- 03 เม.ย. 2562
ตกค้างไร้การช่วยเหลือ!!ชาวบ้าน อ.ปากพนัง 2 พื้นที่บุกศาลกลางร้องไร้การช่วยเหลือหลังประสบภัยพายุปาบึก-ที่ ส.ส.พปชร.รับเรื่องเร่งช่วยเหลือ
เมื่อเวลา 10.00 น.ที่ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้มีประชาชนจาก อ.ปากพนัง 2 หมู่บ้าน ประกอบด้วยหมู่ 4 ต.ปากพนังฝั่งตะวันตก โดยการนำของนายมาโนช ดวงดี นายกสมาคมประมงชายฝั่ง อ.ปากพนัง และกลุ่มผู้เลี้ยงปูดำบ้านหน้าโกฏิ หมู่ 10 ต.ขนาบนาค อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช โดยการนำของนางอลิสา โอพั่ง ได้เดินทางเข้าร้องเนขอความเป็นธรรมและช่วยเหลือกรณีได้รับความเสียหายจากพายุโซฯร้อยปาบึก แต่ไม่ได้รับการเยียวยาช่วยเหลือจากทางราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด ในขณะที่จะหมดเขตการช่วยเหลือภายในวันที่ ภ เม.ย. 2562
นายมาโนช ดวงดี ตัวแทนชาวบ้านหมู่ 4 ต.ปากพนังฝั่งตะวันตก กล่าวว่า หลังเกิดเหตุทางรัฐบาลและทางจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้สั่งการให้ช่วยเหลือประชาขนที่ได้รับผลกระทบและเสียหายในทุกพื้นที่ แต่ปรากฏว่าหน่วยงานในระดับพื้นที่กลับนิ่งเฉยดูดายได้เข้าไปสำรวจความเสียหายในพื้นที่ จนชาวบ้านที่ได้รับความเสียหายในหมู่ ภ ต.ปากพนังฝั่งตะวันตก จำนวน 103 ครัวเรือนรวมตัวไปร้องเยนขอความเป็นธรรมกับทางอำเภอปากพนัง จนถึงในขณะนี้เรื่องยังเงียบหายไม่มีความคืบหน้าใด ๆ จึงเดินทางมาร้องเรียนขอความเป็นธรรมและช่วยเหลือจากผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยปัญหา 2 เรื่องประกอบด้วย 1.การช่วยเหลือกรณีเครื่องมือประกอบอาชีพ 2.เรื่องการขนดินโคนที่ถูกพายุพัดเข้ามาทับถมในพื้นและข้าวของในบ้านเสียหาย ในขณะที่กอรอบการช่วยเหลือที่ทางจังหวัดกำหนดไว้ภายในวันที่ 4 เม.ย. นี้ จึงขอคำตอบจากผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชว่าจะมีมาตรการการช่วยเหลือและให้ความเป็นธรรมกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างไร
ในขณะที่นางอลิสา โอพั่ง ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปูดำบ้านหน้าโกฏิ ต.ขนาบนาค กล่าวว่า พายุปาบึกที่พัดถล่มสร้างความเสียหายแก่บ่อเลี้ยงปูดำ จำนวน 78 รายเนื่องจากน้ำทะเลไหลบ่าท่วมบ่อเลี้ยงปูดำ จนปูดำในบ่อหนีออกจากบ่อจนหมด และทางจังหวัดมีการประกาศเขตประสบภัยพิบัติ อย่างไรก็ตามหลังจากยื่นเรื่องขอความช่วยเหลือจากประมงอำเภอปากพนัง และให้มีการรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ เพื่อเสนอขอความช่วยเหลือตามระเบียบทางราชการ แต่ปรากฏว่ามีผู้นำท้องถิ่นเรียกเงินจากชาวบ้านบ่อละ 1,000 บาท แต่เกษตรกรเจ้าของบ่อไม่ยอมทางผู้นำท้องถิ่นรายดังกล่าวจึงไม่ยอมเซ็นรับรองเอกสาให้ ผู้นำท้องถิ่นจึงเลือกปฏิบัติเซ็นเอกสารรับรองให้เฉพาะพวกพ้องของตนเอง เหลืออีก 78 รายไม่ยอมดำเนินการให้แพยายามกีดกันทุกทางเพื่อไม่ให้ชาวบ้านที่เดือดร้อนได้รับการช่วยเหลือ
