"เมธีฯ" อ้างวาจาสวยหรู ?  เลี่ยงดีเบต "พุทธะอิสระ" ไม่ใช่กลัวหัวหด แต่ไม่ชอบสงครามเพรื่อพร่ำ

ติดตามข่าวสารข้อมูล www.tnews.co.th

 

วันนี้ ( 3 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  พระเมธีธรรมจารย์ ได้แสดงความเห็นผ่านโลกโซเชียล ในประเด็นที่เคยหลีกเลี่ยงการดีเบตในเรื่องการ "แต่งตั้งพระสังฆราช"  โดยแจงว่ารัฐบาลข้อร้องให้ล้มเลิก   และไม่เป็นประโยชน์ในเชิงสัญลักษณ์มากกว่าต้องการจะดีเบตกันจริงๆ หากพระพุทธอิสระจะขอท้าดีเบตอีกครั้ง

 


                         พร้อมระบุว่า "ดีเบตกับพุทธะอิสระและคุณไพบูลย์   พึ่งได้อ่านเฟซบุ๊คของพระสุวิทย์ ธีรธมฺโม วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ในวันนี้เอง เพราะมีคนส่งมาให้อ่าน ในเฟซบุ๊คมีรายละเอียดพอสรุปได้ ดังนี้ (เฟซบุ๊คพระสุวิทย์ เมื่อวันที่ 1 เมษายน)

 


                           1. ขอท้าดีเบตกับพระเมธีธรรมาจารย์ ออกสื่อสาธารณะ

 


                           2. ใช้กติกาเดิมที่กำหนดไว้ในการดีเบตกับ ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์


                          3.พูดใน 4 ประเด็นเดิม


                         4. ถ้าใครพูดผิดธรรม ผิดวินัย ต้องถอดจีวรนอนคุก


                         การท้าทายและแสดงออกในลักษณะนี้เป็นการใช้วาทะและพฤติกรรมทางการเมืองมากกว่าการคำนึงถึงสมณภาวะของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา  เพราะในความเป็นจริงแล้ว อาตมารับนัดดีเบตในทันทีที่นายกรัฐมนตรีบอกว่าจะให้พระทั้งสองฝ่ายดีเบตกันเมื่อคราวที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะถือว่านี่คือความจริง ไม่ใช่ความฝันหรือเป็นเพียงวาทกรรมเพื่อเอาชนะกันของแต่ละฝ่าย แต่ในที่สุดแล้วทุกอย่างก็ยุติลงด้วยเหตุผลของฝ่ายรัฐบาลที่เห็นว่า ไม่สมควร

 

 

และในครั้งก่อน คุณไพบูลย์ นิติตะวัน ก็ออกมาท้าดีเบตกับอาตมาอีกครั้งหนึ่งแล้ว ทั้งที่ความจริงเขาควรจะดีเบตกับ ดร.เมธาพันธ์ มากกว่า มาคราวนี้ก็เป็นคิวของพระสุวิทย์ วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม

 

 

สำหรับเรื่องดีเบตนั้น ผู้ท้าทายเพียงต้องการพูดจาให้ชนะคะคานกันมากกว่า คือต้องการเอาชนะในเชิงสัญลักษณ์มากกว่าต้องการจะดีเบตกันจริงๆ มีความประสงค์จะต้อนอาตมาให้เข้ามุมและนำไปกล่าวอ้างว่า ขี้ขลาด กลัว ไม่กล้ามาดีเบตต่อสื่อสาธารณะ

 

 

 

เรื่องนี้เอากันง่ายๆว่าในเงื่อนไขทั้ง 8 ข้อของพระสุวิทย์ วัดอ้อน้อยนั้น มันมีทางจะเป็นไปได้หรือไม่
เอาแค่ ข้อที่ว่าให้รัฐบาลเป็นคนกลางจัดและถ่ายทอดสดทั่วประเทศ แค่นี้ก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
เป้าหมายก็คือจะได้อวดอ้างกับผู้คนทั่วไปว่าตัวเองเป็นผู้กล้า เป็นผู้ถือความจริงแต่อีกฝ่ายหนึ่งกลัวเท่านั้นเอง
ถ้าสิ่งไหนที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ทั้งต่อคณะสงฆ์ พระพุทธศาสนา และมีความเป็นไปได้ พระเมธีธรรมาจารย์ ไม่เคยหลบใคร

 

 


เพราะอาตมามั่นใจว่า ที่ผ่านมา วันนี้ และวันหน้าก็ยังยืนยันในการพูดความจริงเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง แล้วอย่างนี้จะกลัวอะไร