลงการพระราชทานในการเลี้ยงโคนมแก่เกษตรกรซึ่งเป็นอันดับแรกของโลคในโคลงการของพ่อหลวงด้วยและในพื้นที่อำเภอมวกเหล็กซึ่งเป้นดินแดนสีเขียวขจีติดอันดับอากาศดีโอโซนอันดับ 7ของโลกอีกด้วย จึงไม่ควรมีโรงงานไฟฟ้าถ่านหินเหมืองปุนอย่างยิ่ง
ส่วนทางด้าน หาญชัย สายสุทธิ์ อายุ 67 ปี ผุ้ประกอบการร้านค้าในหมุ่บ้านนิคมสร้างตนเอง เปิดเผยว่า ตนเองทราบข่าวว่ามีโรงงานไฟฟ้าถ่านหินที่จะมาสร้างขึ้นในพื้นที่ใกล้เคียง ตนรุ้สึกว่าไม่ดีแน่นอนเพราะการเผาผลาญถ่านหินนั้นมีแต่สารพิษออกมา ซึ่งตนทราบดีว่า ตอนแรกๆอาจจะว่าดี แต่พอทำไปแล้วไม่มีดีแน่เพราะสารพาจากโรงไฟฟ้าถ่านหินตามอากาศนั้นตนทราบว่าแก้ไม่ได้หรอก ตนจึงต้องร่วมการคัดค้านนี้เพราะร่างกายคนเราเจอสารพิษเข้าไปก็ลำบาก จนเกิดรับโรคภัยทางปอด หืดหอบ ผิวหนัง มะเร็ง โดยเพราะอย่างยิ่งอากาศจากฝุ่นละอองจะปลิวไปทั่วในเขตใกล้เคียง
----- ขณะด้าน นส. มนระวี บุญศิริ อายุ 30ปี เจ้าของกิจการรีสรอทร์ ใน อ.มวกเหล็ก เผยว่า มีผลกระทบแน่นอนซึ่งอากาศนั้นไม่บริสุทธิ์แน่ เพราะว่าการมาพักผ่อนจากคนกรุงเทพหรือใกล้เคียงมาพักผ่อน ก็ต้องมาเจออากาศฝุ่นละอองจากโรงไฟฟ้าแน่นอน อีกอย่างพื้นที่มวกเหล็กนั้น เป็นแหล่งท่องเที่ยวอากาศโอโซน 7 ของโลกด้วย ก็จะได้รับการเปลี่ยนแปลง ขณะที่ ตามพื้นที่มวกเหล็ก ยังมีศูนย์วิทยาศาสตร์กำลังจะสร้างเสร็จ ซึ่งเป็นศูนย์การรักษาสุภาพด้วย และยังมีสนามกีฬาแห่งชาติที่มีนักกีฬามาฝึกเพื่อรับอากาศดีๆ แต่เจอสารพิษโรงงานเข้าไปก็แย่ ส่วนโรงเรียนนายเรืออากาศก็ยังย้ายมาทำการอยุ่ที่ มวกเหล็ก เลย และลำน้ำตกจากเขาใหญ่ ตนคิดว่าการตั้งโรงงานไฟฟ้าถ่านหินไม่มีแน่นอน
สมพงษ์ ปานรุ่ง ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวทีนิวส์ จังหวัดสระบุรี
