“สุดารัตน์”คิดจะทำอะไร?...เมื่ออาสาตัวประสานนักการเมืองหาทางออกประเทศ

“สุดารัตน์”คิดจะทำอะไร?...เมื่ออาสาตัวประสานนักการเมืองหาทางออกประเทศ

เป็นอีกสถานการณ์ทางการเมืองที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว จากกรณีที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตแกนนำพรรคเพื่อไทย เตรียมนัดหารือกับนักการเมือง เพื่อหาทางออกประเทศไทย โดยที่เบื้องต้นได้นัดแนะกับนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา

ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนั้น พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ระบุย้ำชัดว่า นักการเมืองรุ่นเก่านั้นควรจะยอมรับกระบวนการยุติธรรมก่อนหารือแก้ปัญหาชาติ

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กรณีที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย นัดหารือกับนักการเมืองรุ่นเก่าเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ โดยย้อนถามว่า "ทางออกอะไร แก้ปัญหาอะไร"

เมื่อถามว่า นักการเมืองรุ่นเก่ายอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาในปัจจุบัน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "แล้วยอมรับในกระบวนการยุติธรรมก่อนหรือเปล่า ขอให้ไปเริ่มจากตรงนั้นก่อน แล้วค่อยมาหารือ ก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ต่อสู้คดีกันตามขั้นตอน ซึ่งระยะเวลาก็มีอยู่แล้ว ตามขั้นตอนของศาล แล้วค่อยมาหารือกับผม ผมหารือกับผู้กระทำผิดกฎหมายไม่ได้"

ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลจะเปิดโอกาสให้มีการหารือกันก่อนหรือไม่ หรือต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก่อน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "เขาหารือกันอยู่แล้ว พวกคุณไม่รู้หรืออย่างไร หรือไม่มีเลย ไม่เจอหน้ากันเลยทุกวันนี้ ที่พรรคเขาก็ไปเจอกัน ที่บ้านเขาก็ไปเจอกัน แล้วจะหาว่าไม่เปิดโอกาสอย่างไร เปิดทุกอย่างอยู่แล้ว ดีไม่ดีเดี๋ยวก็คงมานั่งประชุมครม. ด้วยแล้วกัน"

ขณะที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่คุณหญิงสุดารัตน์ ว่า หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านแล้วจะมีการเตรียมจดทะเบียนพรรคการเมืองใหม่ โดยมีซุปเปอร์บอร์ดเข้ามาคุมนักการเมือง ว่า ไม่ทราบ และเกิดมาไม่เคยไม่ยินเรื่องซุปเปอร์บอร์ด ทั้งหมดที่พูดมาไม่เคยได้ยินและไม่เคยทราบ จึงไม่รู้จะไปพูดต่ออย่างไร แต่เมื่อหลายเดือนก่อนหน้าในครั้งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ตนเคยพูดเพราะมีคนมาถาม ทำให้ต้องตอบออกไปว่าไม่รู้จะออกอย่างไร เขาอาจจะคิดอะไรพิสดารก็ได้ใครจะไปรู้ ทำไมสื่อถึงต้องคิดว่าจะต้องเป็นอย่างที่สื่อมาถามตนเสมอไป

ฉะนั้น อย่าไปตื่นเต้นเพราะบางอย่างเป็นเรื่องที่พูดไปโดยที่อาจไม่มีเหตุผล เป็นการโยนหินถามทาง หรือตีกาให้งูกิน แทนที่จะตีงูให้กากิน ความหมายคือ ปกติกามันบินทำให้ตียาก ดังนั้น อย่าทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก หรืออาจจะไม่ได้โยนหินถามทางเพราะรู้ทางแล้วก็ได้ หลายข่าวในอดีตที่พูดกันจนตนเชื่อ แต่สุดท้ายแล้วไม่มี หรือเมื่อพูดแล้วพอโดนทักก็เลิก แต่หลายเรื่องไม่ได้เป็นอย่างที่คาดคิด การนั่งคิดนั่นคิดได้แต่สุดท้ายก็ไม่เกิด

ที่มาของเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ที่สถาบันสิทธิมุนษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดเวทีสัมมนา "ร่างรัฐธรรมนูญกำกับรัฐบาลไว้อย่างไร"

โดยในวันนั้นมี นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตแกนนำพรรคเพื่อไทย นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระด้านรัฐศาสตร์ และนางนฤมล ทับจุมพล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬา ลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมถกแถลง

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า เห็นว่าเรื่องที่จะมีการฉีกรัฐธรรมนูญอีกครั้ง ไม่มีใครมาฉีกแล้ว ต่อไปไม่มีการลากรถถังออกมา ไม่มีการปฏิวัติรัฐประหาร เพราะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นยุทธศาสตร์ยาว 20 ปี นักการเมืองต้องมองตัวเองว่าจะแก้ไขอย่างไร ได้ยินว่าจะมีการสั่งให้จดแจ้งทะเบียนพรรคใหม่ แล้วจะมีซุปเปอร์บอร์ดเข้ามาคุม ก่อนร่วมเวทีได้หารือกับนายนิพิฏฐ์และนายสมศักดิ์เห็นตรงกันว่านักการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุทำให้บ้านเมืองเดินมาสู่จุดนี้ จะมีการนัดพูดคุยแก้ไขปัญหาไม่เกี่ยวกับพรรคในสัปดาห์หน้า

เมื่อถามต่อว่าจะมีการทำสัตยาบันระหว่างนักการเมืองเพื่อให้ความมั่นใจกับประชาชนว่านักการจะร่วมกันแก้ปัญหา คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า ต้องคุยกันก่อน ยังไม่ถึงสัตยาบัน

ด้านนายสมศักดิ์กล่าวว่า ยังไม่ได้กำหนดวันที่นัดหารือ คนที่มาร่วมคุยกันไม่ใช่เรา 3 คน แต่จะชวนเพื่อนอดีต ส.ส.พรรคอื่นมาหารือด้วย หารือได้เป็นข้อยุติแล้วจะมีการแถลงร่วมกันเพื่อให้ประชาชนมั่นใจนักการเมืองเข้ามาช่วยแก้ปัญหา

แน่นอนว่าการออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ของคุณหญิงสุดารัตน์ ยังต้องถูกมองไปที่เรื่องของเจตนาที่แท้จริง ซึ่งอาจซ่อนกลบอยู่บนหน้าฉากที่ว่าต้องการหาทางออกให้กับประเทศด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์จริงๆ

เพราะในระยะหลังมีข่าวออกมาเป็นระลอกๆว่าคุณหญิงสุดารัตน์กำลังพยายามทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานบางอย่างเพื่อ จัดจรรอำนาจทางการเมืองที่ขัดแย้งให้ลงตัว แต่ท้ายสุดเรื่องก็เงียบหายไป

แต่ทว่าคุณหญิงสุดารัตน์ก็ยังคงความเคลื่อนไหว และแสดงภาพความเคลื่อนไหวต่อหน้าสื่อมาเป็นระยะ

1 พฤษภาคม คุณหญิงสุดารัตน์ ได้จัดงาน "ปีละหนคนกันเอง" ครบรอบวันคล้ายวันเกิด 55 ปี ปีนี้จัดขึ้นที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร โดยได้รับความเมตตาจากพระเดชพระคุณพระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ เป็นประธานในพิธีสวดเจริญพระพุทธมนต์ และร่วมบริจาคซื้อแท็งก์น้ำมอบให้ผู้ประสบภัยแล้ง โดยมีนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกรัฐมนตรี พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นายวิชาญ มีนชัยนันท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ร่วมอนุโมทนาบุญ ณ พระอุโบสถ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ

เมื่อวันที่ 13 เมษายน คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวกรณีที่รัฐบาลและคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เสนองบประมาณในการจัดทำประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ว่า การลงประชามติครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง ที่ประชาชนจะใช้อำนาจประชาธิปไตยของตนเองในการตัดสินอนาคตของประเทศไทย จากการเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ขณะนี้มีเสียงคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างมาก ไม่ใช่เฉพาะฝ่ายการเมือง ภาคประชาสังคมต่างๆ ก็ออกมาประสานเสียงคัดค้านกันอย่างกว้างขวางในหลายประเด็น ซึ่งทุกฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต่างมีความหวังดีต่อประเทศชาติ และได้เสนอเหตุผลข้อดี ข้อเสีย ดังนั้นรัฐบาลที่เป็นผู้กำหนดให้มีการทำประชามติก็ควรจะรับฟังเหตุผลของผู้เห็นต่าง พร้อมเปิดพื้นที่เวทีให้ทุกฝ่ายได้แสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยหัวใจที่เป็นธรรม พร้อมสร้างบรรยากาศความปรองดอง ไม่ใช่การออกกฎหมายห้ามการแสดงความคิดเห็นของผู้เห็นต่าง และมองผู้เห็นต่างเป็นศัตรู ที่ต้องจับไปลงโทษขังคุก 10ปี

