จับตา 14 มิถุนายนนัดประชุมเพื่อหาข้อยุติเกี่ยวการเข้ามอบตัวของพระธัมมชโย

จับตา 14 มิถุนายนนัดประชุมเพื่อหาข้อยุติเกี่ยวการเข้ามอบตัวของพระธัมมชโย

เป็นอีกประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ กับการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ ในการแจ้งข้อกล่าวหา พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดธรรมกาย ในข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร 

โดยในวันที่ 14 มิถุนายน ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้นัดประชุมร่วมเพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับการเข้ามอบตัวของพระธัมมชโย อีกครั้งหนึ่ง

กรมสอบสวนคดีพิเศษ การประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ครั้งที่ 1/2559 โดยมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุม และมีผู้เข้าร่วมประชุม อาทิ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม พร้อมด้วยนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ ที่ปรึกษาสำนักงาน ปปง. พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล รองอธิบดีดีเอสไอ พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีดีเอสไอ

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ แถลงข่าวภายหลังประชุมว่า ส่วนกรณีที่ทางวัดพระธรรมกาย จะเสนอให้เปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวนในคดีพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลในข้อหาสมคบกันฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจรนั้น อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ไม่มีการนำประเด็นดังกล่าวมาพิจารณา

 

 

 

และยืนยันว่าขณะนี้ตนยังไม่เห็นหนังสือที่ร้องเรียนให้มีการเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวนส่งมาถึงดีเอสไอ อย่างไรก็ตามหากมีการยื่นเรื่องมาจริงก็ต้องพิจารณาเหตุผลและถ้าพนักงานสอบสวนปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องตามกฏหมายอย่างที่ผ่านมาก็ไม่มีความจำเป็นต้องดำเนินการตามที่มีการร้องเรียนแต่อย่างใด

ขณะที่สำนวนคดีมีความคืบหน้าไปมากและยืนยันว่าการสรุปสำนวนคดีจะเสร็จในเร็วๆนี้เพื่อส่งอัยการสั่งฟ้อง ซึ่งต้องให้เวลาพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานให้แน่นหนา แต่จะส่งสำนวนคดีภายในวันที่14 มิ.ย.หรือหลัง 14 มิ.ย.นั้น ไม่สามารถบอกได้

สำหรับข้อกังวลกรณีพระธัมมชโย จะได้ข้อยุติดำเนินการให้เป็นไปตามหมายจับเมื่อใดนั้น อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า การดำเนินการเป็นไปตามลำดับ 5ขั้นตอนที่พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ได้ให้นโยบาย แต่ท้ายสุดคงขึ้นอยู่กับให้ทางสงฆ์ดำเนินการเจรจาช่วยในเรื่องนี้

และอีกหนึ่งประเด็นที่ต้องความชัดเจนให้กับสังคมเนื่องจากปัจจุบันก็ยังมีความเคลือบแคลงสงสัย นั่นคือ การออกใบรับรองแพทย์อาการอาพาธของ พระเทพญาณมหามุนีหรือพระธัมมชโย หลังจากมีการร้องเรียนต่อแพทยสภาให้ตรวจสอบใบรับรองแพทย์เป็นเท็จหรือไม่

ศาสตราจารย์นายแพทย์สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวว่า อนุกรรมการจริยธรรมฯจะเชิญแพทย์ที่ถูกร้องเรียนเข้ามาให้ข้อมูล และจะเรียกข้อมูลเอกสารหลักฐานการตรวจพระธัมมชโยทั้งผลเลือด ผลอัลตราซาวด์ และผลเอ็กซเรย์ จากคลินิกสหรัตนเวช และแพทย์ที่ออกใบรับรงแพทย์ ซึ่งจะทำให้สามารถบอกได้ว่าคนไข้มีอาการป่วยจริงตามที่มีการระบุในใบรับรองแพทย์หรือไม่ แพทยสภาไม่จำเป็นต้องเข้าไปตรวจคนไข้เอง

