- 19 ก.ค. 2559
สังคมมองเห็นอะไร???...หลังส.ศิวรักษ์โต้เดือด ม.จ.จุลเจิมปม เนติวิทย์หัวหมอป่วนพิธีถวายสัตย์
ต้องเรียกว่ากำลังเป็นประเด็นหนึ่งของสังคมที่กำลังทวีความร้อนแรงมากขึ้นเรื่อย หลังจากที่นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปฏิเสธการถวายบังคมในพิธีถวายสัตย์ จนเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อยู่ ณ ขณะนี้ ซึ่งล่าสุดพบว่ามีการออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างดุเดือดทั้งจากนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ เจ้าของนามปากกา ส. ศิวรักษ์ และ หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล
ย้อนหลังกลับไปเมื่อวันที่15 ก.ค.นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ได้โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงกรณีถูกถ่ายคลิปแฉไม่ยอมถวายบังคมต่อหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ 2 รัชกาล ในระหว่างพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนเข้าเป็นนิสิตจุฬาฯ โดยระบุว่า สวัสดีครับทุกคนท่ามกลางแดดร้อนแรงระอุ นิสิตบางคนหมดสติไป ผมและเพื่อนรัฐศาสตร์ นิสิตจุฬาลงกรณ์ได้พูดคุยและถกเถียงกันเรื่องการถวายบังคม ในพิธีถวายสัตย์เข้าเป็นนิสิต ซึ่งเราต่างก็ประหลาดใจกันว่าเหตุไฉน? การหมอบกราบดังกล่าวจึงยังได้รับการปฏิบัติมาอีก ทั้งที่ในหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงประกาศยกเลิกธรรมเนียมเก่าดังกล่าวแล้ว เหตุไฉนจึงมาสิ่งที่พระองค์ทรงยกเลิกต่อหน้าพระบรมรูปของพระมหากษัตริย์ผู้ไม่ต้องการสิ่งดังกล่าว ธรรมเนียมเป็นเรื่องไม่เสียหาย หากไม่มีหลักวิชาก็เป็นแค่การนำอย่างมืดบอด โดยพิธีดังกล่าวถ้าศึกษา ก็เพิ่งกลับมาไม่นานมานี้เอง ผมและเพื่อนเมื่อคุยกันบนหลักฐานและต้องการสนองพระราชประสงค์ให้กลับมาอีกครั้ง ผมและเพื่อนอีกคนจึงกล่าวถวายสัตย์เสร็จแล้วยืนขึ้น มาเบื้องหน้าโค้งคำนับต่อพระบรมรูปพระมหากษัตริย์ทั้งสอง (เราดูงานวันพ่อวันแม่สิ ธรรมเนียมการโค้งคำนับใช้ แต่ทำไมไม่หมอบคลานล่ะ ดูลักลั่นไหม) ขณะที่บางคนเห็นด้วยแต่ไม่อยากแสดงออกก็ช่วยสนับสนุนโดยให้กำลังใจ ที่เขียนมานี้ก็เพื่อชี้แจงให้เข้าใจวัตถุประสงค์ในการทำ มิฉะนั้นก็จะใส่ไคล้กันไปโดยไม่ได้เจตนา มีหลายคนไม่มางานนี้ก็เพราะเห็นว่าพิธีนี้ไม่สมสมัย ขัดกับพระผู้ทรงนำความเจริญทั้งสองพระองค์ เรื่องนี้ไม่ใช่มีแค่สองคนหรือแค่นิสิตรัฐศาสตร์ปี 1 ที่สนใจห่วงใย มีมากมายแต่ไม่มีคนแสดงออกชัดเจน วันนี้เราทำให้ดู พวกเราทำ ไม่ใช่อยากดัง แต่ที่ทำก็เพราะไม่อยากให้เงียบ
หลักวิชา หลักประวัติศาสตร์ ควรจะคุยกันในเรื่องนี้ จุฬาฯ จึงภาคภูมิได้เต็มที่ในความละเอียดของการรักษา ธรรมเนียมดีๆที่เข้ากับคนรุ่นใหม่ สังคมสมัยใหม่ ในโอกาส 100 ปีจุฬาฯ เสาหลักของแผ่นดินทั้งนี้จากโพสต์ดังกล่าว ได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า "Shayakorn Supasatit" มาคอมเม้นท์ ว่า อยู่ในเหตุการณ์ ความจริงที่เกิดขึ้น คุณเดินออกไประหว่างพิธีย้ำระหว่างพิธี ซึ่งก่อนหน้านี้คุณสามารถเลือกที่จะไม่เข้าร่วม หรือเดินออกก่อนพิธีจะเริ่มได้โดยที่ไม่มีใครว่าหรือบังคับใดๆทั้งสิ้น (มีเวลาเดินออกก่อนพิธีเริ่มนานมาก) สิ่งที่คุณทำคือการจงใจป่วนและไม่ให้เกียรติในสิ่งที่คนอื่นทำอยู่ หากอ้างว่านั่นเป็นสิทธิของคุณก็ใช่ แต่คุณไม่มีสิทธิที่จะไปหลบหลู่ในสิ่งที่คนอื่นเชื่อ และสิ่งที่ทำนี้เป็นการกระทำที่เสียมารยาทมาก
หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมา ได้นำไปสู่การแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างแบบสุดขั้วทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและต่อต้าน แต่ก็คงไม่มีความเห็นไหนที่จะสร้างความร้อนแรงเท่ากับหม่อมเจ้าจุลเจิม และส.ศิวรักษ์ได้
ม.จ. จุลเจิม ยุคล โพสต์ข้อความว่า ขอเป็นกำลังใจให้กับ ศิษย์ปัจจุบัน และศิษย์เก่าในการต่อสู้กับมะเร็งร้ายใน จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ความสง่างาม เกียรติยศ และศักดิ์ศรี ความสามารถ และคุณงามความดี ที่ค้ำจุนประเทศไทย มา 100 ปี คงไม่มีความสกปรกโสมมใด ๆ มาทำให้แปดเปื้อนได้....
ด้านเนติวิทย์ ได้แชร์ข้อความดังกล่าวออกไป และบอกว่า มะเร็งร้ายกันเลยทีเดียวนะครับ ไม่เป็นไร มันแล้วแต่มุมมอง แล้วแต่ภูมิคุ้มกันจริงๆอย่างไรก็ดี ฝากถึงท่านชายยุกะลา ผมเขียนหนังสือเล่มใหม่ ถึงท่านไม่ชอบผม ซื้อไปลองอ่านสนับสนุนสักสิบเล่ม ก็ไม่น่าเสียหายอะไร
นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ในลักษณะถามตอบ ถาม: อาจารย์สุลักษณ์ คิดเห็นยังไงกับการที่ หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล โพสเฟซบุ๊กเขียนเป็นนัยว่า นิสิตจุฬาฯ ที่ไม่หมอบกราบ และออกมาขึ้นมาโค้งคำนับในพิธีถวายสัตย์ฯ เป็นมะเร็งร้าย
ส.ศิวรักษ์: นี่เป็นสมัยประชาธิปไตยนะ หม่อมเจ้าไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ ที่จะวิเศษกว่าคนธรรมดาสามัญ จะเอาการเป็นหม่อมเจ้ามาเล่นงานคนธรรมดาสามัญทำให้เสื่อมเสียถึงพระราชวงศ์ หม่อมเจ้าองค์นี้ควรจะสังวรระวังกริยามารยาทและต้องเคารพพระบรมเดชานุภาพที่รัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระราชโองการให้ยกเลิกหมอบยกเลิกคลาน นิสิตคนนั้นก็ทำตามพระราชโองการ แล้วหม่อมเจ้าองค์นี้ไม่รู้เลยหรือ หลับตาพูดส่งเดชได้ยังไง
หลังจากการออกมาปะทะคารมผ่านสื่อออนไลน์อย่างดุเดือด ล่าสุดหม่อมเจ้าจุลเจิม ก็ออกมาโพสต์ข้อความอีกครั้งถึง 2 ตอนดังนี้
ส. เสื่อม โหนกระแสให้ท้ายเด็กนรก
ส. เสื่อม ออกมาให้ท้ายเนติวิทย์เด็กนรกไม่ดูกาละเทศะ
เขียนบทความตำหนิหม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล อย่างไร้สติปัญญา
ไม่สมกับที่อวดตัวว่าเป็นปัญญาชนสยาม
ถ้ามันเป็น ผมก็ถือว่านาย ส. คนนี้เป็นวิญญูชนจอมปลอม
มีแต่คนที่จิตใจสกปรกและมีอคติต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
แบบนาย ส. เสื่อม เท่านั้นที่คิดเช่นนี้ เพราะแม้กระทั่งในหลวงองค์ปัจจุบัน
พระองค์ท่านก็ไม่เคยมีรับสั่งให้ใครหมอบกราบพระองค์ในการพระราชพิธี
ทุกวันนี้ก็มีเพียงการโค้งถวายคำนับและการถอนสายบัว
ในการพระราชพิธีเท่านั้น
เว้นเสียแต่บุคคลหมอบกราบพระองค์เป็นการเฉพาะ
หรือทรงโปรดให้เข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ ซึ่งคนไทยพร้อม
ที่จะถวายความเคารพโดยจิตอันบริสุทธิ์อยู่แล้ว
คนคนนี้ อวดตัวว่าเป็นวิญญูชนอยู่เสมอ
แต่ผมไม่เคยยอมรับว่าคนคนนี้เป็นปราชญ์
เพราะในจิตใจมีแต่ความหยิ่งผยอง ทะนงตนเหนือคนอื่นอยู่ตลอดเวลา
ซึ่งไม่ใช่อัตวิสัยของผู้มีปัญญา หรือเป็นผู้นำทางความคิด
เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมามีแต่จะสร้างความขัดแย้งขึ้นในสังคมไทย
และหากเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับสถาบัน
ส. เสื่อมคนนี้ไม่วายจะต้องขอเอี่ยวด้วยทุกครั้งไป
การที่ นิสิตจุฬาเขาหมอบกราบ พระบรมรูป รัชกาลที่ ๕ (ที่สิ้นพระชนม์ไปแล้ว) มันเป็นคนละเรื่องกันกับการหมอบกราบขณะที่พระองค์ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ ถูกต้องครับ รัชกาลที่ ๕ พระองค์ทรงมีรับสั่งไม่ให้มีการหมอบกราบต่อพระองค์ ซึ่งขณะนั้นพระองค์ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ และเป็นพระราชโองการเพื่อเป็นแบบธรรมเนียมการปฏิบัติต่อเจ้านายชั้นสูง และข้าราชการโดยทั่วไป ในการว่าราชการ และในพระราชพิธีต่างๆ และพระราชโองการนั้น ได้กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ และประเพณีสืบต่อๆ กันมาจวบจนถึงปัจจุบัน และเป็นที่ทราบโดยทั่วกัน
นาย ส. ศิวรักษ์ ไม่ต้องมากล่าวย้ำความจำกระผม แต่เรื่องการที่นิสิตจุฬาหมอบกราบเพื่อถวายบังคมพระบรมรูปนั้น เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระมหากษัตริย์ที่มีต่อสถาบัน ในขณะที่พระองค์ได้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว ซึ่งไม่ใช่เป็นการที่หมอบกราบกราน ขณะที่พระองค์ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ มีแต่คนที่จิตใจสกปรกเท่านั้น ที่เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่สมควร และอ้างพระบรมราชโองการแบบตะพึดตะพือ โดยไม่ได้ดูกาละเทศะและสถานที่ นี่ละที่เขาเรียกว่า นาย ส ศิวรักษ์ ที่เขียนด่าว่าผมผิด ผิดในกาละเทศะ และสถานที่ไปแล้ว อาจจะแก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน แก่เฒ่าแต่ไร้ประโยชน์อันใด กินข้าวจนแก่เฒ่า อายุมากเพราะอยู่นาน แต่ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรเลย
คนไทยเทิดทูน ดวงพระวิญญาณและความดีของพระมหากษัตริย์ ที่ทรงมีให้กับชาติ บ้านเมือง
เพราะในธรรมเนียมปฏิบัติอันเป็นประเพณีที่งดงามของสังคมไทยนั้น การกราบไหว้พระมหากษัตริย์ หรือบรรพบุรุษ ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว คนไทยเขาถือเป็นจริยวัตร และเป็นความงดงามยิ่งของวัฒนธรรมไทย และในสามัญสำนึกของคนไทยทุกคน พร้อมที่จะรำลึก และเทิดทูนดวงพระวิญญาณของพระองค์โดยจิตอันบริสุทธิ์
