- 28 มิ.ย. 2559
สืบเนื่องจากกรณีศาลจังหวัดอุดรธานี อนุมัติออกหมายจับ นายขวัญชัย สาราคำ หรือ ขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร หลังไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษาศาลฎีกา
28 มิ.ย. 59 สืบเนื่องจากกรณีศาลจังหวัดอุดรธานี อนุมัติออกหมายจับ นายขวัญชัย สาราคำ หรือ ขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร หลังไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษาศาลฎีกา เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 59คดีที่ตกเป็นจำเลย ในข้อหาพยายามฆ่าทำร้ายผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จากกรณีนำกลุ่มมวลชนไปประท้วงต่อต้านการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 51 ที่บริเวณสวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคม เขตเทศบาลเมืองอุดรธานี
จนทำให้ศาลฎีกาได้นัดอ่านคำพิพากษาครั้งที่ 2 แต่ปรากฎว่าเมื่อถึงเวลานายขวัญชัย ไม่ได้มาตามนัด ศาลจึงพิพากษาลับหลังจำเลย ลงโทษจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา
ภาพ ในวันเกิดเหตุนายขวัญชัยเป็นแกนนำ
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2559ศาลจังหวัดอุดรธานี อนุมัติออกหมายจับ นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักษ์อุดร หลังไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษาฎีกา คดีที่อัยการ และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ร่วมกันเป็นโจทก์ ฟ้องคดีนำพวกมารื้อเวที และร่วมกันทำร้ายผู้อื่น ที่หนองประจักษ์ จ.อุดรธานี ปี 2551 ทั้งนี้ ศาลฎีกา พิจารณาเลื่อนอ่านคำพิพากษาออกไปเป็นวันที่ 28 มิ.ย. 59 หากไม่มาจะริบเงินประกัน 5 แสนบาท
อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ ศาลชั้นต้น พิพากษาลงโทษจำคุก 4 ปี ไม่รอลงอาญา แต่จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง ขณะที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น
สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น เมื่อวันที่24 กรกฎาคม 2551 กลุ่มชมรมคนรักอุดร นำโดยนายอุทัย แสนแก้ว น้องชายนายธีระชัย แสนแก้ว รมช.เกษตรและสหกรณ์ และนายขวัญชัย ไพรพนา ดีเจชื่อดังในจังหวัดอุดรธานี ในฐานะประธานชมรมคนรักอุดร ได้ใช้รถกระบะติดเครื่องขยายเสียง นำกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 700 คน เดินเท้าจากเวทีสนามทุ่งศรีเมือง มายังเวทีของกลุ่มพันธมิตร โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธร 200 นาย กำลังตำรวจตระเวนชายแดน 150 นาย และเจ้าหน้าที่ อส.กว่า 100 นาย พยายามปิดกั้นไม่ให้เข้าไปภายในพื้นที่จัดกิจกรรมของกลุ่มพันธมิตร ทำให้กลุ่มชมรมคนรักอุดรไม่พอใจที่ถูกสกัด จึงใช้หนังสติ๊กที่เตรียมมา ยิงข้ามไปยังฝั่งพันธมิตร
อย่างไรก็ตามได้เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นเมื่อ กลุ่มชมรมคนรักอุดร ใช้กำลังฝ่าแนวรับของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากการปลุกเร้าผ่านเครื่องขยายเสียง โดยเฉพาะนายอุทัย ตลอดเวลา โดยใช้เวลาเพียง 5 นาทีแนวรับด้าน อส. จำนวน 100 นาย ที่อยู่บนคันดินหนองประจักษ์ก็แตกออก จากนั้นกลุ่มชมรมคนรักอุดรทั้งหมด ซึ่งถืออาวุธเป็น มีด ไม้ ด้ามธง ท่อนเหล็ก หนังสติ๊ก และขวาน ได้กรูกันเข้าไปพังประตูเข้าไปยังเวทีพันธมิตรอย่างบ้าคลั่ง เข้าไปทำร้ายกลุ่มพันธมิตร ทำให้บางคนศรีษะแตก นิ้วมือและแขนหัก ได้รับบาดเจ็บสาหัสหลายราย
การปะทะกันดังกล่าวทำให้กลุ่มพันธมิตร แตกกระเจิงหนีตายไปออกไปยังสะพานด้านหลังจวนผู้ว่าฯอุดรธานี ส่วนที่หนีไปไม่ได้เมื่อถูกตีล้มลง ก็ยังถูกรุมตีซ้ำด้วยไม้อย่างไม่ยั้งมือ ในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถช่วยอะไรได้ ทำได้เพียงยืนมองเท่านั้น และเมื่อมีการเรียกรถพยาบาลมารับผู้บาดเจ็บ โดยขณะนำคนเจ็บขึ้นรถฉุกเฉิน ปรากฏว่ากลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าวได้บุกทุกรถพยาบาลจนกระจกแตก จากนั้นได้ตรงเข้ารื้อและเผาเวที เต้นท์ อุปกรณ์ทุกอย่าง รวมทั้งจอโปรเจคเตอร์ของพันธมิตรออกมาทำลายจนพอใจจึงสลายตัวกลับ
ภาพ เหตการณ์สมาชิกชมรมคนรักอุดรรุมทำร้ายร่างกายทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก เหตุเกิดเมื่อวันที่ 24 ก.ค.51ที่หนองประจักษ์
ซึ่งเหตุการณ์ที่เกดขึ้น เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2555 ศาลจังหวัดอุดรธานีได้นัดฟังคำสั่งคดีอุทธรณ์นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดรหลังจากศาลชั้นต้นได้พิพากษาจำคุกนายขวัญชัย 2 ปี 8 เดือนและปรับ 350,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ตั้งแต่วันที่เกิดเหตุในข้อหาพยายามฆ่าทำร้ายผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและทำให้เสียทรัพย์จากกรณีนำกลุ่มมวลชนไปประท้วงต่อต้านการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) ที่สวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคมเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2551 โดยคดีนี้มีนายเจริญ หมู่ขจรพันธ์ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายขวัญชัย
ทั้งนี้ผู้พิพากษาได้ขึ้นบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีดำ หมายเลข 2149/2551 โดยยืนคำพิพากษาตามศาลชั้นต้น คือจำคุก 2 ปี 8 เดือน ปรับเป็นเงิน 359,850 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ตั้งแต่วันที่เกิดเหตุ
โดยหลังจากศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จแล้วนายขวัญชัย ได้ยื่นหลักทรัพย์มูลค่ากว่า 5 แสนบาทขอประกันตัวออกไปสู้คดีขณะที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น
นับตั้งแต่ที่รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ถูกรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 พ.ต.ท.ทักษิณก็หลบหนีอยู่ต่างประเทศมาตลอด หลังจากนั้นอีกราว 9 เดือน อัยการสูงสุดได้ยื่นฟ้องคดีทุจริตที่ดินรัชดาต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในความผิดฐาน "เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกันเป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้ส่วนเสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบหรือดำเนินคดี และเป็นเจ้าพนักงาน และสนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นฯ" ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และประมวลกฎหมายอาญา
เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2550 และศาลมีคำสั่งรับฟ้องเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2550
จนกระทั่งพรรคพลังประชาชนเอาชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 จนเกิดรัฐบาลนอมินีหรือตัวแทน โดยนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณจึงสามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้อีกครั้งในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 09.40 น. โดยทันทีที่ พ.ต.ท. ทักษิณเดินทางมาถึงประเทศไทย ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พร้อมกับก้มลงกราบพื้น ที่หน้าห้องรับรองพิเศษ และโบกมือทักทายประชาชนที่มารอให้การต้อนรับ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก็เดินทางไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อรายงานตัวในคดีทุจริตที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก ต่อด้วยการรายงานตัวต่ออัยการสูงสุด ในคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นบริษัท เอสซีแอสเซท จำกัด (มหาชน) ในเครือชินคอร์ป
พ.ต.ท.ทักษิณพยายามต่อสู้คดีทุกวิถีทาง ระหว่างนั้นมีทีมทนายความนำถุงขนมใส่เงิน จำนวน 2 ล้านบาทไปให้แก่เจ้าหน้าที่ศาล แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยอมรับ จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น และมีการแจ้งความดำเนินคดี ส่วนเงินของกลางได้คืนแก่ทีมทนายความไป หลังจากนั้นศาลได้แจ้งข้อหาละเมิดอำนาจศาลกับทั้งสาม และไต่สวนข้อเท็จจริง กระทั่งวันที่ 25 มิถุนายน 2551 ศาลฎีกามีคำสั่งให้จำคุกนายพิชิฏ ชื่นบาน กับพวก คนละ 6 เดือน ฐานละเมิดอำนาจศาล จนพ้นโทษเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2551 หลังจากคดีถุงขนม 2 ล้านบาทแดงขึ้นมา จนทีมทนายของพ.ต.ท.ทักษิณถูกตัดสินจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณจึงหาเหตุเดินทางออกต่างประเทศ โดยได้เดินทางออกนอกประเทศไปยังประเทศจีน ในช่วงการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกช่วงเดือนกันยายนจนกระทั่งครบกำหนดวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ที่พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ต้องไปไปรายงานตัวต่อศาล แต่ทั้ง 2 กลับเดินทางไปยังกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ที่มีบุตรธิดาทั้งสามรออยู่แล้ว
ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิง จำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานทุจริตซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษกและตั้งสินบนนำจับทันทีโดยคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะมีอายุความ 15 ปี ถึงวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2566 และท้ายที่สุด วันที่ 21 ต.ค. 2551 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้มีคำพิพากษาคดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาให้ลงโทษจำคุกพ.ต.ท.ทักษิณ 2 ปี เพราะฉะนั้นเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบคดีจำนำข้าวของน.ส.ยิ่งลักษณ์กับคดีทุจริตที่ดินรัชดานับตั้งแต่ที่อัยการสั่งฟ้องไปยังศาลเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2550 ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาออกมาในวันที่ 21 ตุลาคม 2551 เท่ากับว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ก็อาจจะมีเวลาต่อสู้คดีอีกอย่างน้อย 1 ปีกับอีก 4 เดือน นับตั้งแต่วันที่มีการสั่งฟ้องคดีไปยังศาล
