- 26 ก.ค. 2561
เกษตรกรแห่รับกล้าพันธุ์ยางนาที่สถานีเพาะชำกล้าไม้บุรีรัมย์ 1 ชม.เกลี้ยงร่วมแสนต้น เผยกระแสการปลูกมาแรงกว่าทุกปี หัวหน้าสถานีเผยจากที่เคยขอให้ปลูกกลับมาแย่งกันปลูกเชื่อมาจากในหลวง ร.9 แต่หากมีการยกเลิกมาตรา 7 ที่ประชาชนยังกังวลออก เชื่อว่าป่าไม้ในประเทศไทยจะมีถึง 25 เปอร์เซ็นต์
วันนี้ 26 ก.ค.ที่สถานีเพาะชำกล้าไม้ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ เกษตรกรได้เดินทางมาขอรับพันธุ์กล้าไม้ยางนา และไม้ชนิดอื่นเป็นจำนวนมาก โดยมีการแย่งลงทะเบียนเพราะเกรงว่ากล้ายางจะหมดก่อน
แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะมีคนมาลงทะเบียนมากกว่าจำนวนกล้ายาง จากที่จะแจกให้รายละ 200 ต้น ต้องลดลงเหลือรายละ 150 ต้น เพื่อให้เพียงพอกับเกษตรกรที่ตั้งใจเดินทางมาไกลสุดกว่า 100 กม.แต่ยังมีอีกหลายคนต้องผิดหวังเพราะกล้ายางนามีไม่เพียงพอ
นางเขียน ชนไพโรจน์ อายุ 66 ปี เกษตรกรชาวอำเภอบ้านด่าน บอกว่า เห็นคุณค่าของไม้ยืนต้นจากข่าวสาร โดยเฉพาะโครงการของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงห่วงใยและส่งเสริมให้มีการปลูก จึงอยากจะปลูกไว้ให้ลูกหลานในอนาคต ถึงรู้ว่าตนเองอาจจะไม่ได้อยู่รอต้นไม้โตเต็มที่ก็ตาม
ด้านนายอภิรัตน์ พิรุฬห์ หัวหน้าสถานีเพาะชำกล้าไม้บุรีรัมย์ กล่าวว่า กล้ายางนาที่เพาะไว้ทั้งหมดกว่า 50,000 กับพันธุ์ไม้ชนิดอื่นๆ เช่นไม้แดง ประดู อีกหลายชนิดรวมแล้วกว่า 100,000 ต้น ซึ่งวิธีการแจกกล้ายางนา ในครั้งนี้ไม่ได้มีการประชาสัมพันธ์ทางสื่อ เป็นเพียงการบอกต่อเท่านั้น แต่กลับมีเกษตรกรเดินทางมามากเกินกว่าที่คาดไว้
หัวหน้าสถานีเพาะชำกล้าไม้บุรีรัมย์ กล่าวด้วยว่า ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่ จากก่อนหน้านี้เคยนำกล้าพันธุ์ไม้ไปแจก แต่ไม่มีใครสนใจ มาครั้งนี้เกิดความคาดหมาย สาเหตุคาดว่ากระแสการปลูกไม้ยืนต้น จะยั่งยืนกว่า โดยเฉพาะยางนาที่เกษตรกรสนใจมากที่สุดเพราะนอกจากจะได้ไม้ยืนต้นแล้ว ยังมีเห็ดธรรมชาติไว้รับประทานอีกด้วย ประกอบกับประชาชนเข้าใจ พรบ.ป่าไม้มากยิ่งขึ้น เพราะสามารถตัดได้หากปลูกเอง
และหากรัฐบาลยกเลิกมาตรา 7 ซึ่งจะเอื้อให้เกษตรกรปลูกป่าและตัดได้อย่างเสรี เชื่อว่าจะเพิ่มพื้นที่ป่าในประเทศได้ 25 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ อย่างแน่นอน
สำหรับมาตรา 7 ผศ.ดร.นิคม แหลมสัก คณะวนศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ นายกสมาคมธุรกิจไม้โตเร็ว ได้กล่าวไว้ว่า พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป่าไม้ พ.ศ.2484 ระบุให้ไม้สักและไม้ยางไม่ว่าจะขึ้นที่ใดในราชอาณาจักรให้เป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ถือเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งในการส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้นในไทย แต่ต่อมาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีคำสั่งที่ 106/2557 เพิ่มไม้หวงห้ามฯ จาก 2 ชนิด เป็น 17 ชนิด ได้แก่ ไม้สัก ไม้ยาง ไม้ชิงชัง ไม้เก็ดแดง ไม้อีเม่ง ไม้พยุงแกลบ ไม้กระพี้ ไม้แดงจีน ไม้ขะยุง ไม้กระซิก ไม้กระซิบ ไม้พะยูง ไม้หมากพลูตั๊กแตน ไม้กระพี้เขาควาย ไม้เก็ดดำ ไม้อีเฒ่า และไม้เก็ดเขา ทำให้ชาวบ้านหลายคนที่มีไม้เหล่านี้ในที่ดินกังวลจะถูกจับกุม
“หากไทยยังใช้มาตรา 7 จากคำสั่ง 106/2557 จะทำให้ความหลากหลายทางพันธุกรรมลดน้อยลงไป และต่อให้เพิ่มชนิดไม้หวงห้ามฯ มากเท่าไหร่ ความถดถอยของการส่งเสริมปลูกป่าจะมากขึ้น”
ภาพ/ข่าว ณทชา อยู่ประพัต ผุ้สื่อข่าวสำนักข่าวทีนิวส์ จ.บุรีรัมย์
