แผนร้าย???...จุดไฟสงครามกลางเมือง บนเงื่อนไขคว่ำร่างรธน. ดึงมหาอำนาจแทรกแซง โยงใยสถานการณ์โลก

แผนร้าย???...จุดไฟสงครามกลางเมือง บนเงื่อนไขคว่ำร่างรธน. ดึงมหาอำนาจแทรกแซง โยงใยสถานการณ์โลก

จากกรณีที่เครือข่ายระบอบทักษิณออกมาโหนกระแสการรัฐประหารที่ตุรกีอย่างหนัก โดยพยายามนำมาเชื่อมโยงกับสถานการณ์ในประเทศไทย และชี้นำไปที่การออกเสียงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคมว่าประชาชนสามารถออกมาแสดงพลังตอบโต้อำนาจเผด็จการ อย่างไรก็ตามความพยายามดังกล่าวของเครือข่ายระบอบทักษิณ กลับถูกมองว่าเป็นการโหนกระแสที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยออกมายกย่อง "ตุรกีโมเดล" หรือ พลังประชาชนที่ออกมาต่อต้านการรัฐประหารซึ่งเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตย ว่า พรรคเพื่อไทยอาจเข้าใจผิดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยพยายามตีความเหตุการณ์ด้วยการกล่าวอ้างประชาธิปไตย และโยนบาปให้กับทหาร หลังจากพรรคเพื่อไทยได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ก็มีผู้รู้และนักวิชาการหลายคนออกมาอธิบายข้อเท็จจริงที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้เห็นว่าข้อมูลที่พรรคเพื่อไทยพยายามสร้างกระแสสังคมนั้นจุดไม่ขึ้น ทั้งยังบ่งบอกด้วยว่าผู้นำเสนอข้อมูลได้เล่าเรื่องราวเพียงด้านเดียว จนขาดความน่าเชื่อถือ พลังอำนาจของประชาชนที่ถูกกล่าวอ้างนั้น ได้ออกมาลุกขึ้นต่อต้านผู้ที่ทำร้ายชาติบ้านเมือง เช่นเดียวกับประเทศไทย ที่มีประชาชนออกมาขับไล่นักการเมืองที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว พวกพ้อง และทุจริตคอร์รัปชั่น โดยเรียกร้องให้ทหารเข้ามายุติและแก้ไขปัญหา ซึ่งหากประชาชนไม่ให้การสนับสนุน ทหารต่อให้มีกำลังมากมายเพียงใด ย่อมไม่สามารถทำภารกิจนี้ได้สำเร็จอย่างแน่นอน รัฐบาลนี้ไม่เคยปฏิเสธประชาธิปไตย แต่ประชาธิปไตยเมื่อปี 57 เป็นเช่นไร เชื่อว่าประชาชนคงทราบดี คำตอบของการเข้าควบคุมอำนาจโดย คสช. คือ การเรียกคืนความเป็นปกติสุข ยุติความรุนแรง และวางรากฐานการปฏิรูปประเทศให้ก้าวไปสู่การมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

นอกจากจะโหนกระแสเอาสถานการณ์ของตุรกีมาเกี่ยวข้องแล้ว ยิ่งใกล้วันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญก็จะมีหลานกลุ่มออกมาเคลื่อนไหวเพื่อสร้างการรับรู้ในรูปแบบต่างๆ  โดยเฉพาะกลุ่มเคลื่อนไหวที่จะสร้างความสับสนในการลงประชามติ

ยกตัวอย่าง กรณีเหตุการณ์การฉีกทำลายบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ บริเวณหน่วยออกเสียง จ.กำแพงเพชร เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 59 นายศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เปิดเผย ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานไปยังผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.กำแพงเพชร เพื่อขอรายชื่อพร้อมภาพถ่ายนักเรียนทั้งหมด เพื่อให้พยานที่เห็นเหตุการณ์ตรวจดูพบว่า เด็กที่วิ่งเล่นในจุดเกิดเหตุดังกล่าว มี 2 คน และอายุเพียง 8 ขวบเท่านั้น ได้เชิญตัวเด็ก 2 คน พร้อมผู้ปกครองมาสอบถาม โดยเยาวชนทั้ง 2 ยอมรับว่า ได้กระทำการฉีกบัญชีรายชื่อดังกล่าวจริง แต่กระทำไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เป็นเพียงการเล่นเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น ขณะที่ พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กล่าวว่า ยังไม่พบความเคลื่อนไหวของกลุ่มที่จะสร้างความวุ่นวายในการทำประชามติ ซึ่งคสช.ดูแลทุกเรื่อง ทั้งอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการทำประชามติสามารถทำงานได้ ให้ประชาชนรู้ถึงบทบาทหน้าที่ของตนเอง รวมถึงดูแลป้องกันไม่ให้มีการกระทำการใดๆที่จะส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิดในการทำประชามติ โดยใช้วิธีการติดตามข้อมูลข่าวสาร และพฤติกรรมของทุกกลุ่ม

เจ้าหน้าที่ทำงานโดยยึดโยงกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2559 หากดำเนินการอะไรที่ออกนอกลู่นอกทาง ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และหากเห็นว่าไม่เหมาะไม่ควร ก็จะใช้กระบวนการทางกฎหมายเข้าดำเนินการ แต่หากทุกฝ่ายยึดแนวทางดังกล่าวก็มั่นใจว่า ความไม่เรียบร้อยไม่น่าจะเกิดขึ้น ทั้งนี้ หากประชาชนพบการเคลื่อนไหว หรือ สงสัยว่ากลุ่มบุคคลใดอาจจะก่อความวุ่นวาย ยุยงปลุกปั่น หรือ บิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้หลายช่องทาง ทั้งองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ทหาร ตำรวจ ศูนย์ดำรงธรรม