ผวากันหนัก "พล.อ.ประยุทธ์"ใช้ม.44 คุ้มกันกสทช. จัดการสื่อเครื่องมือบิดเบือนประชามติ

ผวากันหนัก "พล.อ.ประยุทธ์"ใช้ม.44 คุ้มกันกสทช. จัดการสื่อเครื่องมือบิดเบือนประชามติ

นับถอยหลังการทำประชามติ 7 สิงหาคม เหลืออีกไม่กี่วันเท่านั้น สิ่งที่น่าจับตามองนั่นก็คือสถานการณ์การต่อสู้ระหว่างฝ่ายที่สนับสนุคสช.และผ่ายที่ต่อต้านคสช. ซึ่งมีรูปแบบทั้งบนดินและใต้ดิน

เริ่มจากการออกคำสั่งคสช.ที่ 41/2559 เรื่อง การกำกับดูแลการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ เพื่อให้เจ้าหน้าที่กสช.ตรวจสอบสื่อที่มีการนำเสนอเนื้อหาอันจะนำไปสู่การสร้างความวุ่นวายให้บ้านเมือง คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 41/2559 เรื่อง การกำกับดูแลการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ออกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97/2557 เรื่อง การให้ความร่วมมือต่อการปฏิบัติงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติและการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสารต่อสาธารณะ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 103/2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97/2557 เพื่อกำหนดห้ามการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารบางประเภทนั้น โดยที่ข้อมูลข่าวสารตามประกาศดังกล่าวมีลักษณะเป็นข้อมูลข่าวสาร ที่ต้องห้ามมิให้ผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ออกอากาศตามมาตรา 37 แห่ง พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551

ดังนั้น เพื่อมิให้เกิดปัญหาในการรับรู้และความเข้าใจในการกำกับดูแลการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของผู้ประกอบการไปสู่ประชาชนทั้งในส่วนของประเภทของข้อมูลข่าวสารที่ต้องห้ามและมาตรการที่จะนำมาใช้ในการกำกับดูแลการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ จึงจำเป็นต้องกำหนดให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้การเสนอข้อมูลข่าวสารหรือการออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระตามข้อ 3 (1) ถึง (7) ของประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97/2557เรื่อง การให้ความร่วมมือต่อการปฏิบัติงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ ลงวันที่ 18 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

 

ฉบับที่ 103/2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97/2557 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557 เป็นการออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระที่ก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือที่มีผลกระทบ ต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามมาตรา 37แห่ง พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 แล้วแต่กรณี

ข้อ 2 ในกรณีที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เลขาธิการคณะกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือบุคคลที่ได้รับมอบอำนาจจากบุคคลดังกล่าว ได้กระทำการไปตามอำนาจหน้าที่โดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติและไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น

 

เพื่อควบคุมดูแลมิให้มีการเสนอข้อมูลข่าวสาร หรือการออกอากาศรายการที่มีลักษณะตามข้อ ๑ นับแต่วันที่ประกาศตามข้อ ๑ มีผลใช้บังคับย่อมได้รับความคุ้มครองไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางวินัย แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

ซึ่งถ้าเป็นทางฝั่งของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติก็จะมองว่า คำสั่งดังกล่าวนี้เพื่อที่จะปิดสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมพีซทีวี หรือไม่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.กล่าวถึงกรณีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 41/2559 ว่า คำว่ากระทำการโดยสุจริตไม่เลือกปฎิบัติ ไม่เกินสมควรแก่เหตุ อันเป็นผลมีเนื้อหาสาระเกิดจากล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กรณีสถานีโทรทัศน์พีท ทีวี การเพิกถอนใบอนุญาติ มาจากรายการมองไกล ที่ตนจัด และพูดคำว่า “จงอย่ามองคนเห็นต่างเป็นศัตรู บรรยากาศของบ้านเมืองจะมีความน่ารักมากกว่านี้” ถ้อยคำนี้เป็นการล้มล้างการปกครองหรือไม่ หรือแม้แต่กระทั่งมีผลต่อความมั่นคงของรัฐ มีผลต่อความสงบเรียบร้อยตามาตรา 37 ของกสทช.หรือไม่

ขณะที่ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยพล.อ.ประยุทธ์ ใช้คำสั่ง มาตรา 44 เข้มงวดกวดขันกำกับควบคุม สื่อต่างๆ ทั้งทางวิทยุและโทรทัศน์ ในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่อาจจะถูกโยงเข้าข่ายได้ว่าจะเป็นภัยต่อความั่นคงในช่วงนี้นั้น ดูไม่ดีเลยในสายตาชาวต่างชาติ และยิ่งเมื่อสื่อต่างชาติ นำเสนอข่าวสารทำนองว่ามีการปิดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์ในเนื้อหาสาระร่างรัฐธรรมนูญในช่วงการทำประชามติที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 ส.ค.นี้ ก็จะยิ่งทำให้ดูแย่ไปใหญ่ในสายตาต่างชาติ โดยเฉพาะทางสหประชาชาติ(ยูเอ็น) คงเฝ้ามองในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด อย่าลืมว่าล่าสุดผู้ช่วยเลขาฯ ยูเอ็น ก็ได้ฝากเรื่องนี้ให้พล.อ.ประยุทธ์ ได้เปิดกว้างให้พื้นที่แก่ฝ่ายที่เห็นต่างแสดงความคิดเห็นได้ด้วย ขอพล.อ.ประยุทธ์ไตร่ตรองให้ดี คิดทบทวนคำสั่งในเรื่องนี้ให้รอบคอบ และถ้าเป็นไปได้ก็น่าจะยกเลิกคำสั่งนี้เสีย เพราะการปิดกั้นเสรีภาพของสื่อ ต่างชาติถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มากในมุมมองของโลกเสรี

ด้านนายสมคิด เชื้อคง อดีตส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่ คสช.ออกมาตรา 44 ให้อำนาจ กสทช.สามารถปิดทีวีหรือ วิทยุได้นั้น เป็นคำสั่งกว้างเกินไป การแสดงความคิดเห็นช่วงจะลงประชามติ ดูเหมือนจะถูกปิดกั้นไปหมด ลำพัง มาตรา 61 ของพ.ร.บ.ประชามติฯ ก็เกินพอแล้ว แต่กลับออกคำสั่งคุ้มครององค์กรที่ทำหน้าที่ควบคุมสัญญาณเพิ่มอีก ไม่เพียงเท่านั้นวันนี้  บริษัทพีซ เทเลวิชั่น จำกัดยื่นฟ้องศาลปกครองคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ขอให้เพิกถอนคำสั่ง กสทช.ที่สั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ของบริษัทพีซ เทเลวิชั่น จำกัด

นายสุชาติ ศรีวรกร ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง ในฐานะตุลาการเจ้าของสำนวนในคดีหมายเลขดำที่ 1163/2558 ที่บริษัทพีซ เทเลวิชั่น จำกัด ยื่นฟ้องคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ขอให้เพิกถอนคำสั่ง กสทช.ที่สั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ของบริษัทพีซ เทเลวิชั่น จำกัด ได้เริ่มไต่สวนคู่กรณีตามคำร้องขอของน.พ.เหวง โตจิราการ ผู้ดำเนินรายการ และผู้บริหารบริษัทพีซ เทเลวิชั่นฯ ที่เห็นว่าการที่ กสท.มีมติเมื่อวันที่ 11 ก.ค. พักใช้ใบอนุญาตบริษัทพีซ เทเลวิชั่น เป็นเวลา 30 วันนั้นถือเป็นการละเมิดคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองสูงสุดที่พีซทีวีสามารถแพร่ภาพออกอากาศต่อไปก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 1163/2558 ก่อน

โดยการไต่สวนครั้งนี้ในส่วนของพีซทีวีนอกจาก น.พ.เหวง แล้ว นายจตุพร พรหมพันธุ์ นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก นายสมหวัง อัสราษี ยังเข้าให้ถ้อยคำต่อศาลด้วย ขณะที่ในส่วนของกสท. มีนายสมบัติ ลีลาพตะ รองเลขาธิการสำนักงานกสทช. เข้าชี้แจง  นายจตุพร กล่าวว่า เรื่องที่ใหญ่กว่าการปิดพีซทีวีใน คือการที่คสช.มีคำสั่งที่ 41 /2259 ให้อำนาจ กสทช.ในการควบคุมสื่อ ถือเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของสื่อ แต่คำสั่งดังกล่าวไม่ถือเป็นการคุ้มครองการกระทำของเจ้าหน้าที่ กสทช.ที่เลือกปฏิบัติ ซึ่งก็หวังว่าการไต่สวนในครั้งนี้ ศาลจะได้ช่วยหาทางออกให้กับพีซทีวี และกสทช. เพราะหากไม่มีคำสั่งใด ๆ ออกมาเป็นอย่างอื่น กสทช.ก็จะมีการปิดพีซทีวีตั้งแต่ 21 ก.ค.

ด้าน น.พ.เหวง กล่าวว่า กรณีของพีซทีวี เป็นเพียงแค่กองไฟเล็ก ๆ ที่คสช.ควรจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศาล แต่คสช. กลับมีคำสั่งที่ 41/2259 ออกมา ซึ่งเหมือนเป็นการเอาน้ำมันถังใหญ่สาดเข้าไปในกองไฟที่จะลุกลามไปทั่วเมือง เพราะเป็นเรื่องที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน จึงอยากเรียกร้องให้ คสช.ถอนคำสั่งดังกล่าวเสียก่อนที่จะเกิดเหตุบานปลาย

หลังจากที่มีคำสั่งคสช.ที่ 40/2559 เรื่อง การกำกับดูแลการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ ให้การคุ้มครองคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ออกมาก็มีการออกมาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก จนนำมาสู่ฝั่งรับบาลที่ออกมา ชี้แจงประเด็นนี้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงคำสั่ง คสช. ที่ 40/2559 ว่า เพื่อให้เจ้าหน้าที่เกิดความมั่นใจว่า หากไปปฏิบัติหน้าที่ตามประกาศคสช.ที่ 97/2557 เรื่องการดำเนินการดูแลการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เป็นภัยต่อความมั่นคง หากทำใน 4 ข้อ ขาดอันใดอันหนึ่งไม่ได้ คือต้องทำตามอำนาจหน้าที่ ต้องทำโดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรกว่าเหตุ ได้รับการคุ้มครอง

เมื่อถามว่า การออกคำสั่ง เพราะปัจจุบันกฎกติกาควบคุมสื่อไม่เพียงพอ นายวิษณุ ตอบว่า พอ แต่เพราะมีประกาศคสช.ที่ 97/2557 เมื่อเจ้าหน้าที่ไปปฏิบัติมักถูกข่มขู่จะฟ้อง เลยกลัวกันหมด ไม่กล้าใช้อำนาจ จึงต้องเขียนคุ้มครอง แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ที่ได้รับความเสียหายฟ้องร้อง ตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดชอบทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะไปไล่เบี้ยอย่างไรก็แล้วแต่ เมื่อถามว่า พบสื่อที่อยู่นอกคอกมากหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ส่วนใหญ่เป็นวิทยุชุมชน ที่ผ่อนผันให้มีการลงทะเบียน เรื่องนี้ไม่เกี่ยวสื่อหนังสือพิมพ์ แค่ต้องการออกมาปราม เมื่อถามว่า จะกระทบต่อบรรยากาศในการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ได้จับใครดะไปหมด ถ้าไปเที่ยวไล่จับใครดะไปหมด นั้นแหละส่งผลกระทบ สัญญาว่าไม่ทำอย่างนั้น เอาที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งมันมีอยู่ ไปบิดเบือน ด่ากัน และออกคำสั่งนี้ไม่เกี่ยวกับพีซ ทีวี