ขยาด"ทักษิณ"???...กลุ่มประเทศแคริบเบียนถึงขั้นประกาศจุดยืนขนาดนี้ หวั่นซ้ำรอยนึกว่ามาดีแต่ที่ไหนได้(รายละเอียด)

กลุ่มประเทศแคริบเบียนถึงขั้นประกาศจุดยืนขนาดนี้ หวั่นซ้ำรอยนึกว่ามาดีแต่ที่ไหนได้(รายละเอียด)


        กลุ่มประเทศหมู่เกาะแถบทะเลแคริบเบียนหารือร่วมกันในวันพุธ (6 ก.ค.) ที่ผ่านมา เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงร่วมกัน หวังป้องกันเหล่าผู้ก่อการร้ายและอาชญากรอื่นๆ ได้สิทธิเป็นพลเมืองของประเทศในภูมิภาคนี้โดยการแอบแฝงตัวเข้ามาในฐานะ “นักลงทุน” ดังเช่นกรณีสุดอื้อฉาวที่รัฐบาลนิการากัวเคยหลวมตัวมอบพาสปอร์ตพร้อมฐานะทูตพิเศษให้ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย
      
       นายกรัฐมนตรีคีธ มิตเชลล์ แห่งเกรนาดา เปิดเผยเรื่องดังกล่าวต่อผู้สื่อข่าวระหว่างเข้าร่วมการประชุมสุดยอดประจำปีของบรรดาผู้นำประเทศหมู่เกาะแถบทะเลแคริบเบียน ที่ในครั้งนี้จัดขึ้นในประเทศกายอานา
      
       ที่ผ่านมาหลายประเทศเคยจัดทำโครงการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้าประเทศของตน โดยรัฐบาลของประเทศเหล่านี้เสนอการมอบสัญชาติ-หนังสือเดินทาง รวมถึงมอบสถานะ “พลเมืองกิตติมศักดิ์” หรือตำแหน่ง “ทูตพิเศษ” ให้แก่นักลงทุนเหล่านั้นเป็นการตอบแทน
      
       อย่างไรก็ดี ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการดำเนินนโยบายเช่นนี้เท่ากับเป็นการเปิดช่องให้เหล่าอาชญากร หรือนักการเมืองที่หลบหนีคดีความจากประเทศอื่น “ฉวยโอกาส” นี้ ในการ “ชุบตัวเอง” ด้วยการได้สิทธิพิเศษในฐานะพลเมือง รวมถึงได้ถือครองหนังสือเดินทาง ด้วยการแฝงตัวเข้ามาในฐานะนักลงทุน ยังไม่นับรวมถึงภัยคุกคาม จากการที่สมาชิกกลุ่มก่อการร้ายอาจแฝงตัวเข้าสู่ประเทศเหล่านี้โดยใช้เงื่อนไขด้านการลงทุนเป็นข้ออ้าง

ทางการนิการากัวเตรียมใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดด้วยการเพิกถอนพาสปอร์ตและยกเลิกสถานะพลเมืองกิตติมศักดิ์แก่ชาวต่างชาติทุกรายที่ไม่สร้างประโยชน์ให้แก่แผ่นดินนิการากัวภายในกำหนด 1 ปี ซึ่งสิ้นสุดลงในวันที่ 1 ก.ค. 2016
      
       ทั้งนี้ มีรายงานว่า ชาวต่างชาติที่เป็นผู้ถือครองพาสปอร์ตนิการากัว สามารถใช้เดินทางเข้าออกประเทศต่างๆ ได้ถึง 110 ประเทศทั่วโลกโดยไม่ต้องขอ “วีซ่า” แต่ที่ผ่านมาพบหลักฐานว่ามีชาวต่างชาติบางรายที่นำพาสปอร์ตนิการากัวไปใช้เป็นเครื่องมือในการเดินทางไปปลุกปั่นหรือสร้างความวุ่นวายทางการเมืองยังประเทศต่างๆ ซึ่งเท่ากับเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของประเทศและชาวนิการากัวโดยรวม
      
       ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2012 กระทรวงต่างประเทศของสาธารณรัฐนิการากัว ตัดชื่อนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ที่อยู่ระหว่างหลบหนีคดีทุจริตในต่างแดนออกจากรายชื่อนักลงทุน ในโครงการ “เมกะโปรเจกต์” ขุด “คลองนิการากัว” มูลค่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 950,395 ล้านบาท) ถือเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลนิการากัวไม่ปลื้ม และอาจมีการยกเลิกหนังสือเดินทางที่มอบให้อดีตผู้นำรัฐบาลไทยรายนี้ตั้งแต่เมื่อช่วงปี 2009
 

 โดยทางกระทรวงต่างประเทศนิการากัวไม่ใส่ชื่อนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยเข้าไปด้วย ทั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณได้รับมอบหมายจากประธานาธิบดีดาเนียล ออร์เตกา ซาเบดราให้ทำหน้าที่ “ทูตพิเศษด้านการลงทุน” ของรัฐบาลนิการากัวมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2009 หลังจากมีการออกหนังสือเดินทางนิการากัวให้ในเดือนมกราคมปีเดียวกัน
      
       ท่าทีดังกล่าวของกระทรวงต่างประเทศนิการากัวทำให้หลายฝ่าย รวมถึงเปโดร โฆอากิง ชามอร์โร สมาชิกรัฐสภาฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีความเป็นไปได้ที่นายทักษิณอาจกระทำการบางอย่างซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่ประธานาธิบดีออร์เตกา เนื่องจากก่อนหน้านี้เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยรายนี้เป็น “ชาวต่างชาติ” ที่ออร์เตกาไว้วางใจมากที่สุด ถึงขั้นมอบตำแหน่งเอกอัครราชทูตด้านการลงทุน ให้เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศ
      
       ทั้งนี้ รัฐบาลนิการากัวคาดหวังว่าหากโครงการขุดคลองนิการากัวแล้วเสร็จ และสามารถเปิดใช้บริการได้นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2019 เป็นต้นไป จะช่วยนำเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าประเทศ และจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนิการากัวกว่า 5.9 ล้านคนทั่วประเทศดีขึ้นกว่าในขณะนี้ ซึ่งราวครึ่งหนึ่งมีฐานะยากจน ขณะที่สมาชิกรัฐสภานิการากัวซึ่งมีกลุ่มการเมือง “ซานดินิสตา” ของออร์เตกาครองเสียงข้างมาก ก็ได้ให้ความเห็นชอบต่อโครงการขุดคลองดังกล่าวด้วยคะแนนเสียงถล่มทลาย