- 07 มิ.ย. 2559
กรณีผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 61 วรรคสอง ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เผยกรณีผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 61 วรรคสอง ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ว่า การที่ผู้ตรวจการณ์แผ่นดิน ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามคำร้องของผู้ร้องว่า คำ"ก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม" นั้น ประชาชนไม่เข้าใจ ส่วนคำ "หยาบคาย" เป็นคำไม่ผิดกฏหมาย คำเหล่านี้เป็นการกำจัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยไม่มีเหตุสมควร
ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา พรบ.ออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559จึงขอให้ข้อสังเกตุดังนี้
1) การที่ผู้ตรวจการณ์แผ่นดิน ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้น นับเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่แสดงให้เห็นว่าแม้ สนช.ที่ถูกแต่งตั้งมาจาก คสช. องค์กรอำนาจสูงสุดจากการยึดอำนาจ ก็ยังต้องถูกตรวจสอบ ถ่วงดุล จากองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นผู้ใดที่กล่าวอ้างว่า ปชช.ถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพจากการปฎิวัติรัฐประหาร จึงไม่เป็นความจริง แท้จริงแล้วปชช.ยังมีช่องทางร้องขอความเป็นธรรม ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2559 หากปชช.เห็นว่าตนถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ ซึ่งคงจะไม่มีรัฐบาลเผด็จการในโลกประเทศใดที่ให้โอกาสประชาชนเช่นนี้
2)ก่อนการพิจารณาพรบ.ออกเสียงประชามติฯ คณะกรรมาธิการฯ ได้วางกรอบการพิจารณา เพื่อแสดงเจตนารมย์ของพรบ.นี้ว่า
-จะต้องให้การออกเสียงประชามติ เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม ผลการออกเสียงเป็นที่ยอมรับของประชาชน
-ประชาชนต้องมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและ เผยแพร่ความคิดเห็น โดยสุจริต ไม่ขัดต่อกฎหมาย
- ไม่ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น ให้ทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็นอย่างรอบด้าน
-ไม่ต้องการให้ฝ่ายใด นำประเด็นการลงประชามติ ไปสร้างความขัดแย้ง สร้างความวุ่นวาย ก่อให้เกิดความไม่เรียบร้อยในสังคม
3)คำ"ก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย" ในสังคมไทยเป็นที่ทราบกันอย่างดีว่าเป็นการกระทำที่ไม่มีใครต้องการ ไม่มีใครยอมรับ มีความสมบูรณ์อยู่ในตัวที่ไม่จำเป็นจะต้องมีคำอธิบายถึงขอบเขตการกระทำ ด้วยเหตุนี้จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าคำดังกล่าวมีความคลุมเคลือ
4)องค์ประกอบการกระทำความผิดตามมาตรา 61 วรรคสอง ประกอบด้วยการกระทำ (การเผยแพร่ ข้อความ เสียง) สื่อ (นสพ. วิทยุ โทรทัศน์ฯ) ลักษณะการกระทำ (ผิดข้อเท็จจริง ก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม ข่มขู่ ) และผลของการกระทำ (มุ่งชี้นำ) ผู้ใดกระทำครบองค์ประกอบจึงจะเป็นความผิด
5)ตามเหตุผลข้อ 3) ข้อความดังกล่าวจึงไม่มีความคลุมเคลือ แม้คลุมเคลือ ก็ยังมีขั้นตอนการให้ความยุติธรรมต่อผู้ถูกกล่าวหา ตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน อัยการ สุดท้าย ยังมีกระบวนของศาลให้ความเป็นธรรมถึง 3 ศาล
6)คำว่า"หยาบคาย" ถึงแม้จะไม่ผิดกฎหมาย ตามเหตุผลของผู้ร้อง แต่ก็เชื่อว่าในสังคมไทย คงไม่มีใครต้องการ การกระทำ "หยาบคาย" ให้เกิดขึ้นในครอบครัวของตนเอง
7)หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ความในมาตรา 61 วรรคสอง ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็จะเป็นผลให้ความในมาตรา 61 วรรคสอง ไม่มีผลบังคับใช้ พรบ.ออกเสียงประชามติในส่วนอื่นยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป การลงประชามติใน 7สค.59 สามารถดำเนินการต่อไปได้
8)ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญ จะมีคำวินิจฉัยเช่นไร ผมในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกสภานิติบัญญัติ ที่มาจาก การปฎิวัติรัฐประหาร ผู้ทำหน้าที่รัฐสภาในขณะนี้ ก็ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะไม่ทำตนเหมือนสมาชิกรัฐสภาบางส่วน ที่อ้างตนว่า เป็นผู้แทนปวงชน ตามแนวทางประชาธิปไตย แต่ไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรตรวจสอบถ่วงดุล อำนาจ เช่นรัฐสภาในสมัยรัฐบาลประชาธิปไตยในอดีตก่อน22พค.57 อย่างเด็ดขาด
ขณะที่ นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการและโฆษกสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า ช่วงเช้าทางผู้ตรวจฯ ได้มีการหารือครั้งสุดท้ายเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของถ้อยคำในคำฟ้องและความเห็นก่อนที่จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งเหตุผลที่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดเนื่องจากคำพูดกับภาษาเขียนมีความแตกต่างกัน ดังนั้นต้องดูด้วยความรอบคอบอีกทั้งการเขียนต้องโน้มน้าวใจเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญได้เห็นว่ามาตราดังกล่าวมีปัญหาอย่างไร โดยการพิจารณาของผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีการอ้างอิงข้อกฎหมาย โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมาและหลักการต่างๆ นอกจากนี้ขอยืนยันว่าการพิจารณาของผู้ตรวจฯ ไม่ได้มีปัญหาในเรื่องข้อกฎหมาย เราคงยืนยันที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณามาตรา 61 วรรคสองทั้งวรรค ไม่ใช่เพียงแค่คำสามคำ "ก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย" ที่บรรจุอยู่ในวรรคดังกล่าว ซึ่งหลังจากยื่นเรื่องแล้วก็เป็นดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเชื่อว่าจะพิจารณาโดยเร็วเนื่องจากเป็นประเด็นที่คนสนใจ