โดยแพทยสภามีอำนาจตามกฎหมายที่จะเรียกข้อมูลคนไข้จากคลินิก โรงพยาบาลและ แพทย์ได้หากมีความจำเป็นต้องมีการตรวจสอบ หากวัดพระธรรมกายหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ยื่นหลักฐานการตรวจให้แพทยสภาตามที่ร้องขอไป แพทยสภาก็จะตัดสินทันทีว่าใบรับรองแพทย์อาการอาพาธของพระธัมมชโยเป็นเท็จ พระธัมมชโยไม่ได้ป่วยจริง เพราะถือว่าไม่มีหลักฐานมายื่นเพื่อแสดงว่ามีอาการป่วยตามที่ใบรับรองแพทย์ระบุไว้ โดยแพทย์ผู้รับรองจะมีโทษถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นแพทย์รักษาคนไข้ และหากข้อมูลผลการตรวจที่ยื่นมาให้แพทยสภาเป็นข้อมูลเท็จ โทษก็จะหนักขึ้น

นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ เลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบที่จะไม่ส่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไม่ตรวจอาการอาพาธพระธัมมชโย หลังคณะแพทย์ผู้รักษาพระธัมมชโยขอให้เลื่อนการไปตรวจอาการอาพาธ ส่วนก่อนหน้านี้ที่ดีเอสไอขอให้แพทยสภาแจ้งผลการตรวจว่าสามารถเคลื่อนย้ายพระธัมมชโยได้หรือไม่ เนื่องจากไม่ได้ส่งแพทย์ไปตรวจอาการแล้ว จึงไม่ต้องแจ้งผลไปทางดีเอสไอ

สำหรับคณะอนุกรรมการจริยธรรมชุดเฉพาะกิจ เพื่อพิจารณาการออกใบรับรองแพทย์ของ พ.ท.นพ.สิริพงศ์ ซึ่งมีตนเป็นประธาน พญ.ชัญวลี ศรีสุโข เป็นอนุกรรมการ และ นพ.เกรียง อัศวรุ่งนิรันดร์ เป็นอนุกรรมการ และ เลขานุการ ขณะนี้ได้ตั้งกรรมการเพิ่มเติมอีก 1 คน คือ นพ.วิสุทธิ์ ลัจฉเสวี ซึ่งคาดว่าจะมีการประชุมเพื่อหารือแนวทางกรอบการทำงานในสัปดาห์หน้าว่าจะดำเนินการอย่างไรบ้าง

หลังจากประชุมแล้วจะมีการขอข้อมูลจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อมาพิจารณา เมื่อได้ข้อมูลมากพอจึงจะเชิญ พ.ท.นพ.สิริพงศ์ มาให้ข้อมูล ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนีน่าจะใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือนจึงจะชี้ได้ว่ามีมูลหรือไม่ ซึ่งถือว่าชุดเฉพาะกิจนี้ดำเนินการเร็วกว่าปกติซึ่งใช้เวลาประมาณ 6 เดือน เพราะต้องรวบรวมข้อมูลเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด และยังต้องสอบถามไปยังราชวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องอีก ทั้งนี้ หลังจากชี้มูลแล้วจะรายงานผลไปยังคณะกรรมการแพทยสภา ซึ่งจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อตัดสินอีกครั้งหนึ่งว่าใบรับรองแพทย์นั้นเป็นจริงหรือเท็จ และออกโดยมีความเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งกระบวนการนี้จะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน" นพ.สัมพันธ์ กล่าว

ถือว่าเป็นอีกประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ กับการตรวจสอบใบสำคัญทางการแพทย์ ที่ออกโดยโรงพยาบาลค่ายภาณุรังษี จ.ราชบุรี และภายหลังการตรวจสอบใบสำคัญทางการแพทย์ เป็นของปลอม

ภาพที่คุณผู้ชมเห็นอยู่ขณะนี้ เป็น ใบสำคัญความเห็นแพทย์ เลขที่ 716/59

ลงวันที่ 11 เดือน พ.ค. พ.ศ. 59  เขียนโดย พ.ท.สิริพงศ์ พัฒนธนาวิสุทธิ์

ตำแหน่ง รอง ผอ.รพ.ค่ายภาณุรังสี  เป็นผู้จดทะเบียนประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบันชั้น หนึ่ง สาขา เวชกรรม-อายุศาสตร์โรคเลือด   ใบทะเบียนเลขที่ 25969

ได้ทำการตรวจร่างกาย พระไชยบูลย์ สุทธิผล สังกัด พระภิกษุ

วินิจฉัย เห็นว่า

1)หลอดเลือดดำอุดตันเฉียบพลัน

2)ก้อนเลือดอุดตันหลอดเลือดใหญ่ในปอด

3)Complete acute thrombosis ofcollateral rein

4)undolingDMcHTc DLP May-Thurnon Syndrome

ความเห็น

1)พิจารณาให้สารต้านการแข็งตัวของเลือด

2)พิจารณาการผ่าตัด เพื่อรักษาสาเหตุของการเกิดโรคถ้าไม่มีข้อห้ามในการผ่าตัด 3)ให้ให้นอนยกขาสูงกว่าหัวใจ และเคลื่อนไหวร่างกายให้น้อยที่สุดตลอดการรักษาอย่างน้อย 2-3เดือน หรือจนกว่าสาเหตุแห่งการเกิดโรคจะได้รับการรักษาจนหาย

4)เห็นควรปรึกษาอายุรแพทย์โรคหัวใจและอายุรแพทย์โรคติดเชื้อประเมินการรักษาร่วม

พิจารณาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเกิดข้อสงสัยขึ้นทันทีว่าทาง พ.ท.ศิริพงษ์ พัฒนพิสุทธิ์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายภาณุรังสี กับทีมงานวัดธรรมกายได้มีการร่วมมือกันเพื่อทำเอกสารปลอมหรือไม่ จนนำมาสู่การตรวจสอบของแพทยสภา ทั้งนี้ทั้งนั้นคงต้องรอการตรวจสอบว่าจะเป็นอย่างไร

ขณะเดียวกันอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวในวันนี้(10-06-59)คณะศิษย์วัดพระธรรมกายนำดอกไม่ธูปเทียนเข้าขอขมา พระพยอม'ที่วัดสวนแก้ว หลังลงบันทึกประจำ สภ.คลองหลวง พาดพิงวัดธรรมกาย พระธัมชชโย

นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์ของวัดพระธรรมกาย นำพานดอกไม้ ธูปเทียนแพ เข้าพบพระราชธรรมนิเทศ หรือพระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว เพื่อกราบขอขมาที่ล่วงเกิน หลังลงบันทึกประจำวันที่ สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี กรณีให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ซึ่งมีข้อความอันเป็นเท็จตีพิมพ์ลงไปด้วย ซึ่งสร้างความเสื่อมเสียให้พระธัมมชโย และวัดพระธรรมกาย แต่ต่อมาพระพยอม กล่าวขอโทษที่พาดพิงถึง และอาจตีความในทางที่ไม่ดีนัก แต่มีความหวังดีต่อพระพุทธศาสนา ไม่อยากเห็นความขัดแย้งเกิดขึ้น ไม่ได้มีเจตนาให้ร้ายแก่วัดพระธรรมกายแต่อย่างใด

ส่วนการลงบันทึกประจำวัน มีเป้าหมายเพื่อแจ้งว่า ข้อความที่ปรากฎในหนังสือพิมพ์ไม่เป็นความจริง ไม่ได้มีเจตนาคิดร้ายต่อพระพยอมแต่อย่างใด ขณะนี่จึงถือว่ายุติเรื่องทั้งหมดแล้ว นอกจากนี้ พระพยอม ยังกล่าวอีกว่า อยากฝากถึงวัดพระธรรมกายว่า ในการสร้างบุญกุศลนั้น บางส่วนทาง วัดพระธรรมกาย ก็ปฏิบัติดีส่งเสริมพระพุทธศาสนาอย่างมาก แต่บางอย่างก็อาจจะถูกโจมตีได้

ทั้งนี้ ทางพระพยอม ได้ยอมรับคำขอโทษจากทางศิษย์ของวัดพระธรรมกาย และกล่าวว่าไม่ได้ติดใจที่ถูกทางศิษย์วัดพระธรรมกายแจ้งความ พร้อมทั้งยังได้กล่าวขอโทษศิษย์วัดพระธรรมกายด้วยเช่นกัน ในกรณีที่กล่าวพาดพิงถึง พระธัมมชโยและทางวัดฯที่อาจจะตีความในทางที่เสียหาย อย่างไรก็ตาม พระพยอมได้ยืนยันว่า มีความหวังดีต่อพระพุทธศาสนา และไม่อยากเห็นความขัดแย้งเกิดขึ้น รวมทั้งไม่ได้มีเจตนาในการจะให้ร้ายแก่วัดพระธรรมกาย

 

อย่างไรก็ตามคงต้องติดตามอีกครั้งหนึ่งคือการประชุมในวันที่ 14 มิถุนายนนี้ ว่าจะดำเนินการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่

หากพิจารณาจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐเองก็ต้องมีวิธีการบังคับใช้กฏหมายเป็นไปอย่างละมุนละหม่อมและหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าทุกรูปแบบ