- 16 ก.ค. 2559
จริงๆ แล้ว "เนติวิทย์" ตั้งใจมาป่วนพิธีถวายสัตย์ "พล.ท.นันทเดช" ซัด เป็นพวกมีปมด้อย
กลายมาเป็นกระแสที่กำลังถูกวิพากษณ์วิจารย์กันอย่างร้องแรงกับกรณีของนายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล หลังจากที่ได้มีการเผยแพร่คลิปวีดีโอของนายเนติวิทย์พร้อมกับเพื่อนที่ หลังจากที่ได้มีการเผยแพร่คลิปวีดีโอของนายเนติวิทย์พร้อมกับเพื่อนที่ได้เข้าพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนเข้าเป็นนิสิตจุฬาฯโดยแสดงออกด้วยการไม่ยอม ถวายบังคม ต่อหน้า พระบรมรูป รัชกาลที่ 5 และ รัชกาลที่ 6 ท่ามกลางนิสิตปีหนึ่งและ อาจารย์ ที่กำลังร่วมพิธีและหลังจากเกิดเหตุการณ์นายเนติวิทย์ก็ยังมีการวิพากษณ์จารณ์เกี่ยวกับพิธีดังกล่าวว่าเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นหรือไม่
อย่างไรก็ตามได้มีการเผยแพร่คลิปวีดีโอถวายสัตย์เข้าเป็นนิสิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยคลิปดังกล่าวนั้นเป็นภาพบรรยากาศนักศึกษากำลังทำพิธีถวายสัตย์แต่สักครู่ก็พบว่านายเนติวิทย์พร้อมเพื่อนก็ได้ลุกเดินออกไปจากพิธีท่ามกลางสายตาของเหล่านักศึกษา
ต่อมานายเนติวิทย์ก็ได้ออกมาโพสต์เฟสบุ๊ก โดยบางช่วงบางตอนระบุว่า ท่ามกลางแดดร้อนแรงระอุ นิสิตบางคนหมดสติไป
ผมและเพื่อนรัฐศาสตร์ นิสิตจุฬาลงกรณ์ได้พูดคุยและถกเถียงกันเรื่องการถวายบังคม ในพิธีถวายสัตย์เข้าเป็นนิสิต ซึ่งเราต่างก็ประหลาดใจกันว่าเหตุไฉน? การหมอบกราบดังกล่าวจึงยังได้รับการปฏิบัติมาอีก ทั้งที่ในหลวงรัชกาลที่5 ทรงประกาศยกเลิกธรรมเนียมเก่าดังกล่าวแล้ว เหตุไฉนจึงมาสิ่งที่พระองค์ทรงยกเลิกต่อหน้าพระบรมรูปของพระมหากษัตริย์ผู้ไม่ต้องการสิ่งดังกล่าวธรรมเนียมเป็นเรื่องไม่เสียหาย หากไม่มีหลักวิชาก็เป็นแค่การนำอย่างมืดบอด โดยพิธีดังกล่าวถ้าศึกษา ก็เพิ่งกลับมาไม่นานมานี้เอง
ผมและเพื่อนเมื่อคุยกันบนหลักฐานและต้องการสนองพระราชประสงค์ให้กลับมาอีกครั้ง ผมและเพื่อนอีกคนจึงกล่าวถวายสัตย์เสร็จแล้วยืนขึ้น มาเบื้องหน้าโค้งคำนับต่อพระบรมรูปพระมหากษัตริย์ทั้งสอง ขณะที่บางคนเห็นด้วยแต่ไม่อยากแสดงออกก็ช่วยสนับสนุนโดยให้กำลังใจ
ขณะที่ด้านนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ซึ่งเป็นผู้ต้องหา ม.112 ก็ได้มีการโพสต์เฟสบุ๊กถึงกรณีดังกล่าว โดยที่ได้ร่ายยาวถึง เรื่องประวัติศาสตร์ โดยมีเนื้อหาบางช่วงบางตอนระบุดังนี้ สิ่งที่เรียกว่า มรดกประวัติศาสตร์นี้ ความจริงเป็นเพียง"ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง" ครับคือการมาให้ความสำคัญอะไรกับพิธีกรรม อะไรแบบที่ว่าเป็นอะไรทีเพิ่งจะเกิดขึ้นประมาณ 2-3 ทศวรรษที่แล้วนี้เอง
เช่นเดียวกับอีกหลายอย่างในลักษณะเดียวกัน (ไม่เพียงในจุฬา แต่ในสังคมวงกว้างออกไป)พวก "พิธีกรรม" เหล่านี้ (หรือการแสดง "ความมีวัฒนธรรม" ทำนองนี้- "เคารพบนอบต่อ "จารีต"ต่างๆ) มันมาพร้อมกับการเติบโตของชนชั้นกลางในเมืองที่มี "ราก" ที่ความเป็นลูกหลานจีนเป็นหลัก ช่วงตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2520 - ทศวรรษ 2530 คนเหล่านี้เพราะความที่ไม่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง (จะเป็นจีนก็ไม่ได้ เพราะห่างกันเกินไป) ก็พยามยาม "แสวงหา" หรือ "สร้าง" เอกลักษณ์ที่คิดว่าเป็นแบบไทย ๆ คือแม้แต่กรณีแบบนี้ ที่รู้กันดีว่า ร.๕ เลิกไปแล้ว ก็กลายเป็นอะไรที่เอากลับมาส่งเสริมด้วยความภาคภูมิใจ
เมื่อได้ฟังความเห็นจากทางด้านของฝ่ายของนายเนติวิทย์ข้ามมาดูในมุมมองของคนกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว และก็ได้มีการพูดถึงประเพณีโบราณของการถวายสัตย์ปฎิญาณตนและรวมไปถึงการเปิดเผยข้อมูลของเด็กนักศึกษาด้วยกันเองที่มองว่านายเนติวิทย์ตั้งใจที่จะมาปั่นป่วนเพราะถ้าหากไม่เห็นด้วยกับพิธีกรรมดังกล่าวก็สามารถไม่เข้าร่วมตั้งแต่ต้นได้อยู่แล้ว
ได้รับการเปิดเผยจากเฟสบุ๊กรายหนึ่ง ได้มีการโพสต์ข้อความระบุว่า อยู่ในเหตุการณ์ความจริงที่เกิดขึ้นคุณเดินออกไประหว่างพิธี ย้ำระหว่างพิธี ซึ่งก่อนหน้านี้คุณสามารถเลือกที่จะไม่เข้าร่วมหรือเดินออกก่อนพิธีจะเริ่มได้โดยที่ไม่มีใครว่าหรือบังคับใดๆ ทั้งสิ้น สิ่งที่คุณทำคือการจงใจป่วนและให้เกียรติในสิ่งที่คนอื่นทำอยู่หากอ้างว่านั่นเป็นสิทธิ์ของคุณก็ใช่แต่คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะไปลบหลู่ในสิ่งที่คนอื่นเชื่อและสิ่งที่ทำนี้เป็นการกระทำที่เสียมารยาทมาก
นอกจากนี้ได้มีผู้ออกมาแสดงความเห็น ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุการว่ากระทำแบบนี้ผมถือว่าไม่สมควรอย่างมาก โดยข้อความระบุว่า...
ในมหาวิทยาลัยที่มีการเฉลิมพระนามพระมหากษัตริย์หรือราชวงค์นั้น จะมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันทุกมหาวิทยาลัย คือจะมีพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนเข้าเป็นนิสิตหรือนักศึกษาหน้าพระบรมรูปที่ลานหน้ามหาวิทยาลัยแห่งนั้นๆ
พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนเข้าเป็นนิสิตจุฬาฯ ก็เป็นอีกพิธีหนึ่งถือว่าศักดิ์สิทธิ์สำหรับคนที่เคารพในธรรมเนียมปฎิบัติ และอาจจะถือว่าไร้สาระสำหรับคนที่ไม่เคารพก็ได้
จะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ ทางเลือกที่เหมาะสมคือถ้าเคารพก็เข้าร่วม ถ้าไม่เคารพคิดว่าไร้สาระก็ไม่ต้องเข้าร่วมถวายสัตย์ฯ ไม่มีใครบังคับให้ต้องมา การถวายสัตย์ฯ เป็นเรื่องของความสมัครใจล้วนๆ
แต่ไม่ใช่ตั้งใจว่าจะไม่เข้าร่วมแล้วจงใจนั่งอยู่แถวท้ายๆ แล้วลุกขึ้นเดินฝ่าแถวที่นั่งอยู่มายืนหน้าสุดให้ทุกคนเห็น แล้วเดินเลี้ยวออกไปจากพิธีเหมือนต้องการให้ทุกคนเห็นและเป็นข่าว แบบนี้เขาเรียกว่าบัดซบ ทำลายพิธีของทุกคนที่มองเห็นความศักดิ์สิทธิ์ให้ดูด้อยค่าลง อยากดัง อยากเป็นข่าว แบบไม่ต้องลงทุนอะไรมากมายเลย
นิสิตจุฬาฯ ทุกคนมีโอกาสถวายบังคมพระบรมรูปอย่างเป็นทางการเพียงสองครั้งในชีวิต คือตอนเข้าเรียนปี 1 และตอนวันรับปริญญา ตอนที่ลูกสาวผมสวมครุยวิ่งออกมาจากหอประชุมใหญ่แล้วส่งปริญญาให้พ่อแม่ ยังไม่ได้กินน้ำเลยต้องวิ่งไปเข้าพิธีที่ลานพระบรมรูปต่อ โดยบอกกับครอบครัวสั้นๆว่า "ไม่ไปได้หรอก พิธีนี้ศักดิ์สิทธิ์"
จะบอกว่าการขับร้องเพลงพระราชนิพนธ์ มหาจุฬาลงกรณ์ หลังเพลงสรรเสริญพระบารมีในวันรับปริญา และพิธีถวายสัตย์ฯ แรกเข้าเป็นนิสิตนั้น จะมีเพียงปีละครั้ง เพลงนี้จะบรรเลงครั้งแรกหลังจากเพลงสรรเสิญพระบารมีจบแล้ว พระเจ้าอยู่หัวยังทรงประทับยืนต่อไม่ทรงนั่ง และทรงทำแบบนี้ทุกครั้งที่ทรงเสด็จมาพระราชทานปริญญา ดังนั้นชาวจุฬาจึงถือว่าเป็นเพลงมหาจุฬาลงกรณ์มีความศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องให้ความเคารพ มีการบรรเลงเพลงมหาจุฬาลงกรณ์อย่างเป็นทางการในพิธีเมื่อไรนิสิตทุกคนต้องยืน
เวลานี้ทั้งเพลงพระราชนิพนธ์มหาจุฬาลงกรณ์ และพิธีพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตน โดนเอามาล้อเล่นโดยคนๆเดียวกัน และภายในเวลาที่ห่างกันสัปดาห์เดียวเท่านั้น
ผมคงไม่มีสิทธิ์ที่จะว่าอะไรถ้าทำเงียบๆ เพราะเป็นสิทธิ์ส่วนตัวที่จะทำหรือไม่ทำ เคารพหรือไม่เคารพ แต่ไม่ใช่ในกรณีที่เจ้าตัวจงใจกระจายสิ่งที่ตัวเองทำเพื่อให้ตัวเองเป็นจุดโฟกัสของสังคมบนโลกโซเชียลด้วยตัวของตัวเอง
การกระทำแบบนี้ผมถือว่าไม่สมควรอย่างมาก
ขณที่ทางด้าน สมชาย แสวงการได้ โพสต์ข้อความ ฝากถึงท่านอธิการบดีจุฬา คณบดีเเละกรรมการสภาจุฬาในปัจจุบันด้วยครับ ว่า ควรจะปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปเพราะเป็นเสรีภาพทางวิชาการหรือ?การที่มีนิสิตเลวๆบางคนที่จงใจก่อเหตุต่อสถาบันฯอยู่ในรั้วจามจุรีมิเช่นนั้นเราจะได้นักรัฐศาสตร์จอมปลอมเลวๆออกมาสู่สังคมอีกคนครับ
ขณะที่ทางด้าน พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหนัาศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ ก็ได้โพสต์ข้อความประเด็นนายเนติวิทย์ว่า รัชกาลที่ห้าได้ทรงโปรดให้ยกเลิก ธรรมเนียมการหมอบกราบไปแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องมี พิธีการเยี่ยงนี้ อีกต่อไป
นาย เนติวิทย์ฯกระทำลงไป โดย ไม่เข้าใจว่า ขนบธรรมเนียมประเพณีของคนไทย อย่างลึกซึ้ง ว่า การถวายบังคม กับ การหมอบกราบนั้น คนละเรื่องกันปัจจุบันในการเข้าเฝ้าต่อหน้าพระพักต์ ปวงชนชาวไทยไม่ต้อง หมอบกราบอีกต่อไป สามารถนั่งหรือยืน ตามความเหมะสม เห็นได้จากข่าวในพระราชสำนักทุกวัน
แต่การถวายบังคม เป็นราชประเพณี ที คนไทยยึดถือปฏิบัติในการถวายความเคารพแด่พระมหากษัตริย์ พระราชินี รวมถึงพระบรมรูปหรือพระราชานุสาวรีย์ในงานรัชพิธีสำคัญต่างๆ อย่างเช่น พระราชพิธีถวายราชสักการะ พระบรมรูปรัชกาลที่ห้า ซึ่งเป็นธรรมเนียมประเพณีที่ถือปฏิบัติกันมาช้านานมากแล้ว....
ฉะนั้น พฤติกรรมที่ นาย เนติวิทย์ฯ แสดงออกนั้น น่าจะมี มีจุดประสงค์เพียง2อย่าง คือ
(1) ต้องการสร้างความเด่นให้ตัวเอง ตามท่ีเคยทำมาเป็นประจำ เช่นเดียวกับพวกท่ีมีปมด้อยหลายๆคน และ (2) ต้องการหลีกเลี่ยงการปฏิญาณ ที่ระบุว่า "ต้องรักและเคารพ ชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ " พฤติการณ์คาบลูกคาบดอกของ นาย เนติวิทย์ฯนั้น มีขึ้นเสมอ เช่น ในวันท่ีคนไทยใส่เสื้อเหลือง นาย เนติวิทย์กลับใส่เสื้อแดง ออกมาเดินโชว์บนถนน ฯลฯ เรื่องนี้ คงต้องติดตามดูกันต่อไป ครับว่าจะ"ซ่า" ต่อไปครับ
