กลืนน้ำลายตัวเอง? "พระเมธีธรรมาจารย์" ขอการเมืองอย่ายุ่งสงฆ์ แต่ท่านเจ้าคุณกลับยุ่งเสียเอง (ชมคลิป)

เป็นสถานการณ์ร้อนที่ยังต้องรอติดตามความชัดเจนไปอย่างน้อย 1 สัปดาห์จากกรณีที่พระเมธีธรรมาจารย์ ออกมาแถลงว่าได้ให้เวลากับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี1 สัปดาห์ ในการพิจารณาแต่งตั้งสมเด็จพระมหาร

เป็นสถานการณ์ร้อนที่ยังต้องรอติดตามความชัดเจนไปอย่างน้อย 1 สัปดาห์จากกรณีที่พระเมธีธรรมาจารย์ ออกมาแถลงว่าได้ให้เวลากับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี1 สัปดาห์ ในการพิจารณาแต่งตั้งสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์  เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ขึ้นขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ในขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบออกมาอย่างชัดเจนว่าจะยังไม่มีการแต่งตั้งและพูดถึงพระเมธีธรรมาจารย์ ว่าหากออกมาเคลื่อนไหวผิดกฏหมายก็จะถูกจับกุมอย่างแน่นอน
ขณะที่ล่าสุดพระเมธีธรรมาจารย์ ออกมาแสดงท่าทีอีกครั้งโดยระบุว่า ยืนยันตามมติที่ได้หารือร่วมกันระหว่าง สมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา และภาคีเครือข่ายในข้อ 5 ที่ระบุว่า ขอดูท่าทีทั้งหมดของผู้เกี่ยวข้องภายใน 1 สัปดาห์ก่อน
พระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จันทสาโร) เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ยังคงยืนยันตามมติที่ได้หารือร่วมกันระหว่างศพศ สมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา และภาคีเครือข่ายในข้อ 5 ที่ระบุว่า ขอดูท่าทีทั้งหมดของผู้เกี่ยวข้องภายใน 1 สัปดาห์ก่อน หลังจากนั้นจะประชุมกำหนดท่าทีหรือทิศทางร่วมกันในการเคลื่อนไหว ซึ่งอาตมายืนยันว่าแนวทางในข้อ 5 ดังกล่าวไม่ใช่การยื่นคำขาดหรือข่มขู่ว่าต้องทูลเกล้าฯ ชื่อสมเด็จพระสังฆราชภายใน 7 วันแต่อย่างใด แต่เป็นการรอดูท่าทีของฝ่ายที่เกี่ยวข้องภายใน 1 สัปดาห์ก่อนที่จะมีการประชุมเพื่อกำหนดท่าทีในการเคลื่อนไหว ส่วนที่นายกฯ ระบุว่าถ้าออกมาเคลื่อนไหวแล้วจะจับหมดไม่ว่าจะเป็นใครนั้น ชี้แจงว่า ไม่ว่าที่ผ่านมาหรือนับจากนี้ต่อไป การเคลื่อนไหวใดๆ จะคำนึงถึงกฎหมายบ้านเมือง ธรรมวินัยและสมณสารูป
ด้าน พระพุทธอิสระ ก็ได้โพสต์ข้อความผ่านทาง เฟสบุค  ระบุข้อความพร้อมรูป
พระเมธีธรรมาจารย์ ว่า  หากเข้าใจแล้ว ก็อย่าหวั่นไหว อย่ากลัว เฮียอย่าท้อนะ
ต้องสู้ ต้องรีบๆ ระดมพวกลิ่วล้อ ออกมาทั้งยังมีตำแหน่ง ผู้ช่วยเจ้าอาวาส พระอารามหลวง และตำแหน่งรองอธิการบดี มจร.การันตีความรู้ความสามารถของเฮียอยู่แล้ว เพราะเฮียเคยทำสำเร็จมาแล้ว ประมาณว่าชวนกันออกมาสวดมนต์กันในวันอาสาฬหบูชา

ขณะที่ในวันนี้ทางสำนักข่าวทีนิวส์ก็ได้ ไปสัมภาษณ์พิเศษพระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จันทสาโร) เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับประเด็นร้อนดังกล่าว ไม่ธรรมดาแน่ ๆ  กับท่าทีล่าสุดของพระเมธีธรรมาจารย์  หรือ  เจ้าคุณประสาร ที่โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กล่าสุดต่อแนวทางการเคลื่อนไหว สนับสนุน   สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์   หรือ   “สมเด็จช่วง”เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่
โดยการให้เวลา   พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา   นายกรัฐมนตรี  และหัวหน้าคสช.  ดำเนินการให้ชัดเจนภายใน 1 สัปดาห์  หลังจากนั้นจะกำหนดท่าทีร่วมกันในการเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ ทั่วประเทศประเด็นต้องพิจารณาก็คือ  พระเมธีธรรมาจารย์  หรือ  เจ้าคุณประสาร   จะขับเคลื่อนไหวในรูปแบบไหน  อย่างไร   และใช้เหตุผลอะไรในการออกมาเคลื่อนไหวกดดันการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี ประเด็นต้องพิจารณาก็คือ  พระเมธีธรรมาจารย์  หรือ  เจ้าคุณประสาร   จะขับเคลื่อนไหวในรูปแบบไหน  อย่างไร   และใช้เหตุผลอะไรในการออกมาเคลื่อนไหวกดดันการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี เพราะโดยหลักการสำคัญของมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.สงฆ์    ไม่ว่ารายชื่อสมเด็จพระราชาคณะเพื่อการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช จะมาจากช่องทางใดระหว่างมหาเถรสมาคม หรือ  นายกรัฐมนตรี   แต่กระบวนการขั้นตอนสุดท้าย  มีข้อกำหนดไว้ชัดเจนว่านายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้นำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ  หรือ   เท่ากับเป็นผู้อำนาจเต็มในการพิจารณาความเหมาะสมขั้นตอนสุดท้าย ก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ และที่ผ่านมาโดยหลักการของพล.อ.ประยุทธ์  ก็ชัดเจนมาตั้งแต่ต้นว่าหลักการนำรายชื่อ “สมเด็จช่วง”ขึ้นทูลเกล้าฯเป็นสมเด็จพระสังฆราช จำเป็นต้องได้รับการพิสูจน์อย่างครบถ้วนแล้ว ว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จากข้อกล่าวหาอันเป็นความผิดทางอาญา และรวมถึงมลทินอื่น ๆ อันเกี่ยวเนื่อง เพื่อความเหมาะสม ชอบธรรมของผู้สมควรได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช หรืออีกสถานะหนึ่งก็คือประมุขแห่งสงฆ์ในพระพุทธศาสนา

ขณะเดียวกันเมื่อย้อนกลับมาพิจารณาบทบาทของ  พระเมธีธรรมาจารย์  หรือ  เจ้าคุณประสาร ก็มีนัยที่ต้องพิจารณาเช่นเดียวกันว่ายังคงสถานะเป็นสงฆ์ผู้ประพฤติชอบในธรรมวินัย  ในระดับควรเคารพนับถือหรือไม่  อย่างไร    ถ้าพิจารณาจากพฤติกรรมในอดีตที่ผ่านมา เริ่มจากตัวตนของพระเมธีธรรมาจารย์     ถูกสืบค้นว่ามีนามเดิม   คือ     ประสาร  หนองพร้าว    เกิดเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม   พ.ศ. 2517 บ้านโคกก่อง  ตำบลโพนสูง อำเภอปทุมรัตน์ จังหวัดร้อยเอ็ด แต่เพิ่งได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญยก มีราชทินนามตามสัญญาบัตรประกอบพัดยศสมณศักดิ์ว่า  "พระเมธีธรรมาจารย์"    เมื่อปี 2554 ขณะที่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  พระเมธีธรรมาจารย์ถูกมองเป็นสงฆ์สายฮาร์ดคอร์   จากบทบาทการเป็นแกนนำปลุกองค์กรสงฆ์ทั่วประเทศ  ออกมาแสดงพลังในด้านต่างๆ    จนมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติการณ์ไม่ต่างอะไรกับการเป็นพระสายการเมือง  เพราะมีบทบาทการเคลื่อนไหวในยุครัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร  และรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  โดยเฉพาะเคยนำพระสงฆ์ในสหรัฐเข้าพบปะพูดคุย   ถ่ายรูปร่วมกับนายทักษิณ ที่โรงแรมแฟร์มอนต์   เมื่อวันที่  9 มิ.ย. 2556   ไม่นับรวมการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับคนเสื้อแดง นปช.  และพรรคเพื่อไทยในหลายวาระโอกาส และหลังจากเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร  22 พ.ค. 2557    พระเมธีธรรมาจารย์     ยังกลายเป็นไม้เบื่อไม้เมากับทั้ง นายไพบูลย์  นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ  (สปช.)  และ หลวงปู่พุทธะอิสระ    จากประเด็นว่าด้วยแนวทางการปฏิรูปพระพุทธศาสนา  ซึ่ง  พระเมธีธรรมาจารย์ ต้องการให้บรรจุพุทธศาสนาเป็น ศาสนาประจำชาติในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ   และบานปลายมาถึงความขัดแย้งเรื่องการพิจารณาแต่งตั้งพระสังฆราชองค์ใหม่   ผ่านการเคลื่อนไหวกดดันเป็นระยะ ๆ  ในนามของ   “ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย”กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ พระเมธีธรรมาจารย์ ก็ยังถือเป็นชนวนเริ่มต้นเหตุการณ์การขัดแย้งระหว่างทหารกับพระสงฆ์จำนวนหนึ่ง   หลังจากพระสงฆ์เหล่านั้นถูกพระเมธีธรรมาจารย์  ปลุกระดมออกมาชุมนุมพร้อมกันที่พุทธมณฑล  จ.นครปฐม   ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันเรียกร้องให้รัฐบาล เร่งดำเนินการแต่งตั้งพระสังฆราชองค์ใหม่โดยเร็ว