- 10 มิ.ย. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
จากกรณีที่นายจรายพงศ์ ศักดิ์ศรี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ต.สามตำบล อ.จุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช ได้นำชาวบ้านจาก อ.จุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช จำนวนกว่า 30 คน เดินทางเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมและขอความช่วยเหลือจากศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากได้รับความเดือดร้อนจากจากผู้มีอิทธิพลหรือนายทุนเงินกู้นอกระบบ ซึ่งเปิดสำนักงานทนายความ เพื่อให้ประชาชนเชื่อถือ โดยมีทนายความซึ่งเป็นอดีตนายตำรวจและทนายในสังกัดอีกหลายรายร่วมดำเนินการ ฟ้องร้องชาวบ้านเรียกค่าเสียหายทางแพ่งเกินจริง เช่น ชาวบ้านยืมเงินกันแค่ 1,000-2,000 บาท แต่กลุ่มนายทุนกลับรับมอบอำนาจและนำสัญญาเงินกู้ของชาวบ้านมายื่นฟ้องต่อศาลสูงถึงรายละ 1- 3 แสนบาทและหลายรายถูกฟ้องดำเนินคดีอาญาอีกด้วย มีชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่ฐานะยากจนตกเป็นเหยื่อได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส และเข้าร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรม อ.จุฬาภรณ์ ก่อนจะรวบตัวกันเข้าร้องเนียนขอความช่วยเหลือจากสื่อมวลชน แต่ต่อมานายทุนได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนายจรายพงศ์ ศักดิ์ศรี และชาวบ้านรวมอีก 17 คน ที่ร่วมลงชื่อในเอกสารร้องเรียน พร้อมทั้งผู้สื่อข่าว 3 คนประกอบด้วยนายไพฑูรย์ อินทศิลา ประธานศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช และ น.ส.กัญญาณัฐ เพ็ญสวัสดิ์ เลขานุการศูนย์ข่าวนคร 24 ชม. ในข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ บิดเบือนหรือเป็นเท็จโดยการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น โดย ร.ต.อ.เลิศฐพงศ์ คล้ายศรีบุญ พนักงานสอบสวน สภ.จุฬาภรณ์ ได้รับแจ้งความไว้ตามคดีเลขที่ 459/2560 และส่งมีความเห็นสั่งฟ้องพร้อมส่งสำนวยและผู้ต้องถึงอัยการจังหวัดทุ่งสง นครศรีธรรมราช ต่อมานายทุนได้แจ้งความดำเนินคดีกับนายยุทธ เตมะศิริ เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช เพิ่มเติมในข้อหาเดียวกันเพิ่มอีก 1 ราย รวมผู้ต้องหาในคดีทั้งหมด 21 ราย ซึ่งทางอัยการได้นัดส่งผู้ต้องหา 20 รายฟ้องศาลเมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2561 ที่ผ่านมา และศาลเมตตาให้ใช้หลักทรัพย์ประกันตัวไปคนละ 2 หมื่นบาทเท่านั้น ศาลนัดพบคุ้มครองสิทธิ์จำเลยเมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา และนัดพร้อมในวันทีท่ 18 มิ.ย. 2561 ในขณะที่นายยุทธนะ เตมะศิริ ผช.ผู้สื่อข่วช่อง 3 และคณะกรรมการสมาคมผู้รับเรื่องร้องเรียน ซึ่งถูกแจ้งความล่าสุดสำนวนยังอยู่ในชั้นตำรวจ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