ทางด้าน ดร.สัณหพจน์ สุขศรีเมือง ว่าที่ ส.ส.เขต 2 พรรคพังประชารัฐ ได้เดินทางมารัยเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านทั้ง 2 กลุ่ม โดยในกลุ่มแรก หมู่ 4 ต.ปากพนังฝั่งตะวันตก ดร.สัณหพจน์ สุขศรีเมือง ได้นำตัวแทนชาวบ้านเข้าพบหารือกับนายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยทางผู้ว่า ฯจะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าประชุมเพื่อกำหนดมาตรการเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ยังตกหล่นในพื้นที่ดังกล่าว โดยจะสรุปให้ชัดเจนและแจ้งให้ทราบภายในวันนี้ ส่วน กลุ่มที่ 2 กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงปูดำบ้านหน้าโฏฎิ ทางนายถาวรวัฒน์ คงแกว รองผู้ว่าราชการจังหวดนครศรีธรรมราช จะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุม และตกลงกันว่าจะใช้หลักฐานภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อตรวจสอบว่าในวันที่พายุปาบึกพัดถล่มตลอดแนวชายฝั่งน้ำได้ท่วมในพื้นที่บ้านหน้าโฏฏิ และท่วมบ่อเลี้ยงปูดำของชาวบ้านได้รับความเสียหายจริงหรือไม่ หากภาพ่ายทางดาวเทียมปรากฏชัดว่าน้ำท่วมจริงก็จะช่วยเหลือตามระเบียบทางราชการต่อไป ทำหาวบ้านทั้ง 2 กลุ่มพอใจพากันเดินทางกลับไป
ดร. สัณหพจน์ สุขศรีเมือง กล่าวว่า ทางพรรคได้เรียกว่าที่ ส.ส.ของพรรคไปร่วมประชุมและสั่งการให้ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในแต่ละเรื่องแต่ลื้นที่ทันทีโดยไม่ต้องรอการฟอร์มทีมจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้นตนจึงมารับเรื่องการร้องเยนของชาว อ.ปากพนังทั้ง 2 กลุ่มที่ได้รับความเสียหายเรื่องพายุโซนร้อนปาบึก และนำเรื่องเข่าหารือกับผ่า ฯ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชเพื่อกำหนดมาตรการเยียวยาช่วยเหลือตามระเบียบราชการต่อไป โดยจะมีการประชุมและสรุปผลให้คำตอบกับชาวบ้านอย่างชัดเจนภายในวันนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าปัญหาในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพายุโซนร้อนปาบึกที่ยังตกหล่นในหลายพื้นที่ ทำให้ประชาชนขาดโอกาสในการช่วยเหลือ เกิดจากการตรวจสอบและตัดสินใจ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นล่าช้า ไม่ครบถ้วน แม้แต่ในเขตเทศบาลนคร นครศรีธรรมราชบ้านเรือนประชาชนที่พังทั้งหลีงอย่างน้อย 2 รายจนถึงขระนี้ยังไม่ได้รับการก่อสร้างหรือช่วยเหลือใด ๆ เลย เช่น บ้านเลขที่ 16/33 ซ.ข้างปั๊ม ปตท. หัวถนน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช โดยพบนางอมรรัตน์ แซ่ภู่ อายุ 48 ปี เจ้าของบ้านซึ่งป่วยเป็นมะเร็งเต้านม พร้อม น.ส.อรอุมา จันทร์ทัณฑ์ อายุ 22 ปี บุตรสาว ได้เที่ยวไปเที่ยวมาในหน่วยราชการที่เกี่ยวของทั้เทศบาลนคร นครศรีธรรมราชและจังหวัดนครศรีธรรมราช เรียกร้องขอความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องแต่ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ และบ้านนางเต๊ะ กูเปี้ย อายุ 79 ปี ที่ป่วยโรคชราและเส้นเอ็นยึดเดินไม่ได้ อาศัยอยู่กับ น.ส.อลิสรา พราหมณ์มณี หลานสาววัย 16 ปี นักศึกษาวิทยาลัยอาชีวิศึกษา ชั้น ปวช.1 ในกระท่อมไม่มีเลขที่หลังวัดชลเฉนียน ถนนศรีธรรมราช ต.มะม่วงสองต้น อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ห่างจากศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช แค่ 500- 600 เมตร แม้ทางคณะกรรมการและผู้ว่าราชการจังหวัดจะอนุมัติกรอบการช่วยเหลือก่อสร้างบ้านให้ใหม่ แต่เนื่องจากสองยายหลานไม่สามารถจัดหาที่ดินก่อสร้างบ้านได้ เรื่องจึงตกไปทุกสันนี้สองยายหลานยังอาศัยอยู่ในซากกระท่อมอย่างน่าเวทนาสงสารเหมือนเดิม.
ภาพ/คลิป/ข่่าว ยุทธนะ เตมะศิริ สำนักข่าวทีนิวส์นครศรีธรรมราช