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า ส่วนนักการเมืองต้องปฏิรูปตัวเองเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความโปร่งใสในการทำงาน การรักษาระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ทำกันอย่างที่ผ่านมา เช่น เลือกตั้งไม่ชนะ ก็ไปกวักมือเรียกทหารมาปฏิวัติ ไปช่วยเขารื้อเวทีประชาธิปไตย ยึดอำนาจประชาชน โดยหวังว่าเขาจะเอาอำนาจมาให้ตัวเอง พอไม่สมหวังก็ออกมาแสดงบทบาท ทำให้ประชาชน และประเทศชาติเจ็บสาหัสไปแล้ว

การให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่13เมษายน ดังกล่าว มีเนื้อหาที่ดูจะเป็นไม่เห็นด้วยกับกระบวนการของร่างรัฐธรรมนูญเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะกระบวนการประชามติ โดยการอ้างถึงสิทธิและเสรีภาพของนักการเมืองที่ต้องการมีพื้นที่สำหรับการแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ

เพราะฉะนั้นการกำหนดจังหวะเคลื่อนไหวของคุณหญิงสุดารัตน์ที่เกิดขึ้น แม้จะไม่เด่นชัดว่าทำไปเพื่ออะไร แต่สิ่งหนึ่งที่คุณหญิงสุดารัตน์กำลังทำ ได้แสดงให้เห็นว่าคุณหญิงได้กลับมามีบทบาทต่อสถานการณ์การเมืองในยุค คสช. แล้วอย่างชัดเจน

แต่ไม่ว่าท้ายที่สุดความต้องการที่แท้จริงของคุณหญิงสุดารัตน์จะออกมาด้วยเหตุผลใด แต่ที่คุณหญิงต้องคำนึงถึงก็คือการอ้างถึงสิทธิและเสรีภาพใดๆแบบที่นักการเมืองทำมาโดยตลอด ล้วนนำไปสู่ปัญหาการทุจริต และความแตกแยกจนประชาชนแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ซึ่งในที่นี้ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามีนายทักษิณ ชินวัตร เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ และตัวของคุณหญิงสุดารัตน์ก็อยู่ในกระบวนการของเครือข่ายระบอบทักษิณมาโดยตลอด

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีเคยดำรงตำแหน่งที่สำคัญในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตรเข้าสู่แวดวงการเมืองครั้งแรกในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2535 ด้วยวัยเพียงแค่ 31 ปี ได้เป็น ส.ส. ในเขตกรุงเทพมหานครของพรรคพลังธรรม แต่หลังจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้วางมือทางการเมืองแล้ว พรรคพลังธรรมก็ได้ผลัดเปลี่ยนหัวหน้าพรรคหลายคน มาจนถึง นายทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรค คุณหญิงสุดารัตน์ก็ได้สนิทสนมกับ นายทักษิณ พร้อมกับสมาชิกพรรคอีกหลายคนซึ่งส่วนใหญ่เป็น ส.ส. ในกรุงเทพมหานคร ในการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2539 พรรคพลังธรรมมี ส.ส. เหลือเพียงคนเดียว คือ คุณหญิงสุดารัตน์นี่เอง และในปี พ.ศ. 2541 เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณได้ออกมาก่อตั้งพรรคไทยรักไทย คุณหญิงสุดารัตน์ก็เป็นหนึ่งใน 23 บุคคลที่ร่วมก่อตั้งพรรคด้วย และก็ได้ร่วมงานกับทางพรรคมาจนบัดนั้น

ในปี พ.ศ. 2543 คุณหญิงสุดารัตน์ได้ลงรับสมัครเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในนามของพรรค ได้เบอร์ 5 โดยคู่แข่งขันสำคัญ คือ สมัคร สุนทรเวช ผลการเลือกตั้งปรากฏว่าสมัครชนะด้วยคะแนนที่ท่วมท้น หลังจากนั้นในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี พ.ศ. 2544 คุณหญิงสุดารัตน์ได้ย้ายไปลงในระบบบัญชีรายชื่ออันดับต้น ๆ ของพรรค รวมทั้งการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2548 ด้วย ในปี พ.ศ. 2548 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ทำให้สามารถใช้คำนำหน้านามว่า "คุณหญิง" โดยบทบาทในพรรคของคุณหญิงสุดารัตน์เป็นที่รับรู้กันว่า มีอิทธิพลสูง มีสมาชิกในสังกัดอยู่ในความดูแลหลายคน ซึ่งเป็น ส.ส. ในพื้นที่กรุงเทพมหานครทั้งหมด โดยมีฉายาที่เรียกตามชื่อเล่นที่ชื่อ "หน่อย" ว่า "เจ๊หน่อย"