(10 มิ.ย.)นายไพฑูรย์ อินทศิลา ผู้สื่อข่าวอาวุโส หัวหน้าศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.และอุปนายกสมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช 1 ใน ผู้ต้องหาที่ตกเป็นจำเลยในคดีดังกล่าว เปิดเผยว่า ศาลจังหวัดทุ่งสง ได้จัดทหารขอแรงให้กับชาวบ้านทุกคนในคดีนี้เพื่อเข้าสู่กระบวนการสู้คดีในชั้นศาล โดยตั้งแต่เที่ยงวันนี้ (10 มิ.ย.) ทีมทนายความได้นัดหมายชาวบ้านผู้เสียหายทั้งหมดที่ร้านข้าวแกงป้านิ้งริมถนนเอเซีย อ.จุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช เพื่อสอบสวนปากคำ รวบรวมข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ ข้อมูลรายบุคคลและนำไปใช้เป็นประเด็นต่อสู้ในกระบวนการชั้นศาล โดยตนและคุณกัญญาณัฐ เพ็ญสวัสดิ์ จำเลยที่ 19 และ 20 จะเดินทางไปร่วมด้วย
“ในโอกาสเดียวกันนี้ ทาง พล.ต.อาคม พงศ์พรหม ผบ.มทบ. 41 สั่งการให้ พ.อ.วชิรพงษ์ บุญรัตน์ หน.กกร.มทบ.4 และคณะนายทหาร มทบ.41 เดินทางไปพบผู้ใหญ่ราย แบะชาวบ้านที่ตกเป็นจำลย และชาวบ้านคนอื่น ๆ ที่โดนโกงแต่ยังไม่แสดงตัว เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงรายบุคคล ตามที่ได้เคยร้องเรียนสำนักนายก และ คสช.เพื่อหาทางเยี่ยวยาช่วยเหลือชาวบ้านและดำเนินการกับนายทุนเงินกู้นอกระบบตามนโยบายของรัฐบาลต่อไป”
อุปนายกสมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช กล่าวอีกว่า การส่งฟ้องศาลและศาลนัดคุ้มครองสิทธิ์จำเลย เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งจำเลยทุกคนเดินทางไปศาลตามนัด ซึ่งการเดดินทางไปศาลดังกล่าวถือว่าคุ้มค่ามาก ๆ ทำให้ชาวบ้านทุกคนได้มีความรู้ ความเข้าใจในกระบวนการต่อสู้ และแก้ต่าง เนื่องจากได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเพื่อให้ชาวบ้านได้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น โดยหากชาวบ้านมั่นใจว่ายืม 1-5 พันแต่มีการปลอมเอกสารสัญญายื่นฟ้องเกินจริง 1.5 แสน- 3 แสนจริงทั้งกรณีที่เพิ่มเติมข้อความในสัญญา และปลอมลายเซ็นในสัญญา เข้าข่ายการกระทำความผิดทางอาญาชัดเจน และมีโทษทางอาญา ข้อแปลงเอกสารและสัญญาปลอม มีโทษหนักถึงขั้นจำคุก จึงขอให้ชาวบ้านเข้าแจ้งความกับตำรวจดำเนินคดีฐานปลอมแปลงเอกสารสัญญา (สัญญาปลอม) หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นสัญญาปลอมจริงจะมีความผิดแจ้งความเท็จหรือยืนฟ้องเท็จต่อศาลอีกด้วย
โดยชาวบ้านระบุว่าพยายามแจ้งความกลับมาตลอดแต่ตำรวจไม่รับแจ้งความ อ้างว่าเขายื่นฟ้องดำเนินคดีในชั้นศาลแล้ว ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระบุว่าไม่เกี่ยวข้องกัน ผู้เสียหายยื่นฟ้องชาวบ้านเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง แต่ชาวบ้านเขาจะแจ้งความกลับฐานความผิดทางอาญาซึ่งสามารถแจ้งความได้ หากตำรวจไม่รับแจ้งเข้าข่ายละเว้น ฯ ความผิดตาม ม. 157 และชาวบ้านสามารถยื่นฟ้องเอง (ฟ้องส่วนตัว)ต่อศาลเองก็ได้ โดยไม่ต้องแจ้งความกับตำรวจ และในกรณีที่ตนแย้งพนักงานสอบสวนว่า การเข้าร้องเรียนขอความช่วยเหลือของชาวบ้านได้นำเสนอข่าวไม่ได้ระบุชื่อบุคคลที่ถูกร้อง และองค์กร (สนง.