- 18 มิ.ย. 2559
19 มิ.ย. จับตา นปช. จะตั้งศูนย์ปราบโกงได้หรือไม่
อีกประเด็นที่สังคมกำลังจับตามองก็คือประเด็นศูนย์ปราบโกงประชามติ ของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.ซึ่งตามกำหนดการในวันที่ 19 มิถุนายน ซึ่งก็คือวันพรุ่งนี้ก็คือวันเปิดศูนย์ปราบโกง ทั่วประเทศ ซึ่งก็ต้องจับตาดูว่าทาง คสช.นั้นจะดำเนินการอย่างไร
ทั้งนี้ตามกำหนดการของการเปิดศูนย์ปราบโกง ทั่วประเทศนั้นก็จะจัดขึ้นที่ศูนย์ปราบโกง อิมพีเรียล ลาดพร้าว ชั้น 5 เวลา 9 นาฬิกา
เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 59 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการมองไกลว่า วันที่ 19 มิ.ย.นี้ ยังเปิดศูนย์ปราบโกงทั่วประเทศตามกำหนดการเดิม และวันนี้แกนนำ นปช. จะไปยื่นหนังสือให้ องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) มาร่วมสังเกตการณ์เปิดศูนย์ พร้อมกับดูกระบวนการทำงานปราบโกง นปช. ไม่มีความลึกลับต้องวิตกกังวล โดยศูนย์มีเพียงโทรศัพท์ติดต่อไม่กี่เครื่อง มีโต๊ะทำงานไม่กี่ตัวเท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมากมายตามที่ถูกกล่าวหา และคงไม่ใช่การชักศึกเข้าบ้าน
นายจตุพร กล่าวต่อว่า ผมเห็นการทำงานของพวกเผด็จการหยุมหยิม ไปรุกรานประชาชน ยึดป้ายตั้งศูนย์ตามต่างจังหวัด จึงขอให้ประชาชนอย่าไปขวาง คสช. อยากได้ป้ายก็ให้ไป เราไปตั้งศูนย์ในหัวใจประชาชนแทน อย่าไปกังวลเมื่อเขายึดไป เราก็เปิดกันใหม่ได้ ไปเปิดที่หัวใจของประชาชน ซึ่งจะส่งผลให้ คสช. แพ้ประชามติชนิดคาดไม่ถึงว่าเป็นไปได้อย่างไรกัน
นายศิริวัฒน์ จุปะมัดถา ผู้ประสานงานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)พะเยา เปิดเผยว่า กรณีที่ตนเปิดช่องทางรับร้องเรียนการทุจริตลงประชามติภาคประชาชนขึ้น ซึ่งมีการรับร้องเรียนเข้ามาโดยตรงที่ตนเอง ทั้งโทรศัพท์และเฟซบุ๊ก ไลน์ นั้น จะเริ่มรับเรื่องร้องเรียนตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2559 นี้ เป็นต้นไป ซึ่งวัตถุประสงค์หลักการเปิดรับร้องเรียนในครั้งนี้ นอกจากรับเรื่องร้องเรียนแล้ว ยังมีภารกิจหลักอีกประการ คือ การรณรงค์เชิญชวนประชาชนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งให้ออกมาใช้สิทธิ์ออกเสียงลงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ให้มากที่สุด
การทำประชามติในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งสำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์ไทย เนื่องจากเป็นร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ(รธน.)ที่ให้สิทธิแก่ประชาชนอย่างเต็มที่ ประชาชนคิดอย่างไรเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ไปใช้สิทธิ์ของตนเอง ไม่ต้องให้ใครหรือหน่วยงานใดมาชี้นำให้ตัดสินใจ โดยการรณรงค์ของตนและแนวร่วม นปช.พะเยา ทุกพื้นที่ครั้งนี้ไม่มีการชี้นำอย่างเด็ดขาด เพราะตนและแนวร่วมทุกคนต่างเคารพสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนทุกคน เพื่อต้องการให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งตระหนักถึงความสำคัญของ รธน.ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทใช้ปกครองและบริหารประเทศ เมื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใช้สิทธิแล้วควรแสดงออกให้เต็มที่
นายศิริวัฒน์ กล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องร้องเรียนทุจริตการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ หากมีผู้ร้องเรียนเข้ามา ผมจะทำหน้าที่ส่งต่อประเด็นการร้องเรียนไปยังหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ แสดงถึงการมีส่วนร่วมในกระบวนการของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง คือ การตรวจสอบและถ่วงดุล
ในขณะที่นายอำนาจ คงโต อายุ 56 ปี แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จ.อุตรดิตถ์ เปิดเผยว่า หลังการยึดอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ นายกรัฐมนตรีแล้ว จึงตัดสินใจหันหลังและไม่เข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่ม นปช.อุตรดิตถ์ หรือเวทีใดๆทันที เพราะคิดว่าก่อนหน้านี้ตนเคยเป็นส่วนหนึ่งในความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองจนนำไปสู่การยึดอำนาจของทหาร มีแกนนำและสมาชิก นปช.อุตรดิตถ์หลายคนชักชวนให้กลับไปร่วมแนวทางและอุดมการณ์เหมือนเดิม แต่ได้บอกปฏิเสธไปว่าไม่ขอร่วมอีกแล้ว
นายอำนาจยังกล่าวอีกว่า ก่อนเปิดศูนย์ปราบโกงลงประชามติก็มีการชักชวนเข้ามาแต่ก็ยืนยันคำเดิมว่า ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรอีกแล้ว ขอทำมาหากินกับครอบครัวจะดีกว่า เพราะไม่ต้องมีปัญหาอะไรกับใคร ไม่ต้องอยู่อย่างหลบซ่อนเพราะถูกติดตามตัวจากหน่วยงานทางราชการ
อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้เคยมีปัญหาส่วนตัวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งเป็นคนเสื้อแดงเหมือนกัน แต่กลับไม่มีการยื่นมือเข้ามาช่วยจาก นปช.และคนเสื้อแดงเลย แต่คนที่เข้ามาช่วยกลับคนฝ่ายตรงข้าม จนสามารถดำเนินชีวิตอยู่อย่างปกติได้ และตัดสินใจแล้วว่า จะไม่ร่วมกับ นปช.และคนเสื้อแดงอีกต่อไป
ส่วนทางฝากฝั่งของทหารและคสช.นั้นก็ยังยืนยันคำเดิมว่าการเปิดศูนย์ปราบโกงนั้นจะก่อให้เกิดความวุ่นวายกับประเทศมากยิ่งขึ้น
พ.อ.เมธา ณ พิกุล รองเสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 32 ลำปาง ได้สั่งการให้ทางเจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายการข่าวของ มทบ. 32 ลำปาง และหน่วยทหารในพื้นที่ ได้ออกหาข่าวในพื้นที่จังหวัด ทั้ง 13 อำเภอ เพื่อติดตาม และหาข่าวตามที่จะมีการเคลื่อนไหว ขึ้นป้ายตั้งศูนย์ปราบโกงของกลุ่ม นปช. หรือบุคคลทางการเมืองในพื้นที่ ที่กำหนดจะขึ้นป้ายพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 19 มิถุนายน 2559 นี้ ทำให้ต้องมีการออกหาข่าว เพื่อเป็นการเตรียมป้องกัน
ไม่ให้มีการขึ้นป้าย หรือเปิดศูนย์ดังกล่าวขึ้นในพื้นที่ เพราะถือว่าจะเป็นการสร้างความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง และประชาชนโดยทั่วไปจะเกิดความเข้าใจผิด ซึ่งนอกจากการออกหาข่าวแล้ว ยังมีการส่งกำลังเจ้าหน้าที่ทหารไปพบกลุ่มบุคคลทางการเมืองหลายคน เพื่อขอความร่วมมืออย่าได้ขึ้นป้ายดังกล่าว โดยให้เน้นย้ำ และกำชับว่า เพื่อให้บ้านเรือนเกิดความปกติสุข และเพื่อให้การออกเสียงลงประชามติที่จะมาถึงในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 นี้ เรียบร้อยดี ไร้เหตุวุ่นวายใดขึ้น
