ขบวนการใต้ดินรุกหนัก...ล่าสุดร่างรธน.ปลอมระบาดภาคเหนือ-อีสาน

ใต้ดินของกลุ่มขบวนการด้วยการใช้วิธี สกปรก ด้วยการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญปลอมมิหนำซ้ำยังนำเอาตราครุฑมาแอบอ้างเพื่อทำให้ประชาชนหลงเข้าใจผิดและเดินไปสู่การคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ

สถานการณ์การต่อสู้ก่อนเข้าสู่การทำประชามติ นั่นคือการเดินเกมส์ ใต้ดินของกลุ่มขบวนการด้วยการใช้วิธี สกปรก ด้วยการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญปลอมมิหนำซ้ำยังนำเอาตราครุฑมาแอบอ้างเพื่อทำให้ประชาชนหลงเข้าใจผิดและเดินไปสู่การคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ โดยหลังจากนี้สำนักข่าวทีนิวส์ได้นำเสนอสถานการณ์ว่ามีการระบาดหนักในพื้นที่ภาคเหนือ ล่าสุดมีการตรวจสอบพบในพื้นที่ภาคอีสานเพิ่มเติม กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย มณฑลทหารบกที่ 22 จ.อุบลราชธานี ร่วมกับตำรวจและเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ เข้าตรวจสอบจดหมายและพัสดุภัณฑ์ที่สำนักงานไปรษณีย์อุบลราชธานี และ อ.วารินชำราบ เพื่อตรวจสอบจดหมายที่มีเนื้อหาบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญและถูกส่งเข้ามาพร้อมกันจำนวนมาก หลังมีการพบการจดหมายแบบไม่จ่าหน้าซองกว่า 2,000 ฉบับ ในภาคเหนือ คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดบุรีรัมย์ ได้สั่งให้ไปรษณีย์ทุกสาขา ตรวจสอบจดหมายปิดผนึกที่ไม่ระบุชื่อผู้รับว่ามีเนื้อหาบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายหรือไม่ รวมทั้งประสานฝ่ายมั่นคงตรวจสอบ กรณีที่มีรายงานว่ามีคนบางกลุ่มออกมาเคลื่อนไหวเชิญชวนไม่ให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิ์ลงประชามติ ส่วนที่ภาคเหนือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบจดหมายกว่า 1,000 ฉบับ มีเนื้อหาเชิญชวนให้ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่สำนักงานไปรษณีย์สาขาสันป่าข่อย อ.เมืองเชียงใหม่ นายบุญธรรม ประสงค์วรากิจ หัวหน้าไปรษณีย์จังหวัดเชียงใหม่ ระบุถึงจดหมายที่ยึดได้ว่าพบในตู้ไปรษณีย์ พื้นที่หลายอำเภอของจังหวัดเชียงใหม่ ขณะนี้ได้มีคำสั่งให้ตรวจสอบตามตู้ไปรษณีย์ และสังเกตบุคคลที่นำจดหมายมาใส่ตู้

ส่วนภาคเหนือ จ.ลำปาง เมื่อวานนี้ พนักงานไปรษณีย์สาขาลำปาง พบจดหมายที่มีข้อความบิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญอีก 710 ฉบับ ตรวจสอบพบว่ามีผู้นำมาใส่ลงตู้ไปรษณีย์บริเวณแยกท่าคราวน้อย ต.สบตุ๋ย อ.เมืองลำปาง มีลักษณะเดียวกับจดหมายกว่า 2,600 ฉบับ

ขณะเดียวกัน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าว ว่า จะหารือถึงหน้าที่การสนับสนุนภารกิจของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. ในการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ ช่วงก่อนการลงประชามติ 7 ส.ค. ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยเฉพาะการรักษาความสงบเรียบร้อย ที่จะเน้นงานด้านการข่าว ในการหาเบาะแสของทำจดหมายบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญ ที่ล่าสุด พบเอกสารในลักษณะดังกล่าวจำนวน 4,000 ฉบับ ที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย ร่วมกับตำรวจ ช่วยกันสืบหาเบาะแส พร้อมกับปฏิเสธว่า การพบตราครุฑ ที่จ่าหน้าจดหมายบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญนั้น ไม่เกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทย จะได้มีการสั่งการให้เจ้าหน้าที่เพิ่มเติม ในการหาเบาะแสและจับกลุ่มคนทำต้องไปหาให้ได้ เพราะเชื่อว่าจะมีเบาะแสในการแจกจ่ายเอกสาร แต่การหารายชื่อ บ้านเลขที่ ของบุคคล ไม่ใช่เรื่องง่าย และเชื่อว่า น่าจะมีเบาะแสของผู้ที่ดำเนินการเรื่องนี้ได้ ส่วนที่ซองจดหมายมีตราครุฑ คงต้องไปหาว่า ผู้ที่กระทำเรื่องนี้ว่าเป็นใคร เพราะตราครุฑที่ปรากฎ เชื่อว่าผู้กระทำความผิดมีกระบวนการคิดหลายชั้น และประสงค์ร้าย คงไม่มีใครนำชื่อของตัวเองไปไว้บนซองจดหมาย

ประเด็นร้อน หลายๆเรื่องที่เป็นอยู่ขณะนี้คงต้องรอดูว่าพล.อ.ประยุทธ์จะมีวิธีจัดการอย่างไร แต่ไม่ว่าจะเจอสถานการณ์รูปแบบไหนก็เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์จะดำเนินการด้วยความถูกต้อง ตามคำกล่าวที่บอกเอาไว้ในบทความจากใจนายกรัฐมนตรี  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เขียนบทความ “จากใจนายกรัฐมนตรี” ลงในจดหมายข่าวเพื่อประชาชน ฉบับที่ 30 วันที่ 15 ก.ค. 2559 โดย ระบุว่า คำถามชี้ปัญญา คำตอบชี้ความจริงใจ… นักเรียนต้องถามเพื่อความรู้ ประชาชนต้องถามเพื่อความถูกต้อง สื่อมวลชนต้องถามด้วยความจริง และในทุกการทำงาน เราต้องถามเพื่อหาวิธีการที่ถูกต้องและดีที่สุด สำหรับส่วนรวม ละเรื่องส่วนตน ทั้งนี้ ถ้าทุกคำถามคำตอบ ก็มีแต่ความเข้าใจ…ร่วมมือ แต่ถ้าคำถามไม่มีคำตอบ ก็เป็นข้อสงสัย…ขัดแย้ง คำถามของคน… “ตายแล้วไปไหน?” ทุกศาสนาใช้คำตอบเป็นกุศโลบาย เพื่อสร้างศรัทธาให้ทุกคนทำความดี คนดีได้ขึ้นสวรรค์พบพระเจ้า หรือมีความสุขที่แท้จริง แต่หากทำความชั่วจะตกนรกหาความสุขไม่ได้ แต่ก็มีบางคนเลือกทำสิ่งผิดโดยอ้างความสุขชั่วคราวซึ่งวิญญูชนเรียกความทุกข์ถาวร ดังนั้นสังคมมนุษย์จึงต้องมีกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมช่วยชี้ผิด ชอบ ชั่ว ดี ที่เป็นกติกาการอยู่ร่วมกัน แต่ไม่วายที่คนพาลจะยอมรับคำตัดสินเฉพาะที่ถูกใจ ได้ประโยชน์ คำถามของประชาชน…ไม่มีอะไรเกินไปกว่าเรื่องปากท้อง และปัจจัย 4 แม้ที่ผ่านมาไม่ถึงหูนักการเมือง ผู้บริหารประเทศ ผู้รับมอบอำนาจจากประชาชน หรือแม้ได้ยิน…แต่คำตอบกลับเป็นสิ่งที่ตนอยากจะบอก ดังนั้น รัฐบาลในวันนี้ ที่มาจากความไว้ใจ อยู่ได้ด้วยความจริงใจ จึงใช้กลไกราชการ ผ่านศูนย์ดำรงธรรม เพื่อให้เสียงของประชาชนดังและคำถามที่ไถ่นั้นมีน้ำหนัก โดย 97 เปอร์เซ็นต์ของคำถามที่เคยไม่เคยได้รับความสนใจ กลับได้รับการแก้ไขแล้วในปัจจุบัน และขยายผลด้วยสูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (OSS) ไขปัญหาทุกมิติ ถึงจะเล็กก็ไม่ละเลย คำถามของข้าราชการ…เพราะข้าราชการ “อยู่ประจำ” นักการเมือง “อยู่ชั่วคราว” แล้วทำไมไม่เคยมียุทธศาสตร์ชาติให้เป็นนโยบายแห่งรัฐระยะยาว 20 ปี สำหรับกลไกราชการสามารถรักษาเสถียรภาพ ไม่บิดเบี้ยว เลี้ยวเข้าฐานนิยม

ตามนโยบายแห่งพรรคการเมืองระยะสั้น 4 ปี ดังนั้น การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้หน่วยงานของรัฐ

1. ปฏิรูปโครงสร้างเชิงระบบ เสริมประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน

2. พัฒนาทรัพยากรบุคคล เสริมสร้างศักยภาพด้วยเทคโนโลยี และองค์ความรู้ที่ทันสมัย

3. อิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง แต่เสริมสร้างจากสายป่านจาก “บนสู่ล่าง” คือ ประชาชนเจ้าของอำนาจ-นักการเมืองผู้รับมอบอำนาจ-หน่วยราชการผู้แปลงอำนาจไปสู่การปฏิบัติ ด้วยหลักวิชาการและกฎหมาย

คำตอบต่อทุกคำถาม…ของผม “ก้าวแรก” คือ การคืนความสงบสุขและความมั่นคงสู่สังคมด้วยจิตสำนึกของพลเมืองดี “ก้าวที่สอง” คือ การยกระดับคุณภาพชีวิตและความมั่งคั่ง ด้วยการสานพลังประชารัฐ บูรณาการทุกภาคส่วนให้เกื้อกูลกันในห่วงโซ่คุณค่า และ “ก้าวต่อๆ ไป” คือ การพัฒนาอย่างไม่หยุดยั่งและยั่งยืน ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ลดการพึ่งพาจากภายนอก ระเบิดจากข้างใน มีเงื่อนไขความรู้คู่คุณธรรม คุ้มกันภัยจากความไม่แน่นอนของโลก

ดังนั้น จงเลิกถามหาผลประโยชน์ส่วนตนจากประเทศชาติ หากยังไม่เคยเสียสละเพื่อสาธารณะ สังคม และส่วนรวม และจงเลิกนำผลประโยชน์ของชาติ ไปตอบแทนบุญคุณส่วนตัว เพราะประเทศชาติไม่ได้เป็นหนี้ใครด้วยกับท่าน แต่จงสร้าง “ชีวิตที่เป็นอมตะ” ด้วยการรักษาความดีให้ลูกหลานได้ยกย่องกล่าวขาน…ตลอดกาล”