- 12 พ.ค. 2559
ญาติวีรชนหนุนแนวทางสร้างความปรองดองเสรีแต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการสารภาพ แนะนำข้อเสนอชุดนายเอนกมาพิจารณา พร้อมถามรองนายกเหตุใดจึงต้องคัดค้าน ด้านแม่น้องเกดเผยการปรองดองต้องไม่เลือกปฏิบัติทุกฝ่ายต้องได้รั
รัฐสภานายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 เปิดเผยถึงกรณีที่นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เสนอ พ.ร.บ.รอกำหนดโทษ เพื่อเป็นแนวทางการสร้างความปรองดอง ว่า ทางญาติวีรชนเห็นด้วยซึ่งถือว่านายเสรีมีความกล้าหาญที่เสนอเรื่องการปรองดองและนิรโทษกรรม ซึ่งเห็นด้วยกับการสร้างความปรองดอง เพราะความปรองดองเป็นสิ่งที่สังคมต้องการและอยากเห็นบ้านเมืองมีความสามัคคีปรองดองสงบสุขเกิดขึ้น
อย่างไรก็ดี ไม่เห็นด้วยกับวิธีการรอพักโทษเพราะการที่ผู้กระทำผิดไม่ยอมรับว่าตัวเองผิดหรือยังไม่สามารถหาผู้กระทำผิดได้ แล้วจะมีการสารภาพเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ พร้อมทั้งต้องการให้นำผลการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ที่มีนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน มาพิจารณาด้วย เพราะได้ทำการศึกษาอย่างครบถ้วนในทุกด้าน รวม 6 ด้าน และเป็นข้อเสนอที่ได้รับความเห็นชอบจากคู่ขัดแย้งทุกฝ่าย ซึ่งสิ่งที่นายเสรีเสนอก็เป็นหนึ่งในแนวทางของคณะกรรมการฯ แต่ไม่ได้รับการพิจารณาจากรัฐบาล
ทั้งนี้ ก่อนที่จะคณะกรรมการฯ จะมีการสรุป 6 ประเด็น เพื่อเป็นแนวทางสร้างความปรองดอง ได้มีการพูดคุยกับทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรพรรคการเมือง พรรคประชาธิปัตย์ และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ซึ่งทุกฝ่ายยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าต้องดำเนินการตามที่คณะกรรมการฯ ได้ศึกษาไว้ ซึ่งผู้สูญเสียทุกเหตุการณ์จะเป็นกลไกสำคัญในการที่จะทำให้ความปรองดองเกิดขึ้น ถ้ามีการขอโทษผู้สูญเสียก็พร้อมจะให้อภัย เพื่อให้กระบวนการปรองดองเกิดขึ้น
ส่วนข้อเสนอของนายเสรีนั้น มองว่า แม้ทุกฝ่ายจะเห็นด้วยกับการปรองดอง แต่เงื่อนไขและข้อเสนอของนายเสรี อาจมี 2-3 ข้อ ที่บางฝ่ายไม่ยอมรับ เช่น การตัดสิทธิ์ทางการเมือง ทั้งการใช้สิทธิ์เลือกตั้งและลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งขัดกับหลักสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
ขณะเดียวกัน อยากฝากไปถึงพลเอกประวิตรวงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นให้ยุติกฎหมายรอกำหนดโทษ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งความปรองดองและความสามัคคีของคนในชาติเป็นสิ่งที่รัฐบาลโดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคงควรให้การสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอของนายเสรี หรือของทางกลุ่มญาติวีรชนที่อาจนำไปสู่การนิรโทษกรรมในในอนาคตก็ตาม ซึ่งหากผู้ใดที่สามารถทำให้การปรองดองเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดนี้หรือบุคคลใดในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ทางฯาติวีรชนก็พร้อมจะสนับสนุนเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้รัฐบาลกำลังจะกลายเป็นคู่ขัดแย้ง หากไม่มีการสร้างความปรองดองประเทศชาติจะเดินต่อไปได้อย่างไร ทุกคนอยากปรองดองทั้งนั้น แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีเองก็จะกล้าบอกหรือไม่ว่าไม่ต้องการให้มีความปรองดองเกิดขึ้น
ด้านนายภูมิ มูลศิลป์ รองคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กล่าวว่า การสร้างความปรองดองต้องทำควบคู่กันไปในทุกมิติ ทั้งการสร้างความเข้าใจร่วมกัน การค้นหาข้อเท็จจริง การอำนวยความยุติธรรม การเยียวยาฟื้นฟู การสร้างสภาวะการอยู่ร่วมกัน และการป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งขึ้นอีก
ทั้งนี้ สิ่งที่นายเสรีเสนอเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างความปรองดอง ที่สำคัญต้องได้รับความเห็นชอบจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะจากฝ่ายผู้สูญเสีย โดยต้องคำนึงถึงขั้นตอนกระบวนการทางกฎหมาย เพราะการก้าวข้ามกระบวนการทางกฎหมายอาจนำไปสู่ความขัดแย้งและทำให้สังคมเกิดความคลางแคลงใจได้
ด้านนางพะเยาว์ อัคฮาด มารดานางสาวกมนเกด อัคฮาด ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์การชุมนุม กล่าวว่า ข้อเสนอของนายเสรีเป็นการหักด้ามพร้าด้วยเข่า เพราะคดีความยังดำเนินการไปตามปกติ เป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ยกตัวอย่างกรณีคดีของลูกสาวของตัวเองที่ศาลได้พิจารณาแล้วว่าเสียชีวิตจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ดังนั้น ทางกลุ่มผู้สูญเสียจึงไม่ได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมทุกฝ่าย
ทั้งนี้ ในกระบวนการปรองดองต้องไม่เลือกปฏิบัติไม่ว่าจะกลุ่มใดทั้งกลุ่มปิดสนามบินและกลุ่มเผา ต้องให้ประชาชนทุกฝ่ายได้รับประโยชน์จากการปรองดอง โดยจะติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด หากยังไม่มีความคืบหน้าก็อาจพิจารณายื่นเรื่องร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรีต่อไป
