- 08 ก.ค. 2559
อย่าลืม "สมเด็จช่วง"จะขึ้นเป็นสังฆราชได้อย่างไรถ้าสุดท้ายตกเป็นผู้ต้องหาคดีรถหรู
ภายหลังจากที่ คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ประชุมหารือเพื่อ ตีความมาตรา 7 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535เสร็จเรียบร้อยและในวันที่ 11 กรกฎาคมก็จะมีการนำเรื่อง ดังกล่าวแถลงข่าวถึงผลสรุปที่เกิดขึ้นซึ่งต้องจับตามองว่าท้ายที่สุด ความเห็นของ คณะกรรมการกฤษฎีกาจะมีความเห็นอย่างไร เพราะว่าก่อนหน้านี้ ทางผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีมติออกมาแล้วว่ามหาเถรสมาคมไม่สามารถที่จะหยิบเรื่องของการเสนอสมเด็จพระสังฆราชมาหารือได้จนกว่านายกรัฐมนตรีจะเสนอชื่อเข้าไป ย้อนกลับไป 5 มีนาคม ผู้ตรวจการแผ่นดิน ระบุว่า การที่ พศ.เสนอรายนามพระราชาคณะให้ มส.พิจารณา และเสนอต่อนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นการกระทำผิดขั้นตอน ไม่เป็นไปตามกฎหมาย
เนื่องจากวรรค 2 มาตรา 7 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ที่บัญญัติว่า “ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช”
ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินได้ดูตามพจนานุกรม และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญแล้ว ให้ความเห็นว่า จากรูปประโยคของกฎหมายนั้น คำว่า “ให้” นั้น หมายความว่านายกฯ จะต้องเป็นผู้เสนอรายนามให้ มส.พิจารณาให้ความเห็นชอบ และเมื่อ มส.เห็นชอบ ต้องส่งชื่อกลับมาให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชต่อไป
ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยังระบุอีกว่า เมื่อพิจารณาขั้นตอนที่ พศ.กลับนำรายชื่อให้ มส.เสนอในฐานะที่ มส.เป็นเลขานุการจึงเข้าข่ายไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการกระทำที่สวนทางกันกับสิ่งที่ผู้ตรวจได้ตีความตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และตามหลักความรับผิดชอบ ดังนั้น การที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินำรายนามเสนอให้มหาเถรสมาคมเห็นชอบก่อนเสนอนายกรัฐมนตรี จึงผิดขั้นตอนตามกฎหมาย ไม่เป็นไปตามกฎระเบียบ จึงเข้าข่ายไม่ถูกต้อง
เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าหากมีการเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราชโดยมหาเถระสมาคมมาแล้ว ก็จะต้องเป็นอำนาจการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีหรือไม่เราจะได้ย้อนไปติดตามรายละเอียด พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535
มาตรา 7อีกสักครั้งหนึ่ง
สำหรับพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535
มาตรา 7 พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง
ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาอาวุโสสูงสุด โดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช
ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่นผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช
ขณะเดียวกัน การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่นั้นคณะกรรมการกฤษฎีกา ประชุมเสร็จเรียบร้อยแล้ว และส่งความเห็นการตีความดังกล่าวให้นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว เรียบร้อยแล้ว คงต้องรอการแถลงอย่างเป็นทางการในวันจันทร์ ที่จะถึงนี้
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กรณีคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความมาตรา 7 พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คณะสงฆ์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 เสร็จเรียบร้อยแล้วว่า ถึงเวลานี้ยังไม่เห็นว่าทางคณะกรรมการกฤษฎีกาจะส่งเรื่องดังกล่าวมาและตนยังไม่เห็น ก็เป็นเรื่องการตีความทางกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวถามว่าทางคณะกรรมการกฤษฎีการะบุว่าการตีความดังกล่าวมีคำตอบที่ชัดเจน และเป็นทางออกให้กับสังคม นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ถ้าเป็นการตีความทางกฎหมายนั้นก็ถือว่าใช่ อำนาจอยู่ที่ใครก็ว่ามา แต่ยืนยันว่าตนยังไม่เห็นรายละเอียดในเรื่องดังกล่าว
