- 05 ก.ค. 2559
กสท.สั่งปิดพีซทีวี 30 วัน จับตาเครือข่ายแดงมุดลงเซเชียลเคลื่อนไหวแน่
เมื่อวันที่ 4 ก.ค. ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ (กสท.) ได้ลงมติสั่งยุติการออกอากาศของสถานีพีซทีวีเป็นการชั่วคราว 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม - 10 สิงหาคม 2559 โดยยึดตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 97/2557 และฉบับที่ 103/2557
นายภักดี มะนะเวศ รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สายงานกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ เผยว่า มติดังกล่าวมีขึ้นหลังมีการร้องเรียนให้ตรวจสอบการออกอากาศของช่องรายการพีซทีวี ประจำเดือน มี.ค.59 ว่ามีเนื้อหาไม่เหมาะสม ประกอบด้วยรายการ "เข้าใจตรงกันนะ" วันที่ 21 มี.ค. เวลาประมาณ 19.00 น. รายการ "เข้มข่าวดึก" เมื่อวันที่ 24 มี.ค. เวลาประมาณ 00.19 น. และรายการ "ห้องข่าวเล่าเรื่องค่ำ" เมื่อวันที่ 28 มี.ค. เวลาประมาณ 19.45 น. และเนื้อหารายการ "เข้มข่าวดึก" ออกอากาศเมื่อวันที่ 11 มี.ค. เวลาประมาณ 00.11 น.
ที่ประชุม กสท.ได้มีความเห็นต่อวาระนี้ คือ
1.การออกอากาศรายการดังกล่าวเป็นการกระทำที่แยกต่างหากจากการกระทำและการมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ช่องรายการพีซทีวี ซึ่งศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในคดีปกครองหมายเลขดำที่ 1163/2558 การพิจารณาในการกระทำครั้งนี้จึงต้องดำเนินการพิจารณาให้เป็นไปตามกระบวนการและขั้นตอนตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
2.เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในเอกสารวาระการประชุมที่สำนักงาน กสทช.เสนอ พบว่าการดำเนินการในครั้งนี้ต่อช่องรายการพีซทีวี ได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง และเชิญบริษัท พีซ เทเลวิชั่น จำกัด ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ช่องรายการพีซทีวี พร้อมทั้งผู้แทนของฝ่ายความมั่นคง ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และผู้แทนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน มาให้ข้อเท็จจริงและความเห็นประกอบการพิจารณาของคณะอนุกรรมการด้านผังรายการและเนื้อหารายการด้วยแล้ว และคณะอนุกรรมการด้านผังรายการและเนื้อหารายการ มีความเห็นเสนอต่อที่ประชุม กสท.เพื่อให้เพิกถอนใบอนุญาตของช่องพีซทีวี
แต่ที่ประชุม กสท.เสียงข้างมากเห็นว่า การกำหนดโทษทางปกครองควรต้องคำนึงถึงหลักความได้สัดส่วนของการกระทำและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำนั้น กล่าวคือเมื่อปรากฏว่าผู้แทนฝ่ายความมั่นคง และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นว่า การเผยแพร่รายการดังกล่าวมีลักษณะเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ขัดกับประกาศ คสช.ฉบับที่ 97/2557 ฉบับลงวันที่ 18 ก.ค.2557 เรื่อง การให้ความร่วมมือต่อการปฏิบัติงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ ประกอบกับประกาศ คสช.ฉบับที่ 103/2557 ลงวันที่ 21 ก.ค.2557 เรื่องแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97/2557 และขัดต่อบันทึกข้อตกลง (MOU) ที่บริษัท พีซ เทเลวิชั่น จำกัด ทำกับสำนักงาน กสทช. ซึ่งเป็นเงื่อนไขการประกอบกิจการโทรทัศน์
กรณีนี้จึงเป็นการขัดต่อเงื่อนไขการประกอบกิจการโทรทัศน์ ตามข้อ 14 (27) ของประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ พ.ศ.2555 และได้มีคำสั่งแจ้งเตือนให้ช่องรายการพีซทีวีแก้ไขการกระทำในลักษณะดังกล่าวมาแล้วหลายครั้ง แต่ช่องรายการพีซทีวีไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้น และยังคงฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าวเรื่อยมา ดังนั้นจึงเห็นควรให้มีคำสั่งพักใช้ใบอนุญาต และหากยังคงฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวอยู่อีก กสท.จะใช้มาตรการทางปกครองที่สูงขึ้นต่อไป
นอกจากนี้ ที่ประชุม กสท.ยังได้มอบหมายให้สำนักงาน กสทช. โดยสำนักกฎหมายกระจายเสียงและโทรทัศน์ (มส.) นำเอารายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้แทนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไปศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการออกคำสั่งทางปกครองของ กสท. กรณีการเพิกถอนใบอนุญาตช่องรายการพีซทีวี และนำเสนอต่อ กสท.โดยเร็ว