ซึ่งถึงแม้ว่าที่ผ่านมา มีร้านค้าในเขตตัวเมืองลำปาง จะขึ้นป้ายมาแล้ว แต่ทางเจ้าหน้าที่ก็ได้เข้าไปตรวจสอบ และนำลงมา ดังนั้น จึงได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปกำชับ และขออย่าให้ในต่างอำเภอ หรือบางแห่งทำการในลักษณะดังกล่าวอีก ซึ่งหากยังฝ่าฝืน ทางเจ้าหน้าที่ทหาร และหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงที่เกี่ยวข้องคงต้องดำเนินการตามกฏหมาย ทั้งนี้ ในส่วนของ จ.ลำปาง ทาง มทบ.32 ลำปาง มั่นใจว่าจะคุมสถานการณ์ได้ และไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีกในวันที่ 19 มิถุนายน 2559 นี้
ส่วนพ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก และโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เปิดเผยถึงกรณีแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติหรือ นปช. เข้ายื่นหนังสือถึงองค์การสหประชาชาติหรือยูเอ็น เรื่องการตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติว่า กระทรวงต่างประเทศได้ชี้แจงทำความเข้าใจให้กับต่างประเทศอยู่แล้ว และน่าจะดูออกว่าไม่มีสัญญาณอะไรที่แสดงว่าจะมีปัญหาใหญ่เกิดขึ้น
ซึ่งเชื่อว่าหน่วยงานของรัฐสามารถดูแลได้ ส่วนของ คสช. มีหน้าที่ดูแลภาพรวมให้เกิดความเรียบร้อย ส่วนการดูแลความเรียบร้อยในการทำประชามติมีองค์กรหลักที่ดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว
ส่วน พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยถึงว่าการที่ นปช.ตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ ถือเป็นกิจกรรมทางการเมืองที่เข้าข่ายขัดต่อกฎหมาย ซึ่งขณะนี้ คสช.ได้ให้ฝ่ายกฎหมายติดตามการตั้งศูนย์ของ นปช.อย่างใกล้ชิด และเชื่อว่า หากประชาชนได้ติดตามอยู่ก็จะทราบว่า กลุ่มนี้มีพฤติกรรมเดิมๆ ที่มีลักษณะเหมือนฟ้ององค์กรต่างประเทศ ทั้งในภูมิภาคและนอกภูมิภาค
พ.อ.ปิยพงศ์ กล่าวว่า การทำประชามติถือเป็นเรื่องภายในประเทศ ไม่ควรพาคนนอกบ้านเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้น คสช.จึงต้องพยายามทำความเข้าใจกับคนในประเทศให้เข้าใจก่อน ส่วนคนต่างชาติหรือองค์กรต่างประเทศ หากมีข้อสงสัย คสช.ก็พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจง เช่น กระทรวงการต่างประเทศ หรือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้เข้าใจว่า คสช.เข้ามาบริหารบ้านเมืองให้เกิดความสงบเรียบร้อยในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ เพื่อต้องการให้ประเทศกลับสู่ประชาธิปไตยโดยเร็วตามโรดแมปที่วางไว้ โดยทุกอย่างดำเนินการไปตามกฎหมาย และไม่ได้ละเมิดสิทธิใคร
ล่าสุดเกี่ยวกับประเด็นการตั้งศูนย์ปราบโกงของนปช.ทางสวนดุสิตโพลก็ได้มีการทำการสำรวจซึ่งผลออกมาว่า ประชาชนส่วนใหญ่นั้นเห็นว่าการตั้งศูนย์ปราบโกงนปช. ควรปล่อยให้เจ้าหน้าที่รัฐดูแล ดูแลและคิดว่าในประเด็นนี้เป็นประเด็นทางการเมืองเพื่อที่จะเอามากดดันรัฐบาล
“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็น หัวข้อ “ประชาชนคิดอย่างไร กับ การตั้งศูนย์ปราบโกง” พบว่า
กับประเด็น ประชาชนคิดอย่างไร กับ การตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติที่จัดตั้งโดยแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ แสดงความเห็น ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดูแล 76.64%
อาจขัดต่อกฎหมายบ้านเมือง ไม่น่าจะจัดตั้งได้ 74.45%
เป็นเกมการเมือง สร้างกระแส ต้องการกดดันรัฐบาล 71.29%
มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อาจเกิดปัญหาหรือความวุ่นวายตามมาภายหลัง 63.50%
หากมีการจัดตั้งขึ้นจริงขอให้คำนึงถึงประโยชน์ต่อส่วนรวมเป็นสำคัญ 52.80%
ประชาชนคิดว่าจะมีการโกงการลงประชามติที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 หรือไม่ พบว่า ส่วนใหญ่ไม่แน่ใจ 52.11% เพราะ ต้องรอดูสถานการณ์ ความคิดเห็นของแต่ละคนแตกต่างกัน การเมืองไทยไม่มีอะไรแน่นอน ฯลฯ
รองลงมาเป็น มีการโกง 35.21% เพราะ เป็นเรื่องปกติของการเมืองไทย มักจะมีการโกงเกิดขึ้นเสมอ ขั้นตอนการลงประชามติอาจมีช่องโหว่การเมืองเป็นเรื่องผลประโยชน์ มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ฯลฯ
และอันดับสาม ไม่มีการโกง 12.68% เพราะ เชื่อมั่นในการควบคุมดูแลของ คสช. มีอำนาจเด็ดขาดในการบริหารจัดการ มีการป้องกันอย่างเข้มงวด การตรวจสอบการทำงานอย่างเป็นระบบ ชัดเจน ฯลฯ
ประชาชนคิดว่าควรทำอย่างไร การลงประชามติจึงจะไม่มีการโกงเกิดขึ้น ส่วนใหญ่แสดงความเห็นว่า ประชาชนต้องออกมาใช้สิทธิ ป้องกันคนสวมสิทธิ 85.40%
เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส ตรวจสอบได้ 80.05%
มีระบบการตรวจสอบที่ดี รอบคอบ รัดกุม มีบทลงโทษเด็ดขาด 78.10%
รณรงค์สร้างจิตสำนึก รวมทั้งกระตุ้นให้ทุกคนทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการลงประชามติ 71.53%
และทุกคนต้องยึดหลักความถูกต้อง ซื่อสัตย์ สุจริต 70.56%
ประชาชนจะช่วยให้การลงประชามติโปร่งใสได้อย่างไร พบว่า ต้องออกไปใช้สิทธิและตัดสินใจด้วยตนเอง 82.24%
ช่วยภาครัฐดูแลสอดส่อง เป็นหูเป็นตา 79.32%
ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบที่กำหนดไว้ 68.61%
ประชาชนเชื่อมั่นว่ารัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจะสามารถดำเนินการเรื่องการลงประชามติได้อย่างโปร่งใสมากน้อยเพียงใด โดยประชาชนส่วนใหญ่ค่อนข้างเชื่อมั่น 36.67% เพราะ ดูจากการทำงานที่ผ่านมา น่าจะสามารถจัดการได้ดี ทุกฝ่ายน่าจะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เป็นเรื่องสำคัญของบ้านเมือง ฯลฯ
ขณะที่ประชาชนบางส่วนไม่ค่อยเชื่อมั่น 35.70% เพราะ จากข่าวสารที่เผยแพร่ออกมา ทำให้ไม่ค่อยมั่นใจต่อการจัดการลงประชามติ ไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบการทำงานได้ ฯลฯ
และประชาชนไม่เชื่อมั่น 17.36% เพราะ เป็นเกมการเมือง ที่ผ่านมาการเลือกตั้งในทุกระดับก็มักมีการทุจริตเกิดขึ้นเสมอ อาจมีการกำหนดผลไว้ล่วงหน้า ฯลฯ
สิ่งที่ประชาชนอยากฝากถึงรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรณี การลงประชามติ ส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลควรเปิดโอกาสและรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย 78.59%
รองลงมา การดำเนินการต่าง ๆ ต้องโปร่งใส ยุติธรรม ตรวจสอบได้ 75.67%
และหากมีการทุจริต ควรมีบทลงโทษที่รุนแรง เด็ดขาด 64.96%