เมื่อถามย้ำว่าหากมีการตีความชัดเจนแล้วว่าอำนาจอยู่ที่ใคร ในส่วนของรัฐบาลก็พร้อมปฏิบัติตามเช่นนั้นใช่หรือไม่ หรือต้องดูผลกระทบรอบด้าน พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็พร้อมปฏิบัติตามอยู่แล้วถือว่าเป็นหน้าที่ แต่ถ้ามีปัญหาในเรื่องของความสุจริตก็ต้องแก้เพื่อให้เกิดความชัดเจนสังคมจะได้รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มันเป็นการรังแกกันหรือเปล่าเราก็ต้องให้ความเป็นธรรม หรือว่ามีหลักฐานชัดเจนหรือไม่ ถ้ามันมีการเชื่อมโยงกันก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบ อย่าลืมว่าวันนี้กระแสสังคมขัดแย้งกันสูงและพุทธศาสนิกชนก็มีหลายฝ่ายด้วยกัน วันนี้จึงต้องดูที่เจตนา ซึ่งในส่วนของรัฐบาลอะไรที่เป็นอำนาจทางกฎหมายเราก็ต้องทำอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าจะทำอย่างไรให้เกิดการยอมรับและเชื่อมั่น
สำหรับผมเองเคารพพระสงฆ์ทุกรูปที่เป็นพระสงฆ์อย่างแท้จริง ศาสนาพุทธผมเคารพนับถืออยู่แล้ว แต่ปัญหาทั้งหมดมันอยู่ที่คนซึ่งคนก็ต้องแก้กันและต้องยอมรับกันให้ได้ ถ้าอีกฝ่ายบอกว่าให้ออกมาร่วมกันแก้ไขปัญหาออกมาเคลียร์กันว่าปัญหาจะแก้กันอย่างไรปัญหาก็ต้องแก้ด้วยกฏหมาย สร้างความชัดเจนให้เกิดขึ้น แล้วถ้าไปเชื่อมโยงกับใครแล้วจะทำอย่างไรต่อ วันนี้ในด้านของกฎหมายก็เดินไปในทุกๆส่วน ต้องสอบในเรื่องที่เกี่ยวข้องทุกๆเรื่องมันพันกันไปหมด แล้วถ้าเกิดอะไรขึ้นมาหากมีการตั้งสมเด็จพระสังฆราชในวันนี้แล้วเกิดปัญหา จะให้ผมรับผิดชอบไหวหรือ
ขณะที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความมาตรา 7 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 เสร็จเรียบร้อยแล้วว่า ขณะนี้ตนยังไม่ทราบว่าผลเป็นอย่างไร เพราะหลังจากคณะกรรมการกฤษฎีกามีมติแล้ว จะทำบันทึกส่งมาที่ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เป็นผู้ขอความเห็นไป หลังจากนั้นจะรายงานมาที่ตน รวมถึงแจ้งผลไปยังมหาเถรสมาคม (มส.) แต่ไม่ต้องนำเข้า ครม. อย่างไรก็ตาม ขอชี้แจงว่าประเด็นที่ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความในครั้งนี้ คือ มาตรา 7 ของ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ วรรคสอง ว่าแปลว่าอะไร การที่จะริเริ่มเอาเรื่องแต่งตั้งพระสังฆราชขึ้นมา มส. สามารถริเริ่มเอง หรือต้องรอให้รัฐบาลขอไปก่อน ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความมาเฉพาะประเด็นนี้ ไม่ได้มีเรื่องที่ให้แก้มาตรา 7 แต่อย่างใด ตนจึงรู้สึกประหลาดใจกับผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการแก้ไขมาตรา 7 เพราะรัฐบาลไม่มีความคิดในการแก้ไข
เมื่อถามว่า ถ้าบรรยากาศยังไม่เหมาะสมในการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช รัฐบาลสามารถขยายเวลาออกไปได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า รัฐบาลมีอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบ ที่จะตรวจสอบและดูจังหวะเวลา ขอชี้แจงว่าก่อนที่จะส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา รัฐบาลไม่ได้มีความสงสัยอะไรในเรื่องนี้ แต่มีอำนาจในการที่จะดูให้ถูกต้องเรียบร้อยเท่านั้น ซึ่งคำถามดังกล่าวมาจากการที่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ไปยื่นเรื่องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัย ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งมาที่รัฐบาล