ทนายคาม) การที่มีคนมาอ้างว่าเป็นผู้เสียหายตามที่ปรากฏในข่าวไม่น่าจะเป็นไปได้ จึงไม่น่าจะรับแจ้งความได้ แต่พนักงานสอบสวนอ้างว่าสามารถนำสืบจนรู้ได้ว่าตัวเขาคือผู้เสียหายจึงรับแจ้งความและสั่งฟ้องส่งสำนวนไปยังอัยการทำการยื่นฟ้องต่อศาล ในเรื่องนี้ทางผู้เชี่ยวชาญกฎหมายที่ศาลทุ่งสง แสดงความคิดเห็นว่าในกรณีนี้หากตำรวจสืบทราบได้ว่าเขาคือผู้เสียหาย ทั้ง ๆ ที่ในข่าวไม่ได้ระบุตัวบุคคลและองค์กรใด ๆ จึงรับแจ้งความนั้น ถือว่าตำรวจปฏิบัติหน้าที่ได้ยอดเยี่ยม รอบคอบ ลึกซึ้งมาก แต่ทำไมในกรณีของชาวบ้านจึงไม่สามารถสืบทราบได้ว่าชาวบ้านถูกโกง และนำข้อมูลเป็นเท็จมาแจ้งความดำเนินคดีกับชาวบ้าน รวมทั้งการไม่รับแจ้งความของชาวบ้านด้วยเหตุผลที่อ้างว่าเรื่องอยู่ในชั้นศาล เขาฟ้องแพ่งแต่ชาวบ้านจะฟ้องอาญากลับไม่เกี่ยวข้องกัน ต้องรับแจ้งความคดีอาญาให้ชาวบ้าน เมื่อตกเป็นจำเลยจะได้รู้สึกตัวมันเป็นอย่างไร หากชาวบ้านฟ้องหลายคนต่อเนื่อง เมื่อนำเข้าสู่การพิจารณาชั้นศาลและพิพากษาในคดีแรกศาลอาจจะลงโทษจำคุก และรอลงอาญา แต่ในคดีหลัง ๆ ไม่สามารถรอลงอาญาได้มีสิทธิ์ติดคุกแน่นอน
สำหรับอีกสำนวนพนักงานสอบสวนจะส่งผู้ต้องหาในคดีเดียวกันนายยุทธนะ เตมะศิริ ผช.ช่อง 3 และกรรมการศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช ซึ่งที่ผู้เสียหายฟ้องเพิ่ม ผมคุณกัญญาณัฐ จะเดินทางไปเป็นเพื่อน โดยผมและผู้ใหญ่จรายพงศ์ ศักดิ์ศรี รวมทั้งชาวบ้านประกาศดับเครื่องชนกับความอยุติธรรมครั้งนี้ อย่างเต็มที่ ซึ่งหลังจากศาลนัดอีกครั้งวันที่ 18 มิ.ย.2561 ผมจะนำชาวบ้านร้องตรวจสอบจริยธรรมทนายความ และร้องขอความช่วยเหลือองค์การสื่อมวลชนระดับประเทศ เพราะผมถือว่าพฤติกรรมของนายทุนเงินกู้นอกระบบเข้าข่ายการคุกคามสื่อที่ทำหน้าที่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงเพื่อประชาชน ส่วนการจัดงานระดมทุนช่วยเหลือผู้ใหญ่รายและชาวบ้าน รวมทั้งตัวเองและน้อง ๆ นักข่าว "ระดมทุนสู้อยุติธรรม "กำหนดจัด 21 ก.ค. 2561 กำลังติดสินใจว่าจะใช้สนามวัดสำนักขัน หรือที่อื่น ๆ "กิจกรรมเที่ยงวันยันเที่ยงคืน" นิทรรศการการช่วยเหลือผู้เดือดร้อนและไม่ได้รับความเป็นธรรมของศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช ชมเดี่ยวไมโครโฟน “คนชั่ว หรือคนดีควรมีที่ยืนในสังคม"โดย "คนข่าวตัวดำ ไพฑูรย์ อินทศิลา" และมีรำวงเวียนครก 10 คณะแสดงฟรีตลอดงาน ผมยืนอยู่ในสังคมสื่อมวลชนมานานเกือบ 30 ปี ประสบพบเจอปัญหามาทุกรูปแบบ ถึงวันนี้อยากจะพิสูจน์ดูว่า"สังคมนี้ ใครคนกลุ่มไหนควรมีที่ยืนมากกว่ากัน.
ภาพ/ข่าว/ ศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช
