- 31 ก.ค. 2561
คอหวย เซียนหวยแตกตื่นแต่ผิดหวังหลังรุดขอ“ป้อยสารกะลาตาเดียว”โบราณสมัย ร.5 อายุ กว่า 120 ปีเพื่อประกอบพิธีหาเลขเด็ดแทงหวย-พ่อเฒ่าวัย 66 ปีเจ้าของป้อยกะลาตาเดียวเมินเงินก้อนใหญ่ไม่ยอมขายให้เพราะเป็นมรดกล้ำค่าของวงศ์ตระกูล-สุดท้ายทุ่มแทงเลขที่บ้านพ่อเฒ่าแทน
ผู้สื่อข่าวรานงานว่าเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา (30 ก.ค.)ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านของนายชีพ สุทธิศักดิ์ อายุ 66 ปี เลขที่ 57/1 หมู่บ้านสันติ ชุมชนหน้าแขวง ฯ ถนนเทวบุรี ต.โพธิ์เสด็จ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ได้มีกลุ่มเซียนหวยเดินทางมาขอซื้อกะลาตาเดียว ซึ่งทำเป็นภาชนะที่ในปักษ์ใต้เรียกว่า “ป้อย” ใช้สำหรับตักหรือตวงข้าวสารจากในถังใส่หม้อหุงข้าวในสมัยโบราณซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีภาชนะที่ทำด้วยพลาสติกหรือแก้ว โดยเฉพาะแก้วในสมัย 100 ปีก่อนมีราคาแพงและมีใช้กันเฉพาะในบ้านคนร่ำคนรวย หรือเจ้านายชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น ผู้คนในสมัยนั้นจึงใช้วัสดุในท้องถิ่นมาทำเป็นภาชนะต่าง ๆ เช่น ไม้ไผ่ กะลา มาตัดดัดแปลงทำเป็นภาชนะตักน้ำดื่ม เรียกว่า “จอกน้ำ” ใช้โอ่งหรือไหขนาดเล็กมาใส่ข้าวสารในครัว หรือที่เรียกว่า “เพล้งสาร” แต่หากนำโอ่งหรือไหขนาดเล็กมาใส่น้ำดื่มจะเรียก “เนียงน้ำ” และใช้กะลาหรือกระบอกไม้ไผ่มาทำเป็นที่ตักหรือตวงข้าวสารจากในเพล้งสารใส่หม้อหุงข้าวเพื่อเป็นการกำหนดปริมาณข้าวสารที่จะนำมาใช้หุงแต่ละครั้ง เรียกว่า “ป้อยสาร”
สำหรับป้อยสาร หรือป้อยข้าวสารหากสามารถหากะลามะพร้าวตาเดียว ซึ่งเป็นของหาอยากและเป็นของที่เปรียบเสมือนเครื่องรางของขลัง เป็นสิริมงคลมาใช้ทำเป็นป้อยสารเชื่อว่าจะทำให้ครอบครัวนั้นมีแต่โชคดี ทำมาหากินคล่อง ประสบผลสำเร็จ ไม่มีวันอดอยาก ยิ่งป้อยสารมีอายุการใช้งานนานมากเท่าใดก็จะยิ่งเชื่อว่าเป็นของมีค่า ศักดิ์สิทธ์ล้ำค่า แต่เนื่องจากกะลาตาเดียวหายากคนโบราณจึงนิยมใช้กะลาปกติมาทำป้อยสารและหากผ่านการใช้งานตักตวงข้าวสารนาน 50-100 ปี ป้อยสารกะลาธรรมดาเป็นกายป้อยกะลาที่เข้มขลัง ศักดิ์สิทธิ์ ทรงพลานุภาพเช่นเดียวกันกับป้อยสารกะลาตาเดียว โดยในปัจจุบันบรรดาคอหวย เซียนหวย จึงเสาะหาป้อยสารทั้งที่ทำด้วยกลาธรรมดาหรือป้อยสารที่ทำด้วยกะลาตาเดียว ที่มีอายุเกิน 50 ปีขึ้นไปเพื่อนำไปเป็นวัสดุสำคัญในการประกอบพิธีทางไสยศาสตร์ ขอเลขเด็ดไปเสี่ยงโชคแทงหวย ก็จะได้เลขเด็ดเข็มขลังเป็นเลขเด็ดที่แม่นยำเป็นพิเศษ
อย่างไรก็ตามนายสุชีพ สุทธิศักดิ์ เจ้าของป้อยสารกะลาตาเดียว ยอมรับว่าตัวเองมีป้อยสารที่มีอายุกว่า 120 ปีจริง จำนวน 2 ใบ ๆ แรกเป็นป้อยข้าวสารที่ทำด้วยกะลามะพร้าวธรรมดาทั่ว ๆ ไป ส่วนอีกใบเป็นป้อยข้าวสารทำจากะตาตาเดียว โดยนายสุชีพ ยอมเอาออกมาโชว์ให้ดู พร้อม กล่าวเตือนให้ผู้ที่จะถือชมให้ใช้ความระมัดระวังเกรงว่าป้อยสารกะลาทั้ง 2 ใบ จะตกลงมาแตกได้รับความเสียหาย และไม่อนุญาตให้นำไปใช้ในการประกอบพิธีทางไสยศาสตร์หาเลขเด็ดดกแทงหวย โดยอ้างว่าหลังจากการนำป้อยสารไปทำพิธีทางไสยศาสตร์ขอหวยแล้วป้อยสารลูกนั้น ๆ จะเสื่อมความขลังกลายเป็นวัสดุหรือป้อยสารธรรมดาทั่วไปทันที แม้บรรดาคอหวย เซียนหวยจะขอซื้อในราคานับหมื่นบาทนายสุชีพ ยืนยันว่าจะให้ราคาสูงสักเท่าไหร่ก็ไม่ยอมขาย เพราะถือเป็นสมบัติล้ำค่าที่ตกทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษจะไม่มีวันนำมาขายกินเด็ดขาด และจะมอบตกทอดถุงรุ่นลูก หลาน เหลนต่อ ๆ ไป สร้างความผิดหวังให้กลุ่มคอหวย เซียนหวยเป็นอย่างมาก ก่อนพากันเดินทางกลับไปด้วยความเสียดาย
นายชีพ กล่าวว่า ป้อยสารทั้ง 2 ใบทั้งที่ทำด้วยกะลาธรรมดาและกะลาตาเดียวมีอายุไม่น้อยกว่า 120 ปี เป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่สมัยทวดของตนมาถึงรุ่นพ่อ และรุ่นตนในปัจจุบัน โดยตอนนี้ตนอายุ 66 ปีแล้ว ในอนาคตป้อยสารทั้ง 2 ใบก็จะเป็นมรดกที่จะมอบให้ลูกหลานต่อไป โดยในสมัยโบราณกะลาตาเดียวมาทำป้อยสารอยากมาก จึงใช้กะลาธรรมดามาทำป้อนสารมีอายุในการใช้ตักตวงข้าวสารมานานกว่า 120 ปี ส่วนป้อยสารที่ทำด้วยกะลาตาเดียวก็มีอายุใกล้เคียงกัน คือตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 5 จึงเชื่อว่าอาจจะมีอายุมากกว่าป้อยข้าวสารกะลาตาเดียวทุกในเมืองไทยก็ว่าได้ ถือว่าได้ตักตวงเอาความเป็นสิริมงคล โชคลาภมายาวนาน ทำให้ตระกูลและครอบครัวของตนมีกิน มีใช้สุขสบายไม่เดือดร้อนเลย ต้นตระกูลต้นมีภูมิลำเนาอยู่บ้าน หมู่ 2 บ้านใหม่ ต บางนบ อ หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช เมื่อตนย้ายมาอยู่ในตัวเมืองนครศรรีธรรมราชก็นำป้อยกะลาตาทั้ง 2 ใบใช้ตักข้าวสารมาจนถึงปัจจุบัน และถือว่าผ่านมาถึง 4 ชั่วอายุคนก็ว่าได้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าป้อนกะลาบ้านนายสุชีพ 2 ใบดังกล่าวนั้น ใบที่ทำด้วยกะลาตาเดียวมีขนาดใหญ่กว่าป้อยสารกะลาธรรมดา 1 เท่าโดยมีสีน้ำตาล ในขณะที่ป้อยสารกะลาธรรมดาสีดำเป็นมันวาวบ่งบอกถึงการผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนานได้เป็นอย่างดี
สำหรับความเชื่อเรื่อง“กะลาตาเดียว” ซึ่งกะละมะพร้าวที่เป็นวัตถุมงคลธรรมชาติ ซึ่งกะลาตาเดียวเป็นกะลามีดีมีเทพรักษาอยู่ โดย “กะลาตาเดียว” ซึ่งมีลักษณะเป็นเอกลักษณ์ที่ผิดแผก ไปจากธรรมชาติของกะลาทั่วไปตรงที่จะมีปากที่เป็นรูงอกหน่อหนึ่งรู และก็จะมีตาส่วนที่บุ๋มลงไปเพียงหนึ่งตาเท่านั้น โดยจะมีเส้นสาแหรกแบ่งกะลาออกเป็นสองส่วนกะลาชนิดนี้เป็นวัตถุมงคล ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แม้ยังไม่ได้นำมาเข้าพิธีกรรมปลุกเสกก็มีความเข้มขลังอยู่ในตัวมันอยู่แล้วแต่ก็ยังไม่ดีมากนัก ถ้าหากนำมาแกะเป็นรูปพระพุทธรูป รูปเทพต่าง ๆ เช่น จตุคาม-รามเทพ พระเกจิ พระราหู เป็นแล้วนำไปเข้าพิธีปลุกเสก ผ่านพิธีกรรมที่ถูกต้องก็จะเป็นของขลังที่ทรงพลานุภาพ ให้กับผู้บูชาได้สมปรารถนาทุกปราการ
แต่การที่จะหากะลาตาเดียวนั้น เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากพอสมควร เพราะว่ากะลามะพร้าวทั่วไป เป็นร้อยเป็นพันลูก จึงจะเจอเป็นกะลาตาเดียวสักลูกสองลูก ถ้าผู้ใดเจอก็นับว่าโชคดีของผู้นั้นไป ส่วนผู้รู้ตั้งแต่โบราณจะใช้กะลาตาเดียวตัดครึ่งใบ นำส่วนที่มีตาเดียวไว้ใช้ตักหรือตวงข้าวสารใส่หม้อไปหุงกิน หรือที่เรียกว่า “ป้อยสาร” เชื่อว่าครอบครัวนั้นจะมีแต่ความอุดมสมบูรณ์ในการทำมาหากินให้กับครอบครัว ไม่มีคำว่าอดอยากครอบครัวจะสมบูรณ์ทุกอย่าง ในการทำมาหากิน การประกอบอาชีพทุกๆ อาชีพเลยทีเดียว.
ภาพ/ข่าว/ยุทธนะ เตมะศิริ สำนักข่าวทีนิวส์จังหวัดนครศรีธรรมราช