เช่นเดียวกัน นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยว่า ตนได้รับบันทึกมติการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา กรณีที่มีผู้ร้องเรียนให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ตีความกฎหมายในมาตรา 7 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่แล้ว เมื่อเย็นวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา หลังจากนี้ จะนำเข้าหารือกับ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ก่อนที่จะนำเรียน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่สั่งการให้นำเรื่องนี้หารือคณะกรรมการกฤษฎีกา ส่วนมติคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นอย่างไรนั้น ในวันที่ 11 ก.ค.ตนจะแถลงต่อสื่อมวลชน ที่ทำเนียบรัฐบาล
อย่างไรก็ตามการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชในกรณีของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ไม่ได้มีเงื่อนไขเฉพาะมาตรา7 เท่านั้นที่ต้องนำมาพิจารณาทั้งนี้เป็นเพราะว่า พระมหารัชมังคลาจารย์ ยังมีคดีรถหรูโบราณ ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าสมเด็จช่วงจะถูกดำเนินคดีด้วยหรือไม่ ย้อนกลับไป หลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอออกมายืนยันอย่างชัดเจนว่ารถเบนซ์ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ เป็นรถผิดกฎหมาย
สำหรับรถเบนซ์ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร เลขตัวถัง 18601400420/53 ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์นั้น ระบุเชื้อเพลิงเป็นแก๊ส เครื่องยนต์ 2995 ซีซี เลขเครื่องยนต์ 1869204500052 สีเหลืองจดทะเบียนนำเข้าเป็นรถจดประกอบจากชิ้นส่วนเก่าระหว่างปี 2554- 2555
ทั้งนี้จากการตรวจพิสูจน์ในเบื้องต้น พบพิรุธทั้งเรื่อง วัน เวลาในการยื่นจ่ายภาษีสรรพสามิต ในขณะที่รถยังประกอบไม่เสร็จและจอดอยู่ในอู่ เป็นข้อบ่งชี้ว่าอาจมีการทำเอกสารเท็จ นอกจากนี้พยานบางรายยังให้การยืนยันว่าถูกปลอมลายมือชื่อในขั้นตอนการยื่นขอจดทะเบียนรถ
ทั้งนี้กระบวนการตรวจสอบของดีเอสไอจะเริ่มต้นจาก
ขั้นตอน การนำเข้าตั้งแต่กรมศุลกากร กรมสรรพาสามิต และกรมการขนส่งทางบก เบื้องต้นรถคันดังกล่าว สำแดงเป็นรถจดประกอบไม่ได้นำเข้าทั้งคัน แต่นำเข้ามาเป็นชิ้นส่วนอะไหล่ แล้วนำมาประกอบขึ้น
โดยมีวิศวกรรับรองความมั่นคงแข็งแรงว่ารถที่จดประกอบสามารถใช้งานได้ทั้งนี้ รถจดประกอบจะมีสัดส่วนภาษีต่างจากรถยนต์ที่นำเข้าทั้งคัน
หลังตรวจสอบเอกสารและชื่อผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้วก็ต้องเรียกสอบปากคำไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกคน รวมถึงผู้ที่มีชื่อครอบครองรถคนปัจจุบันด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมรการ เปิดเผยรายชื่อของตัวละครสำคัญที่คาดว่าน่าจะถูกดำเนินคดีทั้งหมด ฐานกระทำผิดกฎหมายตามข้อกล่าวต่างๆนั้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนเราจะได้ย้อนมาพิจารณาว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ว่านั้นมีใครบ้าง
1.หลวงพี่แป๊ะ ก็คือพระมหาศาสนมุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ซึ่งเป็นผู้ที่ไปติดต่อให้อู่แห่งหนึ่งทำการประกอบรถยนต์
2.นายวิชาญ รัษฐปานะ เจ้าของอู่รถโบราณวิชาญ ซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่ประกอบรถยนต์คันดังกล่าวขึ้น
3.นายชลัช นิติฐิติวงษ์ เป็นผู้ที่นำเอาเอกสารไปชำระภาษีสรรพสามิต แต่ได้มีการปลอมลายเซนต์ ของนางกาญจนา มากเหมือน เจ้าของ อู่ N.P.การาจ
4.นายสมนึก บุญประไพ ที่ได้รับการว่าจ้างจากนายชลัชให้นำรถไปจดทะเบียนที่กรมการขนส่งทางบกและได้มีการปลอมลายเซนต์ของนางกาญจนาก่อนจะทำการโอนลอยไปให้กับสมเด็จช่วง
5.ผู้ครอบครองรถ ก็คือสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ