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ออกรายการพิเศษที่สถานีพีซทีวีเมื่อคืนวันที่ 3 ก.ค. โดยระบุว่า การสั่งปิดพีซทีวีเป็นการสร้างความแตกแยกในราชอาณาจักรอย่างแท้จริง เพราะจะทำให้ประชาชนปะทุอารมณ์ไม่พอใจขึ้นมากกว่าการสั่งปิดครั้งที่แล้วเมื่อ 30 เม.ย.58 ข้อหาที่จะมาใช้ปิดพีซทีวี คณะอนุกรรมการด้านเนื้อหารายการและผังรายการอ้างว่า ฝ่าฝืนประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97/2557 ตามข้อ 3 (5) ที่ระบุห้ามนำเสนอเนื้อหาที่เป็นข้อมูลข่าวสารที่ส่อให้เกิดความสับสน ยั่วยุ ปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้ง หรือสร้างให้เกิดความแตกแยกในราชอาณาจักร
เขากล่าวว่า มี 3 รายการที่ถูกอ้างว่าเป็นเหตุในการปิดพีซทีวีนั้น ออกอากาศในเดือนมีนาคม ในวันที่ 11, 21, 24 และ 28 จึงอยากรู้ว่าใครเอาเนื้อหาไปสร้างความแตกแยกกันบ้าง มีการเคลื่อนไหวอะไรเกิดขึ้น ไม่มีเลย แล้วอ้างข้อหาสร้างความแตกแยกได้อย่างไรกัน ตนเจอกรณีรายงานข่าวการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ แต่สิ่งที่กล่าวในรายการนั้น เป็นการระหว่างพูดแถลงข่าวของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ที่แถลงผลการตรวจสอบว่าไม่มีทุจริต ทุกอย่างเป็นไปด้วยความโปร่งใส แต่ปัญหาที่ตนนำมารายงานนั้นเป็นความจริง ถ้าไม่จริงจะปิดอุทยานราชภักดิ์เพื่อซ่อมแซมทำไม
นายจตุพรกล่าวว่า พล.อ.สุชาติ ผองพุฒิ หัวหน้าคณะทำงานสื่อของ คสช.เอาอะไรมาเป็นหลักพิจารณา เมื่อกฤษฎีกาแนะให้ไปยื่นเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เพราะเรื่องคำสั่งทางปกครองไม่ชอบด้วยกฎหมายกรณีการปิดพีซทีวีครั้งก่อนหน้านั้นยังอยู่ในการวินิจฉัยของศาลปกครอง แต่ระหว่างทางยังเอาเรื่องใหม่ไปยื่นยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ก็ไม่เป็นผล
"ถ้าคิดว่าลุแก่อำนาจ อยากทำก็ทำไป เมื่อเรื่องเกิดตั้งแต่เดือนมีนาคม ผ่านมา 4 เดือนยังไม่มีใครไปสร้างความแตกแยกในราชอาณาจักรเลย แต่ความบ้า ปัญญาอ่อน อยากทำอะไรก็ทำ ผมจึงไม่รู้จะสู้อย่างไรแล้ว แล้วการปิดพีซนั้นไม่ใช่เรื่องของกฎหมาย แต่เป็นเรื่องอารมณ์ล้วนๆ ดังนั้นการปิดพีซทีวีคือการสร้างความแตกแยกในราชอาณาจักร ท่านได้สร้างความสับสนในราชอาณาจักร เป็นการลุแก่อำนาจ เป็นพวกปลุกปั่น ยั่วยุด้วยตัวเอง แต่ถ้าคิดดีแล้วว่าปิดแล้วจะชนะ คุณจะแพ้อย่างสมเพชที่สุด" นายจตุพรกล่าว
ด้านนางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานที่ปรึกษา นปช.กล่าวว่า กรณีปิดพีซทีวีโดยเชิญฝ่ายต่างๆ มาให้ข้อเท็จจริง เพราะพยายามทำให้เกิดความชอบธรรม การเชิญฝ่ายกฎหมาย คสช. ฝ่ายกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ (กสม.) และผู้แทนกฤษฎีกามาขอความเห็น แต่ตัวแทนกฤษฎีกาบอกว่าอาจผิดเงื่อนไขศาลปกครองให้ความคุ้มครองชั่วคราวนั้น ถ้าผิดก็ต้องไปยื่นต่อศาลให้เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว แต่อาจจะคิดว่าทำอะไรก็ได้หรือไม่ ส่วนตัวแทน กสม.บอกว่าถ้าเรื่องถึงศาล กสม.จะล้วงลูกไม่ได้ ดังนั้น จึงอยากให้ว่ากันตามระบบของศาลปกครอง
นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. ผู้ดำเนินรายการเดินหน้าต่อไป กล่าวว่า การกระทำของรายการที่ถูกกล่าวหานั้นไม่ได้เข้าข่ายตามที่ กสท.กล่าวอ้าง มองว่าเป็นการใส่ร้ายป้ายสีและมโนกันไปเองมากกว่า บริษัทได้ไปถามกฤษฎีกาแล้ว กสท.ไม่มีอำนาจสั่งปิด ขอเตือนว่าบ้านเมืองปกครองด้วยกฎหมาย หากความประสงค์ของผู้มีอำนาจจ้องการปิดกั้นช่องทางสื่อสาร ก็จะยิ่งสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นมากกว่าเดิม
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ไม่เคยคิดจะปิดช่องพีซทีวี เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของ กสทช. ทั้งนี้ต้องถามว่าพีซทีวีทำอะไรผิด ซึ่งต้องถามสาเหตุด้วยเพราะไม่ใช่อยู่ดีๆ จะไปปิดได้ ทุกอย่างต้องมีเหตุผล เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องพิจารณา.
ที่มา: www.thaipost.net
