ครบแล้ว 7 วัน "พระเมธีธรรมาจารย์"จะสู้ต่อหรือฝ่อไปเอง..."อยากลองก็ออกมา" ???...

ครบแล้ว 7 วัน "พระเมธีธรรมาจารย์"จะสู้ต่อหรือฝ่อไปเอง..."อยากลองก็ออกมา" ???...

หลังจากผ่านพ้น 7 วันที่พระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ออกมายื่นเงื่อนไขไปให้กับพล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ในประเด็นของการแต่งตั้งสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ สมเด็จช่วงขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช

ล่าสุดพระมธีธรรมาจารย์ก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง โดยระบุว่าหลังจากผ่านพ้นในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาแล้วก็จะมีการนัดหารือกับทางภาคีเครือข่ายเพื่อกำหนดทิศทางการเคลื่อนไหวต่อไป

พระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากมติที่ประชุมองค์กรพุทธ เมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีมติร่วมกันว่าจะดูท่าทีภายใน 1 สัปดาห์ และหลังจากนั้นจะกำหนดท่าทีร่วมกัน ในการเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ ทั่วประเทศ โดยนับจากวันที่ 12 ก.ค. ถึงวันที่ 19 ก.ค.ก็ครบ 7 วันพอดี จะเคลื่อนไหวกันอย่างไร จะมีม็อบพระหรือไม่ ทั้งหมดล้วนเป็นคำถามและคำตอบที่ผู้คนอยากรู้ อยากฟัง แต่เนื่องจากวันที่ 19 ก.ค.เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาคือวันอาสาฬหบูชา วันที่ 20 ก.ค.ก็เป็นวันเข้าพรรษา ซึ่งสมาชิกขององค์กรพุทธที่ร่วมกันประชุม และดำเนินการนั้นส่วนใหญ่เป็นพระสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ตามวัดต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด สมาชิกบางส่วนจึงมีการพูดคุยกันภายในว่า การจะกำหนดท่าทีใดๆ รวมทั้งการเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ ควรจะกำหนดในช่วงสัปดาห์แรกหลังเข้าพรรษาไปแล้วจึงจะเหมาะสม โดยระหว่างนี้ให้ทุกรูปอยู่ปฏิบัติศาสนกิจในวัดที่สังกัดตามพระธรรมวินัย โดยยืนยันว่าจะยังไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น

พระเมธีธรรมาจารย์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการหารือนั้นจะแบ่งเป็น 2 ชุด คือกลุ่มองค์กรพุทธในกรุงเทพฯ และกลุ่มองค์กรพุทธในต่างจังหวัด โดยกรอบในการหารือ จะพูดถึงแนวทางในการเคลื่อนไหวว่าจะเป็นไปในรูปแบบใด เพราะขณะนี้ชัดเจนแล้วว่า ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายต้าน มีท่าทีกับเรื่องนี้อย่างไร และช่วงเวลาภายในระยะเวลา 2 วัน ก่อนที่ทางองค์กรพุทธจะมีการหารือกัน ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายต้าน คงไม่มีการเปลี่ยนท่าทีแน่นอน ดังนั้นทางองค์กรพุทธคงต้องมีการเคลื่อนไหวแน่นอน ส่วนจะเป็นรูปแบบใดบ้างนั้น ตอนนี้คงตอบไม่ได้ ต้องรอผลการหารือก่อน..

ท้ายสุดไม่ว่าพระเมธีธรรมาจารย์นั้นจะกำหนดทิศทางการเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไปก็ต้องไม่ลืมสิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.นั้นได้พูดเอาไว้ว่าถ้าออกมาเคลื่อนไหวและมีการทำผิดกฎหมายเกิดขึ้นก็จูถูกดำเนินคดีโดยไม่ละเว้น

คำพูดดังกล่าวของพล.อ.ประยุทธ์นั้นก็มีขึ้นหลังจากท่าทีของพระเมธีธรรมาจารย์ได้ยื่นเงื่อนไข 5 ข้อ คือ

 

1.ขออนุโมทนาต่อจิตอันประกอบไปด้วยกุศลของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ให้ความกระจ่าง ตรงไปตรงมา ไม่มีการเมืองแอบแฝง เป็นที่พึ่งของสังคมได้ในภาวะที่กระบวนการยุติธรรมถูกมองด้วยความเคลือบแคลง สงสัย

 

 2.ขอให้รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี ได้เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะ ตามมติอันถูกต้องนั้นดำเนินการไปตามกระบวนการดังที่ควรจะเป็น

 

 3.ขอให้รัฐบาลฟังความเห็นให้รอบด้าน รอบคอบ คำนึงถึงความสงบเรียบร้อยอันดีงามในหมู่สงฆ์และพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป

 

 4.ขอให้กลุ่มบุคคลที่สร้างเรื่อง สร้างสถานการณ์เพื่อร้อยรัดข้อกฎหมายและเจตนาจะสร้างมลทินให้เกิดขึ้น ได้ตระหนักถึง บาป บุญ คุณโทษ กลับใจและเลิกปฏิบัติก่อเวรเสีย

 

5.องค์กรพุทธพร้อมภาคีเครือข่ายจะรอดูท่าทีทั้งหมดของผู้เกี่ยวข้องภายใน 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะกำหนดท่าทีร่วมกันในการเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ ทั่วประเทศ

ไม่เฉพาะแค่ในครั้งนี้เท่านั้นที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวของพระเมธีธรรมาจารย์ต่างก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมและมีนัยยะแอบแฝงเนื่องจากว่าในช่วงที่ผ่านมานั้นก็พบว่าพระเมธีธรรมาจารย์มีส่วนร่วมและมีปฏิสัมพันธ์กับเครือข่ายระบอบทักษิณและคนเสื้อแดงมาโดยตลอด

เริ่มจากตัวตนของพระเมธีธรรมาจารย์     ถูกสืบค้นว่ามีนามเดิม   คือ     ประสาร  หนองพร้าว    เกิดเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม   พ.ศ. 2517      บ้านโคกก่อง  ตำบลโพนสูง    อำเภอปทุมรัตน์ จังหวัดร้อยเอ็ด  

เส้นทางการเติบโตของของพระเมธีธรรมาจารย์นั้นก่อนหน้านี้สมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางพระสังฆาธิการ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร พร้อมดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

 

ต่อมาได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานสมณศักดิ์ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2554 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญยก มีราชทินนามตามสัญญาบัตรประกอบพัดยศสมณศักดิ์ว่า “พระเมธีธรรมาจารย์”

บทบาทของพระเมธีธรรมาจารย์ ในการเคลื่อนไหวทางด้านการเมืองนั้นเกิดขึ้นทั้งในยุครัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร และยุครัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่มีบทบาทชัดเจนมากที่สุดในหมู่พระสงฆ์ “ระดับเจ้าคุณ” และถือว่าเป็นพระที่เข้าร่วมการเคลื่อนไหวและถ่ายภาพคู่กับอดีตนายกฯ และแกนนำคนสำคัญระบอบทักษิณหลายต่อหลายคน

นอกจากการปรากฏตัวบนเวทีเสื้อแดงแล้ว ทุกครั้งที่ทักษิณเดินทางมาในประเทศเพื่อนบ้าน มักจะปรากฏภาพของพระเมธีธรรมาจารย์ อยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2556 พระเมธีธรรมาจารย์ประสานงานกับพระสงฆ์ในสหรัฐอเมริกาเดินทางไปพบกับทักษิณ ที่โรงแรมแฟร์มอนต์ วอชิงตัน ดีซี ทำให้ภาพชัดเจนยิ่งขึ้น

แม้ว่าการเคลื่อนไหวของ “พระเมธีธรรมาจารย์” จะเป็นการเคลื่อนไหวในนามของ “เลขาธิการของศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย” แต่ตำแหน่งหนึ่งที่ทำให้ คสช.ต้องจับตาและติดตามความเคลื่อนไหวของท่านอย่างใกล้ชิด คือ “รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” ซึ่งตำแหน่งนี้แม้คนวงนอกจะดูเหมือนว่าไม่มีอะไร แต่แท้ที่จริงแล้ว "เมื่อคราวใดมีประกาศหรือเชิญชวนให้พระสงฆ์มาเจริญพุทธมนต์ทั่วประเทศ" จะทำให้สะดวกในการชักชวนคนมาร่วมชุมนุมและเมื่อยิ่งได้รับแรงหนุนจากกลุ่มธรรมกาย ว่ากันว่า ไม่ถึง 6 ชม. ก็สามารถระดมพระได้ทั่วประเทศ

หากย้อนดูประวัติการทำงานของ “พระเมธีธรรมาจารย์” ถือว่าไม่ธรรมดางานด้านการศึกษา ผู้อำนวยการกองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รักษาการผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รักษาการรองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ.2558 เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย

ตำแหน่งเหล่านี้เป็นเรื่องง่ายที่จะประสานงาน “ม็อบพระเจริญพระพุทธมนต์” อย่างกรณีเมื่อวันที่ “31 มีนาคม 2558” พระเมธีธรรมาจารย์ถึงกับต้องใช้อาคารมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ร่วมแถลงการณ์ท่าทีต่อการยุติการสวดมนต์ให้กำลังใจรัฐบาล