 

ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 ได้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยซึ่งถูกยุบในคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549

ในเหตุการณ์การชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ พ.ศ. 2553 จรัล ดิษฐาอภิชัยได้กล่าวยอมรับว่ามีการให้เงินสนับสนุนจากคุณหญิงสุดารัตน์ ซึ่งขณะนั้น คุณหญิงสุดารัตน์ ถูกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ห้ามทำธุรกรรมทางการเงินและต่อมา คุณหญิงสุดารัตน์ ได้ออกมาขู่ฟ้องร้องอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา มติคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีชี้มูลความผิดโครงการจัดทำระบบคอมพิวเตอร์เพื่อการบริหารข้อมูลข่าวสารด้านการเงิน การคลัง และข้อมูลโรงพยาบาลปลัดกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2547 ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้ชี้มูลว่า คุณหญิงสุดารัตน์ มีความผิดในโครงการดังกล่าว

ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2556 คณะกรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ได้ดำเนินการพิจารณาสำนวนคดีการยกเลิกการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ของกระทรวงสาธารณสุข วงเงิน 821 ล้านบาท สมัยที่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ดำรงตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข ว่าเข้าข่ายทุจริตหรือไม่ และที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติ 8:0 ยกคำร้องในส่วนของคุณหญิงสุดารัตน์ โดยให้เหตุผลว่า พยานหลักฐานที่มีอยู่ไม่มีน้ำหนักพอที่จะฟังได้ว่า คุณหญิงสุดารัตน์กระทำผิดตามที่มีการฟ้องร้อง อีกทั้งศาลปกครองก็ได้เคยมีคำพิพากษาในเรื่องนี้ว่า "การยกเลิกการประมูลระบบคอมพิวเตอร์ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย

การออกมาเคลื่อนไหวของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นำพาซึ่งความเห็นของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่า  โดยข้อเท็จจริงในแวดวงนักการเมืองก็มีการแลกเปลี่ยนพูดคุยกันอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว  แต่กรณีนี้ไม่ควรนำไปเป็นทำให้สร้างให้เป็นประเด็นทางการเมืองจนเป็นปมปัญหา

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  ว่า   โดยข้อเท็จจริงในแวดวงนักการเมืองก็มีการแลกเปลี่ยนพูดคุยกันอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว  แต่กรณีนี้ไม่ควรนำไปเป็นทำให้สร้างให้เป็นประเด็นทางการเมืองจนเป็นปมปัญหา หรือทำให้เกิดช่องว่างของความหวาดระแวง  ดังจะเห็นได้จากปฏิกิริยาของพล.อ.ประยุทธ์  ที่ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ในลักษณะตั้งข้อสงสัยกับพฤติกรรมของนักการเมือง  

นอกจากนี้ยังระบุอีกว่า ที่ได้ฟังจากนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค ท่านยืนยันว่าเป็นการปรารภ เรื่องจากไปพบกันในวงเสวนาว่า  นักการเมืองจะต้องคุยกันบ้าง  ซึ่งผมคิดว่าเป็นความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติมาก ต้องบอกตรงๆ ว่า คุณนิพิฏฐ์ก็ไม่ได้คิดว่าคุณสุดารัตน์จะเอาไปพูดบนเวที ให้กลายเป็นเรื่องที่เหมือนกับว่า มาจัดให้พูดคุยอย่างทางการ 

ขณะเดียวกันนายอภิสิทธิ์ยังได้แสดงความเห็นเมื่อถูกถามว่าจะมีการพูดคุยกับคุณหญิงสุดารัตน์ต่อไปหรือไม่ ว่า   จากจุดเริ่มที่เป็นการพูดคุยกันส่วนตัว ในเชิงปรับทุกข์แลกความคิดกัน แต่เมื่อเรื่องดังกล่าวถูกเปลี่ยนเป็นประเด็นทางการเมืองไปแล้ว การพบกันจึงไม่ค่อยเป็นประโยชน์ ถ้าจะคุยกันต้องเป็นประโยชน์ส่วนรวม และลดช่องว่างระหว่างพรรคการเมืองกับฝ่ายอื่นๆ เพราะไม่มีประโยชน์อะไรที่จะทำให้เกิดความตึงเครียด ไม่เช่นนั้นประเทศจะเดินหน้าไม่ได้