- 11 พ.ค. 2559
เรือนจำพิเศษกรุงเทพเตรียมปล่อยตัว นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคเพื่อไทย และนายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ อดีต ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ซึ่งได้รับการพักโทษ ตามหลักเกณฑ์พักการลงโท
วันที่ 11 พ.ค.58 เรือนจำพิเศษกรุงเทพเตรียมปล่อยตัว นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคเพื่อไทย และนายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ อดีต ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ซึ่งได้รับการพักโทษ ตามหลักเกณฑ์พักการลงโทษของนักโทษชั้นดี คือได้รับการพักโทษ 1 ใน 5 ของโทษที่เหลือ
โดยนายพร้อมพงศ์และนายเกียรติอุดม ถูกศาลจำคุก 1 ปี เท่ากับ 12 เดือน ตั้งแต่ วันที่ 24 กรกฎาคม 2558 โดยปัจจุบันทั้ง 2 คน จำคุกมาแล้ว 10 เดือน ซึ่งโทษจริงจะต้องพ้นโทษเดือนกรกฎาคมนี้
นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะรักษาราชการอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ชี้แจงว่า ทั้งสองคนได้ออกจากเรือนจำเร็วกว่ากำหนด 2 เดือน ซึ่งเป็นการพักโทษธรรมดาไม่ใช่กรณีพิเศษเรือนจำระบุว่า ระหว่างที่อยู่ในภายเรือนจำประพฤติตัวตามระเบียบวินัยและไม่เคยทำผิดวินัย
หลังจากผู้ต้องขังได้รับการพักโทษออกจากเรือนจำแล้วไม่เกิน 3 วัน จะต้องมารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่กรมคุมประพฤติ และทุก 1 เดือน จนกว่าจะพ้นกำหนดโทษ
หากย้อนกลับไปในคดีนี้ ศาลอ่านคำพิพากษาฎีกา คดีหมิ่นประมาท หมายเลขดำ อ.1886/2553 ที่นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคเพื่อไทย และนายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ อดีตส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328
ฟ้องโจทก์ เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.53 ระบุความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.53 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันให้ข่าว สื่อมวลชนแขนงต่างๆ ทำนองว่า โจทก์ให้ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์เข้าพบเป็นการส่วนตัว ระหว่างที่มีการพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ และกล่าวหาว่าโจทก์ประพฤติตนไม่เหมาะสม ไม่น่าเชื่อถือ ขัดต่อจริยธรรมของตุลาการ ขาดความยุติธรรม ขาดความเป็นกลาง และอื่น ๆ ซึ่งล้วนเป็นเท็จ ทำให้โจทก์ต้องเสื่อมเสีย ชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชังฯ เหตุเกิดที่แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม. และที่อื่นเกี่ยวพันกัน โจทก์จึงขอให้ศาล พิพากษาลงโทษจำเลยตามความผิดด้วย
คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 31 ก.ค.55 เห็นว่า จำเลยทั้งสอง กล่าวหาใส่ความโจทก์โดยไม่มีมูลความจริง ไม่ตรวจสอบข้อเท็จให้ได้รับความชัดเจนก่อนการแถลงข่าว จึงไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ให้จำคุก จำเลยคนละ 1 ปี ปรับคนละ 50,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับโทษทางอาญามาก่อน จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยทั้งสอง ร่วมกันเผยแพร่คำพิพากษาย่อใน นสพ.ไทยรัฐ มติชน และกรุงเทพธุรกิจ เป็นเวลา 7 วันติดต่อกันด้วย
จำเลยยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดี ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาวันที่ 12 ธ.ค.56 เห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสอง เป็นการหมิ่นประมาทฯ ขณะที่จำเลยที่ 1 จบการศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิตและเป็นอาจารย์หลายสถาบัน ส่วนจำเลยที่ 2 จบปริญญาตรี เป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทย จ.อุดรธานี และยังเป็นกรรมาธิการและรองกรรมาธิการหลายคณะ จำเลยจึงเป็นคนมีเกียรติ มีความน่าเชื่อถือของบุคคลทั่วไป ควรทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดีให้สังคม ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาแก้โทษเป็นว่า ให้จำคุกจำเลยทั้งสอง คนละ 1 ปี โดยไม่รอการลงโทษ ส่วนโทษปรับให้ยกไป
จำเลยทั้งสองยื่นฎีกาต่อสู้ว่า การแถลงข่าวและแจกเอกสารข่าว เป็นการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการพิจารณาคดี ขอให้ศาลฎีกาพิจารณาลงโทษสถานเบาและขอให้รอการลงโทษจำเลยไว้ก่อน
ศาลฎีกา ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า โจทก์เบิกความว่า วันที่ 10 พ.ค.53 โจทก์เดินทางเข้าห้องทำงานที่ศาลรัฐธรรมนูญ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ตั้งแต่เช้า และไม่เคยเชิญตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์เข้าพบที่ห้อง และไม่เคยพบกับนายทศพล เพ็งส้ม ตัวแทนประชาธิปัตย์ที่เดินทางมายื่นหนังสือเกี่ยวกับคดียุบพรรค สอดคล้องกับเลขานุการฯของโจทก์ เบิกความว่า ได้เข้าปฏิบัติงานตั้งแต่เวลา 07.40 น. ถึง 16.00 น. ไม่พบว่ามีใครเข้าพบโจทก์เป็นการส่วนตัวที่ห้องทำงาน โดยนายทศพล เพ็งส้ม ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ ก็เป็นพยาน เบิกความด้วยว่า พยานเดินทางไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เวลา 09.00 น.เศษ เพื่อยื่นเอกสารเกี่ยวกับคดีที่ชั้น 2 ศูนย์ราชการฯ โดยไม่เคยได้พบกับโจทก์เป็นการส่วนตัว พยานโจทก์ล้วน ไม่เคยมีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุสงสัยว่า จะเบิกความปรักปรำใส่ร้ายจำเลยทั้งสองให้ต้องรับโทษ
ส่วนที่จำเลย อ้างว่า ทราบเรื่องตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์เข้าพบโจทก์ที่ห้องทำงาน จากเจ้าหน้าที่ 2 คน แต่ในชั้นพิจารณาคดี จำเลยก็ไม่นำเจ้าหน้าที่ 2 คนดังกล่าวมาเบิกความ ยืนยัน ดังนั้นการให้ข่าวของจำเลยต่อสื่อมวลชน จึงเป็นการให้ข้อความอันเป็นเท็จ ขณะที่ช่วงเวลาดังกล่าวมีการพิจารณาคดียุบพรรคและตัวจำเลย ก็ได้ยื่นหนังสือคัดค้านโจทก์การเป็นองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ การกระทำของจำเลยจึงเสมือนใช้สื่อมวลชน เป็นเครื่องมือหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ ทำให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดได้ว่า โจทก์ไม่มีความเป็นกลาง ซึ่งจำเลยเล็งเห็นอยู่แล้วว่า สื่อจะนำข้อมูลจากเอกสารที่จำเลยแจกไปเผยแพร่ การที่จำเลยอ้างว่าการแถลงข่าวและแจกเอกสารไม่ได้เป็นการหมิ่นประมาทฯ โดยการโฆษณา แต่เป็นการแสดงความคิดนั้น จึงฟังไม่ขึ้น และที่จำเลยขอให้ศาลฎีกาลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น ศาลฎีกา เห็นว่า การกระทำของจำเลย เป็นการให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ มีการเผยแพร่ด้วยเอกสาร จึงเป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยเอกสารที่ทำให้โจทก์ซึ่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้รับความเสื่อมเสีย บุคคลอื่นเข้าใจว่าไม่มีความเป็นกลาง ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุก จำเลยทั้งสอง คนละ 1 ปี โดยไม่รอลงการลงโทษนั้นเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน
