- 21 ก.ค. 2559
สืบเนื่องจาก กสทช. ให้สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมช่องพีซทีวียุติการออกอากาศ โดยให้มีผลตั้งแต่เที่ยงคืนวันนี้เป็นต้นไป
อีกหนึ่งประเด็นที่ต้องติดตามในวันนี้ สืบเนื่องจาก กสทช. ให้สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมช่องพีซทีวียุติการออกอากาศ โดยให้มีผลตั้งแต่เที่ยงคืนวันนี้เป็นต้นไป ซึ่งทางฝั่งของพีซทีวี เข้ายื่นฟ้องคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และนายภักดี มะนะเวศ รองเลขาธิการ กสทช. ต่อให้ศาลปกครองกลาง ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนมติกสท.ที่ให้พักใบอนุญาตออกอากาศพีซทีวีเป็นเวลา 30 วัน
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ในฐานะผู้บริษัทพีซเทเลวิชั่น จำกัด และนพ.เหวง โตจิรา เข้ายื่นฟ้องคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) และนายภักดี มะนะเวศ รองเลขาธิการ กสทช. ต่อให้ศาลปกครองกลาง ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนมติกสท.ที่ให้พักใบอนุญาตออกอากาศพีซทีวีเป็นเวลา 30 วัน และให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานกสทช.ที่ให้บริษัทไทยคม จำกัด (มหาชน) และบริษัททีซีบรอดคาสติ้ง จำกัด ระงับการให้บริการโครงข่ายกระจ่ายเสียงหรือโทรทัศน์แก่พีซทีวี ซึ่งจะมีผลให้พีซทีวีจอดำตั้งแต่เวลา 00.01 ของวันที่ 22 ก.ค. นี้ รวมทั้งให้กสท.และรองเลขาธิการกสทช.ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่พีซทีวีเป็นเงิน 6,340,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จ ซึ่ นายสุชาติ ศรีวรกร ตุลาการหัวคณะศาลปกครองกลาง ในฐานะตุลาการเจ้าของสำนวนคดี บริษัทพีซเทเลวิชั่น จำกัด ฟ้อง กสทช. ได้เรียกไต่สวนข้อเท็จจริงทันที อย่างไรก็ตามมีเพียงคณะผู้บริหารของพีซทีวี เข้าให้การฝ่ายเดียว ไม่มีฝ่ายของ กสท.เข้าชี้แจง
ทั้งนี้ นายจตุพร กล่าวว่า พฤติกรรมของกสทช. ชัดเจน เป็นการใช้อำนาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อตอบสนองต่อผลทางการเมืองในช่วงการทำประชามติ เหตุผลและข้อกล่าวหาที่พักใบอนุญาตไม่สุจริตใจ เพราะต้องการให้พีซทีวีปิดสถานีเป็นการชั่วคราว เนื่องจากพีซทีวีเป็นสถานีที่นำเสนอความเห็นต่างในการลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ขอตั้งข้อสังเกตว่า กสท.ไม่เคยปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมกันระหว่างกสท.กับพีซทีวี ที่ตกลงกันว่าหากมีรายการใดเข้าข่ายเป็นความผิดจะตักเตือนเพื่อให้แก้ไข หรือลงโทษ หรือสั่งพักการออกอากาศเป็นบางรายการ ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีการลงโทษตามลำดับขั้นเหมือนสถานีโทรทัศน์อื่น แต่พีซทีวีจะได้รับโทษขั้นสูงสุดคือสั่งพักใบอนุญาตทั้งสถานีเลย
ทั้งที่พีซทีวีนำเสนอเนื้อหาด้วยการติชมโดยสุจริตใจ ตามหลักพื้นฐานสื่อสารมวลชนทุกประการ ไม่ได้สร้างความแตกแยกหรือฝ่าฝืนข้อห้ามของกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นรายการเข้มข่าวดึก ที่นำเสนอเกี่ยวกับความเห็นกรณีการยกร่างรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้อัยการฟ้องร้องแกนนำกปปส. 54 คน ในข้อหากบฏ รายการเข้าใจตรงกันนะ ของนายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ คสช.และ สว.ในระบบสรรหา รายการห้องข่าวเล่าเรื่องค่ำ ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กรณี คสช.นำบุคคลที่เห็นต่างไปปรับทัศนคติ ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีความพยายามที่จะโยงไปถึงการออกมาตรา 44 ว่าเป็นคำสั่งพิเศษเพื่อดำเนินการปิดสถานีโทรทัศน์โดยเฉพาะ แต่แท้ที่จริงแล้ว หากย้อนกลับไป
เมื่อวันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการเผยแพร่คำสั่งที่ 41/2559 โดยอาศัยอำนาจความในมาตรา 44 ออกคำสั่งให้ กสทช. และ กสท. ได้รับความคุ้มครองไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง อาญา และวินัย
คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๔๑/๒๕๕๙
เรื่อง การกํากับดูแลการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ
ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ออกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๙๗/๒๕๕๗เรื่อง การให้ความร่วมมือต่อการปฏิบัติงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐๓/๒๕๕๗เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๙๗/๒๕๕๗ เพื่อกําหนดห้ามการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารบางประเภท นั้น โดยที่ข้อมูลข่าวสารตามประกาศดังกล่าวมีลักษณะเป็นข้อมูลข่าวสารที่ต้องห้ามมิให้ผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ออกอากาศตามมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ดังนั้น เพื่อมิให้เกิด
ปัญหาในการรับรู้และความเข้าใจในการกํากับดูแลการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของผู้ประกอบการไปสู่ประชาชนทั้งในส่วนของประเภทของข้อมูลข่าวสารที่ต้องห้ามและมาตรการที่จะนํามาใช้ในการกํากับดูแลการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ จึงจําเป็นต้องกําหนดให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)พุทธศักราช ๒๕๕๗ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีคําสั่ง ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ให้การเสนอข้อมูลข่าวสารหรือการออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระตามข้อ ๓ (๑)ถึง (๗) ของประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๙๗/๒๕๕๗ เรื่อง การให้ความร่วมมือต่อการปฏิบัติงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ ลงวันที่๑๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ ๑๐๓/๒๕๕๗ เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๙๗/๒๕๕๗ลงวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ เป็นการออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระที่ก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ แล้วแต่กรณี
ข้อ ๒ ในกรณีที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เจ้าหน้าที่ของสํานักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือบุคคลที่ได้รับมอบอํานาจจากบุคคลดังกล่าว ได้กระทําการไปตามอํานาจหน้ที่โดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติและไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจําเป็น เพื่อควบคุมดูแลมิให้มีการเสนอข้อมูลข่าวสาร
หรือการออกอากาศรายการที่มีลักษณะตามข้อ ๑ นับแต่วันที่ประกาศตามข้อ ๑ มีผลใช้บังคับย่อมได้รับความคุ้มครองไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางวินัย แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่
